2569 หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์วิถีไทลื้อ บ้านหนองบัว จังหวัดน่าน 0
ผล
ผล
ผล
รายงานความก้าวหน้า
| ไตรมาส | ผลการดำเนินงาน | งบประมาณที่ใช้ | ผู้รับบริการ |
|---|---|---|---|
| 4 [23227] | 0 | 25 | |
| 4 [23219] |
กิจกรรมที่ 3 อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเริ่มต้นประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผ่าน Social Media จัดอบรมวันที่ 27 กันยายน 69 โดยวิทยากรคือ 1 นายทวี จิตอารีย์ เพจGain Gain Taweeผู้ติดตาม 2.2 แสนคน 2 นางสาว อัศวรินทร์ อินต๊ะกัน เพจ Kungpapai กั้งพาไป ผู้ติดตาม 5.6 หมื่นคน
กิจกรรมที่ 3 นี้เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาการสื่อสารการตลาดและสร้างแบรนด์ชุมชนผ่านสื่อดิจิทัล ดำเนินการพัฒนาแบรนด์ชุมชนและการสื่อสารการตลาด โดยใช้ งานไม้ไผ่วิถีลื้อ เป็นจุดขายหลักของแบรนด์ และเชื่อมโยงกับกิจกรรมเสริม ได้แก่ ปั้มลายผ้าทอลื้อ Food Tasting เมนู “ไก” และจิตรกรรมศิลป์ลื้อ ผ่านการสร้างเรื่องเล่าอัตลักษณ์ชุมชน การถ่ายภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว การออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์ และการเผยแพร่ผ่าน Social Media เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดของหมู่บ้านหนองบัว
ผลผลิต: แนวทางแบรนด์ชุมชน 1 ชุด สื่อประชาสัมพันธ์ดิจิทัล และช่องทางสื่อออนไลน์อย่างน้อย 2 ช่องทาง โดยทางกลุ่มได้คัดเลือกตราสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยวตอนนี้ ได้ลงมติว่าใช้ช่องทางการสื่อสารเดิมของชุมชนก่อนผ่านทาง Facebook และ Tiktok เพจGain Gain Taweeผู้ติดตาม 2.2 แสนคน ผลิตภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวผ่านเพจ Facebook และ Tiktok นางสาว อัศวรินทร์ อินต๊ะกัน เพจ Kungpapai กั้งพาไป ผู้ติดตาม 5.6 หมื่นคน ผลิตภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวผ่านเพจ Facebook และ Tiktok รายงานโดย นางสาวบุญวรานันท์ สุขเกิด วันที่รายงาน 30/09/2569 [23219] |
69632 | 25 |
| 4 [23218] |
กิจกรรม ที่ 2 อบรมเชิงปฏิบัติการค้นแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ระหว่างวันที่1 กรกฎาคม 2569 – 26 กันยายน 2569 สถานที่บ้านหนองบัว ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน, องค์การบริหารส่วนตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน และห้องปฏิบัติการดิจิทัลเพื่อการออกแบบ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์จำนวนผู้เข้าร่วม 25 คน รายละเอียดการดำเนินงาน ในส่วนการดำเนินการนี้ไม่ได้เชิญวิทยากรเข้ามาให้ความรู้เนื่องจาก พัฒนากระบวนการออกแบบทางด้านต่างๆ นักวิจัยทำหน้าเป็นวิทยากร จากการสรุปแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกิจกรรมที่ 1 นำมาสร้างสรรค์ในกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ ดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยใช้ งานไม้ไผ่เป็นผลิตภัณฑ์หลัก ร่วมกับภูมิปัญญาลื้อและเทคโนโลยีการออกแบบสมัยใหม่ เช่น 3D Design, Digital Fabrication และการสร้างต้นแบบ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์เดิมให้มีความร่วมสมัย มีอัตลักษณ์ และเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยมีกิจกรรมเสริมจากลวดลายผ้าทอลื้อ อาหารพื้นบ้าน และจิตรกรรมลื้อ เพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบของที่ระลึก ต้นแบบผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์จากไม้ไผ่และอัตลักษณ์ลื้อ อย่างน้อย 3 รูปแบบ ดังนี้ 1 ต้นแบบผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์จากไม้ไผ่ จากอัตลักษณ์ลื้อ ซึ่งเป็นรูปลักษณ์ของดอกไม้ที่อยู่ในชุมชน นำมาสร้างสรรค์เป็นพวงมาลัย และเข็มกลัด ปิ่นปักผม เพื่อเชิ่มโยงกับคติความเชื่อเสริมดวง และต้อนรับนักท่องเที่ยนเข้ามาเยี่ยมชม วิหารวัดหนองบัว เริ่มจากการจำลอง ภาพ 3มิติ พวงมาลัย จากนั้นทดลองสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ พวงมาลัย 2 รูปแบบ ปิ่นปักผมโดยมีภาพแสดงผลิตภัณฑ์จักสาน 2 ต้นแบบผลิตภัณฑ์จากการปั้มลายผ้าทอ จากอัตลักษณ์ลื้อ ได้นำเรื่องราวของภาพแต้มสีจากจิตกรรมฝาผนังวิหารวัดหนองบัว เรื่องจันทคาดและเทวธิสังกานำมาเป็นลวดลายของผ้าเพื่อให้เกิดกิจกรรมสร้างสรรค์ขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี 3D Printer ช่วยในการสร้างต้นแบบ (TPU) ซึ่งมีคุณสมบัติยืดหยุน ส่งผลทำให้เกิดลวดลายจากการปั้มมากสขึ้น ส่วนสีเป็นการใช้สีธรรมชาติ จากยางต่างๆในท้องถิ่น เช่น ยางกล้วย ขมิ้น เป็นต้น 3 ต้นแบบผลิตภัณฑ์งานจิตรกรรมงานศิลป์ลื้อ ได้นำเรื่องราวของภาพแต้มสีจากจิตกรรมฝาผนังวิหารวัดหนองบัว เรื่องจันทคาดและเทวธิสังกานำมาเป็นลวดลายของผ้าเพื่อให้เกิดกิจกรรมสร้างสรรค์ขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี 3D Printer ช่วยในการสร้างต้นแบบ (PLA+) ซึ่งมีคุณสมบัติขึ้นรูปได้ดี แข็งแรง และเส้นที่นำมาใช้ เป็นส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ ส่งผลทำให้การแต้มสีลงวัตถุได้ดี รวมถึงการตกแต่งพระพุทธรูปจากไม้สัก ที่ใช้เทคโนโลยีร่วมสมัยในการผลิตพระเครื่องเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลที่เป็นองค์เล็ก 4 ทดลองขยายชุมชน 1 ครั้ง จากการสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่, ผลิตภัณฑ์จากการปั้มลายผ้าทอ และงานจิตรกรรมงานศิลป์ลื้อ แต่เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวในพื้นที่ชุมชนเกิดอุทกภัย น้ำท่วม รวมถึงการแจ้งเตือนของหน่วยงานราชการในการเฝ้าระวังภัย ส่งผลทำให้การจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงนักท่องเที่ยวไม่เข้ามาเยี่ยมชมวิหารวัดหนองบัว ผู้วิจัยจึงขยายผลในการนำแนวคิดจากกิจกรรมที่ 1 และ กิจกรรมที่ 2 นี้จัดร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลป่าคา เมื่อวันที่ 17-18 สิงหาคม 2569 หลังจากการอบรมได้มีแนวทางร่วมกันคือสร้างช่องทางสื่อสารให้กับนักท่องเที่ยวที่เป็นของคนทุกหมู่ ในองค์การบริการส่วนตำบลป่าคา ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ชุมชน ธรรมชาติและวัฒนธรรมเพื่อสารสารให้กับนักท่องเที่ยวเข้ามา โดยตั้งชื่อว่า หลงเสน่ห์ป่าคา จังหวัดน่าน รายงานโดย นางสาวบุญวรานันท์ สุขเกิด วันที่รายงาน 30/09/2569 [23218] |
71400 | 25 |
| 3 [21942] |
วันที่ 20 – 21 มิถุนายน 2569 กิจกรรม ที่ 1 อบรมเชิงปฏิบัติการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยววิถีลื้อและพัฒนากิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ของชุมชน สถานที่บ้านหนองบัว ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน จำนวนผู้เข้าร่วม 25 คน
รายละเอียดการดำเนินงาน โครงการได้ดำเนินกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพของชุมชนในการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์วิถีไทลื้อ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน (Participatory Process) เพื่อให้คนในชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ทุนทางวัฒนธรรมและกำหนดแนวทางการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของบ้านหนองบัว วิทยากร ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิงหา ปรารมภ์ ผู้จัดการหน่วยพัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์สร้างสรรค์ นายพสิษฐ์ จัดการนักออกแบบ (สื่อ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม) นางสาวนิรชา เกตุแก้ว นักออกแบบ (ผลิตภัณฑ์จากไม้สัก) นางสาวหัสวดี นัดแบน แอดมินเพจหัตถวดี(เส้นใย ผ้าทอ จากเส้นใยธรรมชาติ)
นางสาวณัฐธิชา ลาวิน นักออกแบบ (เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกาย) 1 การวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนด้วยเครื่องมือ SWOT Analysis ผลของการวิเคราะห์สามารถสรุปในแต่ละประเด็นคือ S จุดแข็ง (Strengths) สิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้ว และเป็นข้อได้เปรียบ 1 วิหารวัดหนองบัวและจิตรกรรมฝาผนังเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียง 2 มีภูมิปัญญาไทลื้อที่หลากหลาย เช่น ผ้าทอ อาหารพื้นบ้าน งานจักสานไม้ไผ่ และฟ้อนรำ 3 ชุมชนมีปราชญ์ท้องถิ่นและกลุ่มอาชีพที่พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ 4 ชุมชนมีความเข้มแข็งและพร้อมมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยว 5 มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและแตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่น W จุดอ่อน (Weaknesses) สิ่งที่ชุมชนยังขาด หรือควรพัฒนา 1 กิจกรรมท่องเที่ยวยังไม่มีรูปแบบที่เป็นระบบ 2 ของที่ระลึกยังมีความหลากหลายน้อยและยังไม่สะท้อนอัตลักษณ์ได้ชัดเจน 3 การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ยังไม่ต่อเนื่อง 4 ขาดบุคลากรด้านการตลาดและการบริการนักท่องเที่ยว 5 ยังไม่มีระบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ชัดเจน O โอกาส (Opportunities) ปัจจัยภายนอกที่ช่วยสนับสนุน 1 นโยบายส่งเสริม Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภาครัฐ 2 แนวโน้มนักท่องเที่ยวสนใจการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการมีส่วนร่วม 3 เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยประชาสัมพันธ์และเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น 4 สามารถเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวกับพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดน่าน 5 หน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัยสนับสนุนการพัฒนาชุมชน T อุปสรรค (Threats) ปัจจัยภายนอกที่เป็นความเสี่ยง 1 การแข่งขันจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอื่น 2 ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยว 3 สภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลง 4 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว 5 การสืบทอดภูมิปัญญาอาจลดลงหากคนรุ่นใหม่ไม่เข้ามามีส่วนร่วม สรุปประเด็นสำคัญที่ควรพัฒนา (Top Priorities)ให้ชุมชนเลือกเพียง 3 เรื่องที่สำคัญที่สุด เช่น 1 พัฒนากิจกรรม Workshop เชิงสร้างสรรค์ให้พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว 2 พัฒนาผลิตภัณฑ์และของที่ระลึกจากงานไม้ไผ่ ผ้าทอ และทุนวัฒนธรรมไทลื้อให้มีมูลค่าเพิ่ม 3 พัฒนาการประชาสัมพันธ์และการตลาดออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว
2 การจัดทำ Asset Mapping เพื่อสำรวจทุนทางวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา บุคคล และเครือข่ายของชุมชน ภายหลังจากการวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนด้วยเครื่องมือ SWOT Analysis คณะผู้ดำเนินโครงการได้จัดกิจกรรม การจัดทำแผนที่ทุนของชุมชน (Asset Mapping) โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน (Participatory Process) เพื่อสำรวจ รวบรวม และจำแนกทุนที่มีอยู่ในพื้นที่อย่างเป็นระบบ อันเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในลำดับถัดไป การดำเนินกิจกรรมแบ่งการสำรวจทุนของชุมชนออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ 1 ทุนวัฒนธรรม เช่น วิหารวัดหนองบัว จิตรกรรมฝาผนังจันตคาดชาดก ประเพณี วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ไทลื้อ 2 ทุนทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ พืชท้องถิ่น วัสดุธรรมชาติ และภูมิทัศน์ของชุมชน 3ทุนภูมิปัญญา เช่น การทอผ้าไทลื้อ การประกอบอาหารพื้นบ้าน งานจักสานไม้ไผ่ การฟ้อนรำ และศิลปกรรมพื้นถิ่น 4 ทุนบุคคล ได้แก่ ปราชญ์ชุมชน กลุ่มอาชีพ ผู้นำชุมชน เยาวชน และผู้สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น 5 ทุนกายภาพ ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้ อาคาร สถานที่ ลานกิจกรรม ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว ทุ 6 ทุนเครือข่าย ได้แก่ วัด โรงเรียน องค์การบริหารส่วนตำบลป่าคา หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนการพัฒนาชุมชน ผู้เข้าร่วมอบรมได้ร่วมกันระดมความคิดเห็น วิเคราะห์ศักยภาพของทุนแต่ละประเภท และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของทุนในรูปแบบแผนที่ทุนของชุมชน เพื่อค้นหาศักยภาพในการต่อยอดเป็นกิจกรรมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์ชุมชน และเส้นทางท่องเที่ยววิถีไทลื้อ ผลการดำเนินกิจกรรม พบว่า ชุมชนสามารถระบุทุนที่มีศักยภาพและมีคุณค่าได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นกิจกรรม Workshop เชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ การชิมอาหารพื้นบ้าน การปั๊มลายผ้าไทลื้อ งานจักสานไม้ไผ่ การฟ้อนรำ และกิจกรรมศิลปกรรมจากแรงบันดาลใจจิตรกรรมฝาผนัง นอกจากนี้ ยังสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้เป็นฐานในการออกแบบ Creative Tourism Route Mapping และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในกิจกรรมถัดไปของโครงการ
ภายหลังจากการวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนด้วยเครื่องมือ SWOT Analysis และการจัดทำแผนที่ทุนของชุมชน (Community Asset Mapping) คณะผู้ดำเนินโครงการได้นำ กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นการทำความเข้าใจความต้องการของนักท่องเที่ยวและการนำทุนวัฒนธรรมของชุมชนมาพัฒนาเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การดำเนินกิจกรรมใช้กระบวนการ Design Thinking จำนวน 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1 การทำความเข้าใจผู้ใช้ (Empathize) ศึกษาความต้องการ ความคาดหวัง และประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวต้องการได้รับจากการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์วิถีไทลื้อ 2 การกำหนดประเด็นปัญหา (Define) วิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดของกิจกรรมท่องเที่ยวเดิม พร้อมกำหนดประเด็นที่ควรพัฒนาเพื่อเพิ่มคุณค่าและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง 3 การระดมความคิด (Ideate) เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมร่วมกันเสนอแนวคิดในการพัฒนากิจกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการ โดยอาศัยทุนวัฒนธรรมของชุมชนเป็นฐาน 4 การสร้างต้นแบบ (Prototype) ร่วมกันออกแบบต้นแบบกิจกรรม Workshop เชิงสร้างสรรค์ เส้นทางการท่องเที่ยว และแนวคิดของที่ระลึกที่สามารถนำไปทดลองใช้ได้จริง 5 การทดสอบและรับข้อเสนอแนะ (Test) แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประเมินความเหมาะสมของต้นแบบ และปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับศักยภาพของชุมชนและความต้องการของนักท่องเที่ยว จากกระบวนการดังกล่าว ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถร่วมกันพัฒนาต้นแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนบ้านหนองบัว ได้แก่ การต้อนรับด้วยดนตรีและฟ้อนรำไทลื้อ การเรียนรู้เรื่องราววิหารวัดหนองบัวและจิตรกรรมฝาผนัง การชิมอาหารพื้นบ้าน (Food Tasting) การปั๊มลายผ้าไทลื้อ การเรียนรู้งานจักสานไม้ไผ่ และกิจกรรมศิลปกรรมจากแรงบันดาลใจจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนได้อย่างเป็นระบบ ผลการดำเนินกิจกรรม ทำให้ชุมชนมีความเข้าใจในกระบวนการออกแบบกิจกรรมโดยยึดนักท่องเที่ยวเป็นศูนย์กลาง (User-Centered Design) สามารถนำทุนวัฒนธรรมที่มีอยู่มาสร้างคุณค่าเพิ่มผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ และได้ต้นแบบกิจกรรมที่พร้อมนำไปพัฒนาและทดลองใช้กับนักท่องเที่ยวในขั้นตอนต่อไปของโครงการ
ผลลัพธ์ที่ได้จากกิจกรรม ชุมชนเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้กระบวนการ Design Thinking ในการพัฒนาการท่องเที่ยว ได้แนวคิดกิจกรรม Workshop เชิงสร้างสรรค์ที่ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว ได้ต้นแบบกิจกรรมการเรียนรู้จากทุนวัฒนธรรมของชุมชน ได้แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ไทลื้อ ได้ข้อมูลสำหรับจัดทำ Creative Tourism Route Mapping และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในกิจกรรมถัดไป 4 การร่วมกันออกแบบ เส้นทางท่องเที่ยววิถีลื้อ (Creative Tourism Route Mapping)เชื่อมโยงวิหารวัดหนองบัว จิตรกรรมฝาผนัง ผ้าทอไทลื้อ อาหารพื้นบ้าน งานจักสานไม้ไผ่ ฟ้อนรำ และกิจกรรมศิลปกรรม ให้เป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วม ภายหลังจากการวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชน การสำรวจทุนของชุมชน และการใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) คณะผู้ดำเนินโครงการได้จัดกิจกรรม การร่วมกันออกแบบเส้นทางท่องเที่ยววิถีไทลื้อ (Creative Tourism Route Mapping) โดยเปิดโอกาสให้คนในชุมชนร่วมกันกำหนดลำดับกิจกรรม จุดเรียนรู้ และประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับตลอดเส้นทางการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงทุนวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และกิจกรรมสร้างสรรค์ของชุมชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ การดำเนินกิจกรรมใช้กระบวนการระดมความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อคัดเลือกแหล่งเรียนรู้และกิจกรรมที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยเชื่อมโยง การต้อนรับด้วยดนตรีและฟ้อนรำไทลื้อ การเรียนรู้วิหารวัดหนองบัวและจิตรกรรมฝาผนัง การชิมอาหารพื้นบ้านไทลื้อ (Food Tasting) การเรียนรู้การปั๊มลายผ้าไทลื้อ การเรียนรู้งานจักสานไม้ไผ่ และกิจกรรมศิลปกรรมจากแรงบันดาลใจจิตรกรรมฝาผนัง ให้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ และมีส่วนร่วมกับชุมชนได้ตลอดกระบวนการ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมอบรมได้ร่วมกันกำหนดลำดับการเข้าชม ระยะเวลาของแต่ละกิจกรรม บทบาทของเจ้าบ้าน (Host) จุดบริการนักท่องเที่ยว และแนวทางการเชื่อมโยงกิจกรรมต่าง ๆ ให้เกิดความต่อเนื่อง ตั้งแต่การต้อนรับนักท่องเที่ยว การถ่ายทอดเรื่องราวทางวัฒนธรรม การสร้างประสบการณ์ร่วมผ่านกิจกรรม Workshop ไปจนถึงการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และของที่ระลึกของชุมชน ผลการดำเนินกิจกรรม ทำให้ชุมชนได้ต้นแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์วิถีไทลื้อบ้านหนองบัวที่มีลำดับกิจกรรมชัดเจน สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ และสามารถนำไปพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวได้ในระยะต่อไป รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กิจกรรม Workshop และแผนบริหารจัดการหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชน ผลลัพธ์ที่ได้จากกิจกรรม 1 ได้ต้นแบบ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์วิถีไทลื้อบ้านหนองบัว จำนวน 1 เส้นทาง 2 ได้ลำดับกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงทุนวัฒนธรรมของชุมชนอย่างเป็นระบบ 3 ได้แนวทางการจัดกิจกรรม Workshop ที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้จริง 4 ชุมชนมีความเข้าใจในการออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวโดยยึดนักท่องเที่ยวเป็นศูนย์กลาง 5 ได้ข้อมูลสำหรับพัฒนาโปรแกรมการท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ และการประชาสัมพันธ์ของชุมชนในกิจกรรมถัดไป
5 การระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดกิจกรรมต้นแบบและแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชนในระยะต่อไป ภายหลังจากการวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชน การจัดทำแผนที่ทุนของชุมชน (Community Asset Mapping) การใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และการร่วมกันออกแบบเส้นทางท่องเที่ยววิถีไทลื้อ (Creative Tourism Route Mapping) คณะผู้ดำเนินโครงการได้จัดกิจกรรมระดมความคิดเห็นร่วมกับคนในชุมชน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนากิจกรรมต้นแบบ ผลิตภัณฑ์ และบริการที่สามารถนำไปดำเนินการได้จริง และสอดคล้องกับศักยภาพของชุมชน การดำเนินกิจกรรมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์ความเป็นไปได้ และจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมที่ควรพัฒนาในระยะต่อไป โดยพิจารณาจากความพร้อมของทรัพยากร บุคลากร ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความต้องการของนักท่องเที่ยว และโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ผลจากการระดมความคิดเห็น ชุมชนได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนา กิจกรรม Workshop เชิงสร้างสรรค์ต้นแบบ จำนวน 5 กิจกรรม ได้แก่ 1 กิจกรรมการต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยดนตรีพื้นบ้านและฟ้อนรำไทลื้อ 2 กิจกรรมเรียนรู้วิหารวัดหนองบัวและจิตรกรรมฝาผนัง กิ 3 จกรรมชิมอาหารพื้นบ้านไทลื้อ (Food Tasting) 4 กิจกรรมเรียนรู้งานจักสานไม้ไผ่ 5 กิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปกรรมจากแรงบันดาลใจจิตรกรรมฝาผนังและการปั๊มลายผ้าลื้อ ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ชุมชนได้ร่วมกันกำหนดแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และของที่ระลึกที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน โดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากงานจักสานไม้ไผ่ ผ้าทอไทลื้อ และศิลปกรรมท้องถิ่น ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการออกแบบและการสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มีรูปแบบร่วมสมัย ตอบสนองความต้องการของตลาด และสามารถพัฒนาไปสู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนในระยะต่อไป นอกจากนี้ ชุมชนยังได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาการบริการด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ การจัดระบบการต้อนรับนักท่องเที่ยว การกำหนดบทบาทของผู้ให้บริการ การพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ และการสร้างเรื่องเล่าของชุมชน (Storytelling) เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ผลการดำเนินกิจกรรม ทำให้ชุมชนมีแนวทางการพัฒนากิจกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการที่ชัดเจน สามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานของกิจกรรมถัดไปของโครงการ รวมทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์วิถีไทลื้อบ้านหนองบัวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ผลลัพธ์ที่ได้จากกิจกรรม 1 ได้กิจกรรม Workshop เชิงสร้างสรรค์ต้นแบบ จำนวน 5 กิจกรรม 2 ได้แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และของที่ระลึกจากทุนวัฒนธรรมของชุมชน 3 ได้แนวทางการพัฒนาการบริการและการต้อนรับนักท่องเที่ยว 4 ได้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์และการตลาดออนไลน์
5 ได้แผนการดำเนินงานสำหรับกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์และกิจกรรมท่องเที่ยว รายงานโดย นางสาวบุญวรานันท์ สุขเกิด วันที่รายงาน 02/07/2569 [21942] |
60398 | 25 |






























