หมู่บ้านม่อนเงาะ โมเดลท่องเที่ยวชาป่า 100 ปี


กลุ่มโฮมสเตย์ชุมชนบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนเงาะ ตำบลเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

รายงานความก้าวหน้า

ไตรมาส ผลการดำเนินงาน งบประมาณที่ใช้ ผู้รับบริการ
3
[5948]

1. รายละเอียดกิจกรรมและการดำเนินงานรายไตรมาส

ไตรมาสปัจจุบัน (ไตรมาสที่ 3/2569: เมษายน - มิถุนายน 2569)

       กิจกรรมที่ 1  คุณค่าชาป่า  การปลูกและดูแลรักษาชาป่าเชิงอนุรักษ์

  • ใคร (ผู้ดำเนินกิจกรรม): นางสาวพรรณรวี กาวิชัย (เจ้าหน้าที่โครงการหน่วยบ่มเพาะฯ) ร่วมกับ นางสาวกมลฉัตร ศรีวิชัย (กรรมการผู้จัดการบริษัท เนเชอรัล ฮัก แอนด์ เฮิร์บ จำกัด) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ/ที่ปรึกษาธุรกิจ

  • ทำอะไร: ลงพื้นที่บริการให้คำปรึกษาเชิงลึก (Site Visit & Coaching) ในกิจกรรมที่ 1 "คุณค่าชาป่า การปลูกและดูแลรักษาชาป่าเชิงอนุรักษ์" เพื่อให้คำแนะนำเทคนิคการปลูก การดูแลรักษาแบบไม่ทำลายป่า และการเตรียมความพร้อมยกระดับสู่มาตรฐานอินทรีย์

  • ที่ไหน: พื้นที่วิสาหกิจชุมชนบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนเงาะ ตำบลเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

  • ผู้ร่วมกิจกรรมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders):

    • ผู้รับคำปรึกษา/ร่วมกิจกรรม: นางสาวยุพิน ปราโมทย์ (เลขานุการกลุ่มฯ) และ นายเกรียงศักดิ์ นามวงศ์พรหม (ที่ปรึกษากลุ่มฯ)

    • ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย: เกษตรกรผู้ปลูกชาป่าในชุมชนตำบลเมืองก๋าย, ชุมชนม่อนเงาะ (ได้รับประโยชน์จากการรักษาป่าและท่องเที่ยว), และบริษัท เนเชอรัล ฮัก แอนด์ เฮิร์บ จำกัด (ในฐานะพันธมิตรธุรกิจ/ผู้รับซื้อในอนาคต)

แผนที่จะทำในไตรมาสต่อไป ( ไตรมาสที่ 4/2569: กรกฎาคม - กันยายน 2569)

  • กิจกรรมหลัก: จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ "ยกระดับชาป่าม่อนเงาะ สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS)"  เป้าหมาย จำนวนแปลงชาป่ารับรองมาตรฐานเกาตรอินทรีย์ 4 แปลง 

  • แนวทางการดำเนินงาน:

    1. ประสานงานเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรอินทรีย์ PGS (เช่น จากเครือข่าย PGS เชียงใหม่) มาร่วมให้ความรู้

    2. นัดหมายเกษตรกรแกนนำและสมาชิกผู้ปลูกชาป่าในพื้นที่เข้าร่วมอบรม

    3. จัดทำ Workshop ภาคทฤษฎี (เกณฑ์มาตรฐาน/การจดบันทึกฟาร์ม) และภาคปฏิบัติ (การตรวจประเมินแปลงตัวอย่าง ณ พื้นที่จริง)

    4. จัดตั้งคณะกรรมการตรวจประเมินภายในชุมชนเบื้องต้นเพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นขอรับการคัดเลือก PGS

2. ผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรม (ทำแล้วได้อะไร)

  • ทำแล้วได้อะไร: ชุมชนได้รับแนวทางที่ถูกต้องในการจัดการชาป่าให้เติบโตร่วมกับผืนป่าอย่างยั่งยืน ลดการใช้สารเคมี และเห็นแนวทางในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชาผ่านการรับรองมาตรฐานเพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ผลผลิต (Outputs) - สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีหลังสิ้นสุดกิจกรรม

  • เกิดชุดองค์ความรู้/ข้อแนะนำเบื้องต้นด้านการปลูกและดูแลรักษาชาป่าเชิงอนุรักษ์ จำนวน 1 ชุด

  • แกนนำวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนเงาะ จำนวน 2 ท่าน ได้รับคำปรึกษาและแนวทางการพัฒนาแปลงชาโดยตรง

  • มีข้อเสนอแนะ/แผนความต้องการในการเชิญวิทยากร PGS เพื่อขับเคลื่อนกลุ่มในระยะต่อไป จำนวน 1 แผนงาน

ผลลัพธ์ (Outcomes) - ประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหรือการเปลี่ยนแปลง

  • แกนนำชุมชนมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงมูลค่าของชาป่าเชิงอนุรักษ์ พร้อมที่จะนำไปถ่ายทอดให้แก่สมาชิกในกลุ่ม

  • เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่างหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจฯ, ภาคเอกชน (บริษัท เนเชอรัล ฮัก แอนด์ เฮิร์บ จำกัด), และวิสาหกิจชุมชนในการร่วมกันขับเคลื่อนมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

  • แปลงปลูกชาป่าในพื้นที่ตำบลเมืองก๋ายมีแนวโน้มได้รับการพัฒนาเข้าเกณฑ์มาตรฐานอินทรีย์ ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้และสร้างจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่แข็งแกร่งขึ้น

  •  

  • กิจกรรมที่ 2 ผลิตภัณฑ์ชุมชน การพัฒนากระบวนการแปรรูปชาป่า

    • ใคร (ผู้ดำเนินกิจกรรม): นางสาวพรรณรวี กาวิชัย (เจ้าหน้าที่โครงการหน่วยบ่มเพาะฯ) ร่วมกับ นางสาวกมลฉัตร ศรีวิชัย (กรรมการผู้จัดการบริษัท เนเชอรัล ฮัก แอนด์ เฮิร์บ จำกัด) ในฐานะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์

    • ทำอะไร: ลงพื้นที่บริการให้คำปรึกษาเชิงลึกและจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปสมุนไพร ภายใต้หัวข้อหลัก "ผลิตภัณฑ์ชุมชน: การพัฒนากระบวนการแปรรูปชาป่าและการยกระดับทรัพยากรท้องถิ่น" โดยแบ่งเป็น 5 หัวข้อหลัก และการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ดังนี้:

      1. การผลิตและการแปรรูปชาอัสสัมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ: ให้คำแนะนำเทคนิคการเก็บเกี่ยว การผึ่ง การนวด การหมัก การคั่ว และการอบ เพื่อรสชาติที่คงที่ตามมาตรฐาน

      2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาอัสสัม: การจำแนกเกรดชา (ชาใบ, ชาซอง, ชาผง) และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์

      3. นวัตกรรมการเบลนด์ชา: เทคนิคการนำฝักวานิลลาแห้ง สารสกัด หรือกลิ่นระดับ Food Grade มาปรุงแต่งกลิ่นกับชาอัสสัมในสัดส่วนที่ลงตัว ไม่ให้กลบเอกลักษณ์ของชาป่า

      4. การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation): การถ่ายทอดเทคโนโลยีแปรรูปสารสกัดจากใบเมี่ยง (ต้านอนุมูลอิสระและบำรุงผิว) เป็นผลิตภัณฑ์ Amenities 4 ชนิด ได้แก่ แชมพู ครีมอาบน้ำ โลชั่น และก้านไม้หอมปรับอากาศ เพื่อนำไปใช้เป็นผลิตภัณฑ์ต้อนรับในโฮมสเตย์

      5. การสร้างเรื่องราว (Storytelling) และการตลาด: การสร้างแบรนด์เชื่อมโยงกับวิถีธรรมชาติม่อนเงาะ และจัดมุมสินค้าของที่ระลึกในโฮมสเตย์เพื่อสร้างรายได้เสริม

    • ที่ไหน: พื้นที่วิสาหกิจชุมชนบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนเงาะ ตำบลเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

    • ผู้ร่วมกิจกรรมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders):

      • ผู้รับคำปรึกษา/ร่วมกิจกรรม: นางสาวยุพิน ปราโมทย์ (เลขานุการกลุ่มฯ), นายเกรียงศักดิ์ นามวงศ์พรหม (ที่ปรึกษากลุ่มฯ) และกลุ่มเกษตรกร/สมาชิกวิสาหกิจชุมชนม่อนเงาะที่สนใจเป็นนวัตกรท้องถิ่น

      • ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย: สมาชิกกลุ่มโฮมสเตย์ม่อนเงาะ (มีผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ไว้บริการและจำหน่าย), นักท่องเที่ยว (ได้รับประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงอาหารและสุขภาพ), และบริษัท เนเชอรัล ฮัก แอนด์ เฮิร์บ จำกัด (พันธมิตรผู้ช่วยพัฒนาสูตรและเตรียมขยายผลเชิงพาณิชย์)

    2. ผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรม (ทำแล้วได้อะไร)

    • ทำแล้วได้อะไร: ชุมชนสามารถยกระดับจากการปลูก/เก็บชาป่าแบบดั้งเดิม สู่การเป็นนวัตกรผู้แปรรูปสารสกัดใบเมี่ยงเป็นเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกระดับพรีเมียม ช่วยสร้างจุดขายที่โดดเด่นและสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ธุรกิจโฮมสเตย์ในชุมชน

    ผลผลิต (Outputs)

    • เกิดต้นแบบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ปรับอากาศจากสารสกัดใบเมี่ยงจำนวน 4 ผลิตภัณฑ์ (แชมพู, ครีมอาบน้ำ, โลชั่น, ก้านไม้หอม)

    • [บรรลุเป้าหมาย อย.] ได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต้นแบบจำนวน 1 รายการ (แนะนำเป็น โลชั่นทามือ/บำรุงผิวจากสารสกัดใบเมี่ยง หรือ ครีมอาบน้ำใบเมี่ยง) เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงสูตรมาตรฐาน โรงงานผลิตมาตรฐาน และเตรียมยื่นเอกสารขอรับเลขจดแจ้ง/รับรองจาก อย. ต่อไป

    • เกิด "นวัตกรชุมชน" หรือผู้นำในการผลิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปในท้องถิ่น อย่างน้อย 1-2 คน

    ผลลัพธ์ (Outcomes)

    • วิสาหกิจชุมชนม่อนเงาะมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น (Storytelling) ปลอดภัย และได้มาตรฐาน สามารถนำไปใช้เป็นของต้อนรับ (Amenities) และวางจำหน่ายในโฮมสเตย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    • เกิดแนวคิดการเชื่อมโยง ท่องเที่ยวเชิงเกษตรนิเวศ x วัฒนธรรมชาป่า x สุขภาพ (Wellness) ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง

    • ทรัพยากรใบเมี่ยง/ชาป่าที่เหลือทิ้งในท้องถิ่นได้รับการเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ ช่วยลดของเสียและเพิ่มรายได้เสริมให้แก่ครัวเรือนในชุมชนตำบลเมืองก๋าย

    3. แผนที่จะทำในไตรมาสต่อไป (ไตรมาสที่ 4: กรกฎาคม - กันยายน 2569)

    1. กระบวนการขอรับรอง อย. (เครื่องสำอางโฮมสเตย์): ประสานงานร่วมกับบริษัท เนเชอรัล ฮัก แอนด์ เฮิร์บ จำกัด ในการปรับปรุงสูตรขั้นสุดท้าย ส่งตรวจวิเคราะห์ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางใบเมี่ยงที่คัดเลือกไว้ 1 รายการ และยื่นเอกสารขอจดแจ้งอนุมัติเลข อย. เครื่องสำอาง

    2. การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการสร้างแบรนด์ (Packaging & Branding): ออกแบบฉลากผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และสื่อประชาสัมพันธ์ (Storytelling Card) ที่ระบุเลข อย. อย่างถูกต้อง เพื่อพร้อมใช้งานในโฮมสเตย์และวางจำหน่ายในไตรมาสถัดไป

    3. การทดสอบตลาดและระบบบริการ (Market Testing): นำผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผ่านการพัฒนา (รวมถึงชาอัสสัมกลิ่นวานิลลา) ไปทดลองให้บริการจริงแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวในโฮมสเตย์เครือข่ายม่อนเงาะ เพื่อเก็บข้อมูลความพึงพอใจและนำมาปรับปรุงก่อนการผลิตเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ

  • https://drive.google.com/drive/folders/1YiJe0c7aPFA1AONtwdz4yQSfmKWzqa08?usp=sharing



รายงานโดย นายศรัญญู มูลน้ำ วันที่รายงาน 05/07/2569 [5948]
0 0
4
[6062]

ไตรมาสปัจจุบัน (ไตรมาสที่ 4/2569: กรกฎาคม - กันยายน 2569)

กิจกรรมที่ 1 คุณค่าชาป่าการปลูกและดูแลรักษาชาป่าเชิงอนุรักษ์

1. การพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจแปลงเกษตรอินทรีย์เมืองก๋าย (26–28 สิงหาคม 2569)

เกษตรกรแกนนำตำบลเมืองก๋าย จำนวน 7 คน ได้เข้าร่วมการฝึกอบรม "หลักสูตรผู้ตรวจแปลงเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม"ร่วมกับสมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดเชียงใหม่ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วิทยาเขตเวียงบัว

  • สาระการเรียนรู้:ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และทำความเข้าใจหลักการเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม ทั้ง 22 ข้อ อย่างถ่องแท้ พร้อมทั้งฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องมือประเมินแปลงจริงในพื้นที่สาธิต
  • ทักษะดิจิทัลเกษตร:ฝึกทักษะการบันทึกและจัดการฐานข้อมูลเกษตรกรในระบบ Organic Agriculture Network (OAN)เพื่อรองรับการบริหารจัดการข้อมูลการรับรองมาตรฐานในรูปแบบดิจิทัล
  • ผลลัพธ์:เกษตรกรแกนนำทั้ง 7 คน ได้รับการยกระดับทักษะขึ้นเป็น "ผู้ตรวจแปลงเกษตรอินทรีย์ประจำพื้นที่เมืองก๋าย"ที่มีความพร้อมในการลงพื้นที่ตรวจประเมิน และเป็นกลไกสำคัญในการให้คำปรึกษา แนะนำการเตรียมความพร้อมแก่เกษตรกรรายอื่นในชุมชนเพื่อขอรับการรับรองแปลงอินทรีย์ต่อไป

2. การถ่ายทอดมาตรฐานอินทรีย์และเทคโนโลยีการทำสารบำรุงต้นชา (26 กันยายน 2569)

ทีมผู้เชี่ยวชาญจากสมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืน จำนวน 4 คน ได้ลงพื้นที่จัดอบรมถ่ายทอดความรู้เรื่องมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้แก่เกษตรกรในตำบลเมืองก๋าย จำนวน 20 คน

  • นวัตกรรมเทคโนโลยีการผลิตสารบำรุงต้นชา:เน้นการถ่ายทอด เทคโนโลยีการบำรุงรักษาต้นชาอัสสัม (ชาป่า) ด้วยน้ำหมักชีวภาพเติมอากาศ (Aerated Liquid Organic Fertilizer)โดยใช้ปั๊มเติมอากาศ (Air Pump) ช่วยขยายตัวของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการย่อยสลายวัตถุดิบสมุนไพรและอินทรียวัตถุอย่างสมบูรณ์ ปราศจากกลิ่นเหม็นเน่า และเปลี่ยนสารอาหารให้อยู่ในรูปที่พืชดูดซึมได้ทันที (Plant-Available Nutrients) ช่วยกระตุ้นระบบรากให้ดูดซับแร่ธาตุในดินได้เร็วยิ่งขึ้น เร่งการแตกยอดอ่อนของใบชาอย่างสมบูรณ์
  • ผลการยืนยันด้านวิทยาศาสตร์:แม้ว่าผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างดิน น้ำ และใบชา ของเกษตรกรในพื้นที่ โดยศูนย์เอกลักษณ์ทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม (ECOA) จะยืนยันชัดเจนว่า ไม่พบการขาดแร่ธาตุ และไม่พบสารเคมีตกค้างทางการเกษตรทุกชนิดในไร่ชา ก็ตาม แต่การใช้นวัตกรรมน้ำหมักชีวภาพเติมอากาศนี้ถือเป็นการเสริมสร้างความสมบูรณ์และปรับสมดุลชีวภาพในดินให้ยั่งยืนในระยะยาว

3. การลงพื้นที่ตรวจประเมินเพื่อขยายพื้นที่รับรองแปลงชาและกาแฟอินทรีย์ (26–27 กันยายน 2569)

ทีมผู้ตรวจแปลงเกษตรอินทรีย์แกนนำชุมชนเมืองก๋าย ได้ผนึกกำลังร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากสมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืน รวมจำนวน 6 คน ลงพื้นที่ตรวจประเมินแปลงเกษตรตามเกณฑ์มาตรฐานแบบมีส่วนร่วม

  • เป้าหมายการตรวจประเมิน:เข้าตรวจประเมินแปลงชาป่าและแปลงกาแฟคุณภาพของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลเมืองก๋าย รวมทั้งสิ้น 9 แปลง
  • เป้าหมายการยกระดับ:การตรวจประเมินครั้งนี้มุ่งหวังเพื่อเพิ่มจำนวน "แปลงชาป่าและกาแฟที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์"ในพื้นที่เมืองก๋าย ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของเกษตรกรผู้ผลิต แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค เพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้แก่ผลผลิตชา-กาแฟเมืองก๋าย และอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าชาอัสสัมธรรมชาติตามแนวทางเกษตรยั่งยืนอย่างแท้จริง


รายงานโดย นายศรัญญู มูลน้ำ วันที่รายงาน 30/09/2569 [6062]
54990 40
4
[6064]

ไตรมาสปัจจุบัน (ไตรมาสที่ 4/2569: กรกฎาคม - กันยายน 2569)

กิจกรรมที่ 3 การท่องเที่ยว การออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร

27 กันยายน 2569กลุ่มวิสาหกิจชุมชนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนเงาะ ตำบลเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่จำนวน 9 แห่ง ได้คัดเลือกเมนูอาหารประจำพื้นที่ ณ ร้านกาแฟดอยแตง และมีการพัฒนาสูตรเครื่องดื่มมอกเทลชันโรงและชา โดย อาจารย์ ดร. วรพล วัฒนเหลืองอรุณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผสมเครื่องดื่ม คณะมนุษยศาสตรืและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

 

  1. ยำใบเมี่ยงปลากระป๋อง การผสานภูมิปัญญาป่าเมี่ยงสู่เมนูสร้างสรรค์ทรงคุณค่า

ในวิถีชีวิตของชาวตำบลเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ "ใบเมี่ยง"หรือใบชาสายพันธุ์อัสสัมที่เติบโตใต้ร่มเงาป่าสมบูรณ์ มิได้เป็นเพียงพืชภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ใช้หมักสำหรับเคี้ยวชุ่มคอเท่านั้น หากแต่ยังเป็นวัตถุดิบชูโรงชั้นยอดที่ถูกนำมารังสรรค์เป็นเมนูประจำพื้นที่ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนเงาะ ณ ร้านกาแฟดอยแตง โดยเฉพาะ “ยำใบเมี่ยงปลากระป๋อง”ซึ่งนับเป็นการประยุกต์นำพืชพรรณธรรมชาติในท้องถิ่นมาฟิวชันกับวัตถุดิบสามัญประจำบ้านได้อย่างลงตัว รสชาติความฝาดหอมอมหวานของใบเมี่ยงสด เมื่อนำมาคลุกเคล้ากับความนุ่มมันและน้ำซอสมะเขือเทศเข้มข้นของปลากระป๋อง ชูรสด้วยสมุนไพรสด เช่น หอมแดง พริกขี้หนู ตะไคร้ และน้ำมะนาว จึงเกิดเป็นรสชาติที่กลมกล่อม ครบรส และสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ในการชูวัตถุดิบชุมชนให้เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น

การรับประทานยำใบเมี่ยงปลากระป๋องนอกจากจะได้ความสดชื่นจากรสชาติที่เปรี้ยว เผ็ด กลมกล่อมแล้ว ยังช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ บำรุงหัวใจ และช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระอย่างหลากหลายในมื้อเดียว

การเลือกใช้ปลากระป๋องมาผสมผสานกับใบเมี่ยงสด จึงไม่เพียงแต่ทำให้เมนูนี้ทำรับประทานได้ง่ายและเข้าถึงผู้คนได้ทุกกลุ่ม แต่ยังเป็นการยกระดับคุณค่าของ "ใบเมี่ยงม่อนเงาะ" ให้กลายเป็นวัตถุดิบอาหารเพื่อสุขภาพที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาพื้นบ้านเข้ากับวิถีการกินร่วมสมัยได้

  1. เครื่องดื่มมอกเทคจากชาและผึ้งชันโรง การรังสรรค์เครื่องดื่มม็อกเทลเพื่อสุขภาพด้วย น้ำผึ้งชันโรง (Stingless Bee Honey)ของตำบลเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ สามารถนำมาใช้แทนน้ำเชื่อมธรรมดา (Simple Syrup) เพื่อชูเอกลักษณ์รสหวานอมเปรี้ยวอันซับซ้อนตามธรรมชาติตัวอย่างการปรุงเครื่องดื่ม เช่น สูตร Mojito (C-Mint Green) หรือ Emerald Punch (M-Green)สามารถใช้น้ำผึ้งชันโรงเมืองก๋าย 0.5 – 0.75 ออนซ์ ผสมร่วมกับน้ำมะนาวสดสด (Lime/Lemon Juice) ซอสส้มหรือสับปะรด นำไปเชกกับน้ำแข็งในกระบอกเชก (Shaker) หรือบดผสมกับใบสะระแหน่ (Mint Leaves) แล้วเติมโซดาลงไปรสชาติความหวานสดชื่นที่มีมิติเปรี้ยวปลายลิ้นของน้ำผึ้งชันโรงจะช่วยชูความสดชื่น ผสานเข้ากับกลิ่นหอมของสมุนไพรพื้นบ้านได้อย่างลงตัว เหมาะสำหรับเป็นเครื่องดื่มต้อนรับต้อนรับนักท่องเที่ยวในกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ความพิเศษของน้ำผึ้งชันโรงในพื้นที่นี้เกิดจาก ระบบการเลี้ยงแบบนิเวศเกษตรในป่าเมี่ยงและสวนเกษตรผสมผสานจากแผนผังแปลงเลี้ยงชันโรงจะเห็นว่า ชันโรงถูกวางไว้ใจกลางระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แวดล้อมด้วยต้นชาอัสสัม (ป่าเมี่ยง) กล้วย ป่าไผ่ ลำไย ลิ้นจี่ พืชไร่หมุนเวียน รวมถึงพืชดอก เช่น ดอกดาวกระจายและต้นหนาดชันโรงจะบินไปเกสรและน้ำหวานจากดอกชาอัสสัมและพืชป่านานาชนิด นำมารวมไว้ในรังชันโรงที่สร้างจากชันไม้ (Propolis) ซึ่งช่วยบ่มน้ำผึ้งให้มีสารต้านอนุมูลอิสระจากพืชสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป การเลี้ยงชันโรงในป่าเมี่ยงจึงเป็นวงจรเกื้อกูลที่ช่วยผสมเกสรให้พืชป่า เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และถ่ายทอดออกมาเป็นน้ำผึ้งชันโรงบริสุทธิ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นอย่างยั่งยืน

 

          การยกระดับมาตรฐานการให้บริการตามแนวทางโฮมสเตย์ไทย โดยอาจารย์ ดร. วรพล วัฒนเหลืองอรุณการยกระดับมาตรฐานการให้บริการโฮมสเตย์ไทยตามแนวทางของ อาจารย์ ดร.วรพล วัฒนเหลืองอรุณ เป็นการผสาน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างฐานการบริหารจัดการที่มั่นคง พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน ร่วมกับการขับเคลื่อนด้วย โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)เพื่อยกระดับมูลค่าการบริการและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยนำต้นทุนทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น วัตถุดิบพื้นบ้าน ป่าเมี่ยง สมุนไพร และน้ำผึ้งชันโรง มาสร้างสรรค์เป็นอาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Bio) พร้อมบริหารจัดการขยะและทรัพยากรหมุนเวียนแบบ Zero Waste (Circular) ตลอดจนจัดกิจกรรมท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับมาตรฐานสถานที่ การบริการ และประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวให้เป็นไปตามเกณฑ์โฮมสเตย์ไทยได้อย่างมีเอกลักษณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน



รายงานโดย นายศรัญญู มูลน้ำ วันที่รายงาน 30/09/2569 [6064]
24720 40
4
[6065]

ไตรมาสปัจจุบัน (ไตรมาสที่ 4/2569: กรกฎาคม - กันยายน 2569)

กิจกรรมที่ 4 นวัตกรรมการจัดการท่องเที่ยวอัจฉริยะ สำรวจและจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเส้นทางท่องเที่ยว

10 กรกฎาคม 2569กลุ่มวิสาหกิจชุมชนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนเงาะ ตำบลเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่จำนวน 9 แห่ง ได้ร่วมกันประชุมกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นักสิทธิ์ ปัญโญใหญ่ หัวหน้าโครงการ เพื่อจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเมืองก๋าย จำนวน 2 งาน ได้แก่ แผนที่ท่องเที่ยว และคลิปแนะนำการท่องเที่ยว โดยมีการสำรวจนักท่องเที่ยวในการให้ข้อมูลสถานที่ที่ต้องการบรรจุในแผนที่และการปรับใช้เทคโนโลยีโดรนในการบินถ่ายภาพมุมสูงเพื่อวางตำแหน่งของสถานที่ได้ตรงกับตำแหน่งจริง สถานที่สำคัญๆได้แก่

สถานที่สำคัญและจุดท่องเที่ยวไฮไลต์จุดศูนย์กลางของการท่องเที่ยวธรรมชาติในพื้นที่นี้คือ ยอดดอยม่อนเงาะ ซึ่งเป็นจุดชมทิวทัศน์และทะเลหมอกอันงดงามแบบ 360 องศา นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น ไร่ชาลุงเดช ที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยไร่ชาลดขั้นบันไดตามแนวเขา สวนส้มลุงมนัส ไร่ส้มแบงค์ดอย และ ไร่องุ่นอาร์มิลตตรา รวมถึงสถานที่สำคัญทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และศูนย์เรียนรู้ในชุมชน ได้แก่ วัดเมืองก๋าย วัดบ้านเหล่า ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ อีกทั้งยังมีกิจกรรมตื่นเต้นอย่าง ATV TOUR เมืองก๋ายและ กิจกรรมล่องแพสบก๋าย ให้สัมผัสอีกด้วย

ร้านอาหารและคาเฟ่ในส่วนของร้านอาหารและเครื่องดื่ม ชุมชนมีร้านกาแฟบรรยากาศดีให้แวะพักจิบเครื่องดื่มชมทิวทัศน์ภูเขา เช่น ร้านกาแฟดอยแตง รวมถึงจุดเติมพลังและลิ้มลองรสชาติท้องถิ่นอย่าง ร้านส้มตำแม่หลวงนิ่ม และ ตลาดชุมชนห้วยน้ำเย็น ซึ่งเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบและของกินของชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากนี้บริเวณไร่ชาและสวนผลไม้ต่าง ๆ เช่น ไร่ชาลุงเดช ก็มีบริการอาหารและเครื่องดื่มแปรรูปจากผลิตภัณฑ์ในไร่ไว้รองรับนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน

ที่พักและลานกางเต็นท์ตำบลเมืองก๋ายมีตัวเลือกที่พักหลากหลายรูปแบบที่เน้นการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดสำหรับสายแค้มปิ้งและสัมผัสความเย็นบนยอดเขา มีจุดกางเต็นท์และที่พักรับหมอก เช่นม่อนเงาะล้านวิวจูเลียตแคมป์หลงใหลโฮมสเตย์อิงเขาแคมป์ปิ้งวิวลานกางเต้นท์ป้าต้อยและบ้านไร่อุ่นไอหมอกส่วนท่านที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตและความอบอุ่นของชาวบ้าน สามารถเลือกพักผ่อน ณ โฮมสเตย์ในชุมชน เช่นAK HOMESTAY (เฮือนอิ่มน้ำ)BLISS HOMESTAYและโฮมสเตย์บ้านเหล่าพัฒนา

 

26 กันยายน 2569 กลุ่มแม่บ้านหมู่ 2 จำนวน15 คนฝึกอบรมการทำผลิตภัณฑ์ประชาชัมพันธ์การท่องเที่ยวเมืองก๋ายกับคุณกมลฉัตร ศรีวิชัย และคุณพรรณรวี กาวิชัย จากบริษัท เนเชอรัล อัก แอนด์ เฮิร์พ ผ่านผลิตภัณฑ์ สเปรย์กันยุงที่มีการใช้วัตถุดิบสมุนไพรในพื้นที่ ได้แก่ ตะไคร้ต้น มะแขว่น น้ำสกัดใบชาเมี่ยงมาเสริมในการทำของเหลวชีวภาพไล่ยุงสำหรับนักท่องเที่ยว จุดเด่นผลิตภัณฑ์คือการมีฉลากที่อธิบายแหล่งวท่องเที่ยวและของดีในพื้นที่

          ผลิตภัณฑ์ สเปรย์ไล่ยุงสมุนไพร "ม่อนละมุน" (Mon Lamun)ถือเป็นตัวอย่างของการนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาถ่ายทอดผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีเอกลักษณ์ โดยได้ร้อยเรียง "ของดีเมืองก๋าย"จากวัตถุดิบธรรมชาติหลัก 3 ชนิด ได้แก่ มะแขว่น เครื่องเทศกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ช่วยลดการบินเข้าใกล้ของยุง, ตะไคร้ภูเขาสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหยช่วยไล่ยุงและแมลง และ ใบชาอัสสัม (ใบเมี่ยง) พืชภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ช่วยปลอบประโลมผิวจากการถูกแมลงรบกวน เกิดเป็นสเปรย์สมุนไพรกลิ่นหอมธรรมชาติขนาดพกพาที่ตอบโจทย์การใช้งานในการท่องเที่ยวและกิจกรรมกลางแจ้ง

นอกจากคุณประโยชน์ของตัวผลิตภัณฑ์แล้วเสน่ห์สำคัญอยู่ที่การใช้บรรจุภัณฑ์เล่าเรื่องราวผ่านคอลเลกชันพิเศษ 9 ลายซึ่งสะท้อนมิติทางวัฒนธรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ วิถีชีวิต และธรรมชาติตามฤดูกาลของตำบลเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้อย่างงดงามโดยร้อยเรียงเรื่องราวตั้งแต่ศูนย์รวมจิตใจของชุมชนอย่างพ่อปู่วังน้ำเขียวและวัดบ้านเหล่า, บรรยากาศความคึกคักของกาดชุมชนท่องเที่ยวห้วยน้ำเย็น, ไปจนถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างการคั่วชาแบบดั้งเดิมและการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ชาป่าอัสสัมที่เติบโตอย่างเกื้อกูลกับผืนป่า

ภาพจำด้านธรรมชาติและการท่องเที่ยวระดับไฮไลต์ของเมืองก๋ายยังถูกถ่ายทอดลงบนลวดลายอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของดอกนางพญาเสือโคร่ง, ดอกบัวตองและดอกเสี้ยวที่แต่งแต้มสีสันให้ทิวเขาตามฤดูกาล ตลอดจนแลนด์มาร์กสำคัญอย่างทะเลหมอกดอยม่อนเงาะที่มักต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยทัศนียภาพงดงามตระการตา



รายงานโดย นายศรัญญู มูลน้ำ วันที่รายงาน 30/09/2569 [6065]
24720 20
4
[6066]

ไตรมาสปัจจุบัน (ไตรมาสที่ 4/2569: กรกฎาคม - กันยายน 2569)

กิจกรรมที่ 5 การตลาดดิจิทัล การบริหารจัดการต้นทุน และการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนเมืองก๋าย

วิทยากร คุณกมลฉัตร ศรีวิชัย และคุณพรรณรวี กาวิชัย จาก บริษัท เนเชอรัล อัก แอนด์ เฮิร์พ) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะการบริหารจัดการต้นทุน โครงสร้างราคา ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการประยุกต์ใช้การตลาดดิจิทัล เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรและสารสกัดชาอัสสัมของตำบลเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ สู่ตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเรียบเรียงเนื้อหาครอบคลุมทุกส่วน ดังนี้

1. การบริหารจัดการกลุ่มผลิตและการคำนวณต้นทุน (Costing & Group Operations)

การวางโครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียดเป็นหัวใจสำคัญของการกำหนดราคาขายและการจัดสรรรายได้ให้แก่สมาชิกอย่างยุติธรรม

  • การคำนวณต้นทุนสเปรย์ไล่ยุงสมุนไพร (กลุ่มม่อนละมุน)
    • ต้นทุนวัตถุดิบ (Raw Materials)คำนวณจากสารสกัดสมุนไพรหลัก (มะแขว่น, ตะไคร้ภูเขา, ใบชาอัสสัม) น้ำมันหอมระเหย และเบสสเปรย์
    • ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (Packaging & Labeling)ขวดสเปรย์พกพาขนาด 20 ml. และค่าพิมพ์ฉลากบรรจุภัณฑ์คอลเลกชันเรื่องเล่าเมืองก๋าย 9 ลาย
    • ต้นทุนแรงงานและการดำเนินงาน (Labor & Overhead):ค่าแรงในการผสม บรรจุ จัดเก็บ ค่าใช้จ่ายทางการตลาด และสัดส่วนกำไรของกลุ่ม
  • โครงสร้างการบริหารกลุ่มสมาชิกผู้ผลิต
    • กลุ่มพญาไพร (สมาชิก 20 คน)วางระบบปั้นต้นทุนและการจัดสรรรายได้จากการผลิตวัตถุดิบหลัก เพื่อกระจายรายได้และผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกทั้ง 20 คนอย่างเท่าเทียม
    • กลุ่มม่อนละมุน (สมาชิก 15 คน):วางระบบควบคุมคุณภาพ (Quality Control) และการบริหารต้นทุนแปรรูปบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สมาชิกทั้ง 15 คนร่วมผลิตได้ตามมาตรฐานเดียวกัน

2. กลยุทธ์การทำตลาด การกำหนดราคา และขนาดบรรจุ (Market Segmentation & Pricing)

วิทยากรได้แนะนำการวางกลยุทธ์จำแนกตามกลุ่มเป้าหมาย 2 รูปแบบ

  • ตลาดนักท่องเที่ยว (B2C - Direct to Consumer)
    • เน้นขนาดพกพา (Retail/Travel Size)เช่น สเปรย์ไล่ยุง 20 ml. หรือชุดทำความสะอาดขนาดพกพา เหมาะสำหรับพกติดกระเป๋าใช้ระหว่างทำกิจกรรมกลางแจ้ง เดินป่า หรือชมทะเลหมอก
    • กลยุทธ์ราคากำหนดราคาขายปลีก (Retail Price) ที่เข้าถึงง่าย สะท้อนคุณค่าเรื่องเล่าภูมิปัญญา (Storytelling) และบรรจุภัณฑ์สะสม 9 ลายเพื่อสร้างอัตรากำไรต่อหน่วย (Margin) สูงสุดให้กลุ่มวิสาหกิจ
  • ตลาดโฮมสเตย์และสถานประกอบการ (B2B - Business to Business):
    • เน้นขนาดส่ง/ขนาดใหญ่ (Bulk/Refill Size)เช่น ขวดเติม (100 ml. - 500 ml.) หรือจัดเป็นแพ็กเกจชุดของใช้ในห้องพัก (Amenity Set) เช่น แชมพู เจลอาบน้ำ และก้านไม้หอมพญาไพร สำหรับโฮมสเตย์และรีสอร์ต
    • กลยุทธ์ราคาและเงื่อนไขกำหนดราคาส่ง (Wholesale Price) ตามปริมาณการสั่งซื้อ (Tiered Volume Discount) พร้อมวางจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ (MOQ) เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าขนส่ง และให้สถานประกอบการนำไปทำกำไรต่อได้

4. การประยุกต์ใช้การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing Integration)

  1. Digital Storytellingสื่อสารคุณค่าผ่านภาพและวิดีโอออนไลน์ ถ่ายทอดเรื่องราวแหล่งที่มาของชาอัสสัมในป่าเมี่ยงและแลนด์มาร์กสำคัญ 9 แห่ง ผ่าน Facebook, TikTok และ Instagram เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวก่อนเดินทาง
  2. Local E-Commerce & QR Codeเชื่อมโยงบรรจุภัณฑ์ขนาดพกพาด้วย QR Code เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าหน้าร้าน หรือเข้าพักในโฮมสเตย์ สามารถสแกนกลับมาสั่งซื้อสินค้าซ้ำหรือสั่งขนาดใหญ่ผ่านช่องทางออนไลน์ได้สะดวก
  3. B2B Matching via Digital Platformสร้างช่องทางติดต่อสั่งซื้อราคาส่งออนไลน์สำหรับเครือข่ายโฮมสเตย์ ร้านค้า และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่ออำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อสต็อกสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง

 

สรุปผลผลิตและผลลัพธ์การดำเนินโครงการจากการสรุปตัวชี้วัดสำคัญตามเป้าหมายและผลการดำเนินงานจริง สามารถแบ่งออกเป็น 2 มิติหลัก ดังนี้

ผลผลิตด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาศักยภาพ (Outputs)โครงการประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ชา, การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชา, การท่องเที่ยวเชิงอาหาร, การบริหารจัดการท่องเที่ยว และการตลาดดิจิทัล ให้แก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่รวม95 คน(คิดเป็น 475% จากเป้าหมาย 20 คน) ได้รับความพึงพอใจสูงถึงร้อยละ 88(เกินเป้าหมายร้อยละ 80) พร้อมทั้งพัฒนาวิทยากรตัวคูณในพื้นที่ได้1 คนคือ นางสาวกมลฉัตร ศรีวิชัย (บจก. เนเชอรัล ฮัก แอนด์ เฮิร์บ) ตลอดจนมีผู้นำองค์ความรู้ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์1 คนคือ นางทองเหรียญ เชื้อมูล ประธานวิสาหกิจชุมชนพญาไพร นอกจากนี้ ยังสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตด้วยการยื่นรับรองแปลงชาป่าเกษตรอินทรีย์ PGS ได้รวม5 แปลง(เกินเป้าหมาย 4 แปลง) และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน อย. เพิ่มเติม3 ผลิตภัณฑ์ได้แก่ ครีมอาบน้ำ แชมพู และโลชั่นชาอัสสัม (เกินเป้าหมาย 1 ผลิตภัณฑ์)

ผลลัพธ์ด้านการสร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Outcomes) โครงการสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมในพื้นที่ได้ถึง550,000 บาท/ปี(บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 500,000 บาท/ปี) ซึ่งเกิดจากการบูรณาการและเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าของชาป่าเมืองก๋ายใน 4 ส่วนหลัก ได้แก่1) การจำหน่ายชาป่าคุณภาพดีมาตรฐานอินทรีย์ PGSสร้างรายได้ 120,000 บาท/ปี2) ผลิตภัณฑ์แปรรูปและดูแลสุขภาพจากชาอัสสัมและสมุนไพร(ครีมอาบน้ำ, แชมพู, โลชั่น, ก้านไม้หอม และสเปรย์ไล่ยุง) สร้างรายได้รวม 250,050 บาท3) การบริการอาหารและเครื่องดื่มอัตลักษณ์(เซตอาหาร Signature ยำใบชา/น้ำพริกใบชา/ใบชาทอด และเครื่องดื่มม็อกเทลชาป่า) สร้างรายได้ 90,000 บาท และ4) การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวเข้าพักโฮมสเตย์(รวม 180 คน/ปี หรือ 90 ห้อง/คืน) กระจายรายได้ตรงสู่ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ 90,000 บาท/ปี ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืน

แผนการดำเนินงานในปีที่ 2ของโครงการ "หมู่บ้านม่อนเงาะ โมเดลท่องเที่ยวชาป่า 100 ปี"มุ่งเน้นการต่อยอดชาป่าเมืองก๋ายผ่าน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งเมนูอาหาร-เครื่องดื่มจากชาป่า (ชาเย็น ชาสมุนไพร อาหารจากชา) และผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก (ชาบรรจุภัณฑ์สวยงาม สินค้าจากกากชา หมอนใบชา) 2) การสร้างแพ็กเกจการท่องเที่ยวจัดทำเส้นทางเรียนรู้ "จากสวนถึงถ้วย" กิจกรรมเวิร์กช็อปชงชาและทำอาหาร และเชื่อมโยงเครือข่ายโฮมสเตย์ ร้านอาหาร ชุมชนใกล้เคียง 3) การขับเคลื่อนการตลาดดิจิทัลผ่านการสร้างเพจ/เว็บไซต์ การผลิตคอนเทนต์เล่าเรื่องราววิถีชีวิต (Storytelling) และการยิงโฆษณาออนไลน์ (Digital Ads) สู่กลุ่มเป้าหมาย และ 4) การยกระดับศูนย์เรียนรู้นวัตกรรมชาป่าชุมชนเมืองก๋ายทั้งนิทรรศการเล่าเรื่องชาป่า 100 ปี เที่ยวชมแปลงชามาตรฐานอินทรีย์ PGS สถานที่แปรรูปชาชุมชน จัดเวิร์กช็อปชม-ชง-ชิม-ช็อป และระบบขายชาป่าออนไลน์ เพื่อบรรลุเป้าหมายการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวชุมชน และขยายการรับรู้ผ่านสื่อดิจิทัลอย่างยั่งยืน



รายงานโดย นายศรัญญู มูลน้ำ วันที่รายงาน 30/09/2569 [6066]
16000 20
4
[6067]

ในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2569 คุณกมลฉัตร ศรีวิชัย และคุณพรรณรวี กาวิชัย จาก บริษัท เนเชอรัล อัก แอนด์ เฮิร์พ จำกัด ได้ร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีการสกัดและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพญาไพร แปรรูปสมุนไพร ชุมชนเมืองก๋าย เพื่อยกระดับคุณค่าของใบชาอัสสัม (Assam Green Tea) พืชภูมิปัญญาดั้งเดิมแห่งผืนป่าเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ สู่ชุดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เส้นผม และปรับอากาศ ภายใต้แบรนด์“พญาไพร” (PAYAPRAI) ด้วยกรอบแนวคิด“ธรรมชาติดูแลคุณได้ในทุกช่วงเวลา”โดยมีรายละเอียดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ดังนี้

🧪เทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปสารสกัด (Processing & Extraction Technology)

  1. เทคโนโลยีการสกัดสารสำคัญจากชาอัสสัม (Bio-Active Extraction Technology):
    • การสกัดสารต้านอนุมูลอิสระ (Polyphenols & Catechins): ใช้เทคโนโลยีการสกัดชาอัสสัมสด/ชาป่าด้วยอุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสม เพื่อคงคุณค่าของสารพฤกษเคมีสำคัญ โดยเฉพาะคอเตชิน (Catechins) และโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องผิวจากการทำลายของมลภาวะ และลดการอักเสบของผิวหนัง
  2. เทคโนโลยีการขึ้นรูปสูตรและระบบนำส่งสารบำรุง (Formulation & Delivery System):
    • การพัฒนาเบสธรรมชาติไร้สารเคมีรุนแรง (Mild & Eco-Friendly Surfactant System): คัดสรรสารทำความสะอาดชนิดอ่อนโยนพิเศษที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ปราศจากสาร SLS/SLES และพาราเบน เพื่อให้ปลอดภัยต่อผู้ใช้และไม่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำในระบบนิเวศป่า
    • เทคโนโลยีเนื้อสัมผัสเบาสบาย (Light Emulsion Technology): พัฒนาเนื้อโลชั่นให้มีอนุภาคขนาดเล็ก ซึมซาบเข้าสู่ชั้นผิวได้รวดเร็ว โดยไม่ทิ้งความมันหรือความเหนอะหนะบนผิว
  3. เทคโนโลยีกลิ่นหอมบำบัดและกระจายกลิ่น (Aroma Diffusion Technology):
    • การปรุงน้ำมันหอมระเหยชาป่า (Signature Assam Tea Scent): สกัดและผสมผสานกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาอัสสัมป่าเมืองก๋าย ร่วมกับน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ เพื่อสร้างกลิ่นอายความสดชื่น ผ่อนคลายสไตล์อโรมาเทอราพี (Aromatherapy)
    • ระบบก้านไม้กระจายกลิ่น (Capillary Wick Action): คัดสรรวัสดุก้านไม้ที่มีรูพรุนดูดซับและกระจายกลิ่นหอมได้อย่างสม่ำเสมอ ค่อยๆ ปลดปล่อยกลิ่นหอมสดชื่นได้ยาวนาน เหมาะสำหรับปรับอากาศในห้องพักและโฮมสเตย์

🌿ผลิตภัณฑ์ชูโรงที่ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี (PAYAPRAI Product Line)

  1. เจลอาบน้ำ / ครีมอาบน้ำชาอัสสัม (Assam Green Tea Body Wash):
    • การทำงานของเทคโนโลยี:ผสานสารสกัดชาอัสสัมเข้มข้นเข้ากับสารทำความสะอาดไร้สารเคมีรุนแรง ชำระล้างสิ่งสกปรกอย่างอ่อนโยน พร้อมคืนความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ให้ความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายทุกครั้งที่ใช้
  2. โลชั่นบำรุงผิวชาอัสสัม (Assam Green Tea Body Lotion):
    • การทำงานของเทคโนโลยี:ใช้เนื้ออิมัลชันไมโครโมเลกุลที่ช่วยนำพาคุณค่าสารต้านอนุมูลอิสระจากชาอัสสัมเข้าบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ช่วยให้ผิวนุ่มนวล ชุ่มชื้น เนียนนุ่ม ซึมซาบง่าย ไม่เหนอะหนะ พร้อมกลิ่นหอมอ่อนโยนจากธรรมชาติ
  3. แชมพูสูตรชาอัสสัม (Assam Green Tea Shampoo):
    • การทำงานของเทคโนโลยี:นำคุณสมบัติของชาอัสสัมในการปรับสมดุลความมันและยับยั้งแบคทีเรียบนหนังศีรษะ ทำความสะอาดเส้นผมอย่างนุ่มนวล ช่วยลดการระคายเคือง คืนความนุ่มสลวย มีชีวิตชีวาให้เส้นผม
  4. ก้านไม้หอมปรับอากาศกลิ่นชาอัสสัม (Assam Green Tea Diffuser):
    • การทำงานของเทคโนโลยี:นวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยปรับอากาศสูตรเฉพาะตัว กระจายโมเลกุลความหอมผ่านก้านไม้ธรรมชาติ เติมความหอมสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายในห้องพักและโฮมสเตย์อย่างยั่งยืน

💚อัตลักษณ์และมูลค่าเชิงเทคโนโลยีของแบรนด์ (Brand & Technological Values)

  • คุณค่าจากธรรมชาติ (Natural Care): สกัดสารบำรุงทรงคุณค่าจากชาอัสสัมในระบบนิเวศป่าธรรมชาติของเมืองก๋าย
  • สนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน (Local Community & BCG Model): ถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงเทคโนโลยีให้เกษตรกรและกลุ่มผลิตในท้องถิ่นพึ่งพาตนเองได้ และสร้างรายได้หมุนเวียน
  • ความปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly & Gentle Care): สูตรผลิตภัณฑ์ผ่านการรับรองมาตรฐาน อย. ปลอดภัย ไร้สารเคมีอันตราย และเป็นมิตรต่อธรรมชาติ

(จัดจำหน่ายโดย: วิสาหกิจชุมชนพญาไพร แปรรูปสมุนไพร ชุมชนเมืองก๋าย โทร. 083-3227456)



รายงานโดย นายศรัญญู มูลน้ำ วันที่รายงาน 30/09/2569 [6067]
84850 200