2569 การยกระดับการแข่งขันแปรรูปปลาดุกวิสาหกิจชุมชนบุชรอด้วยโมเดล BCG (Enhancing Competitiveness of Catfish Processing in Bucharoe Community Enterprise through BCG Model) 0
ผล
ผล
ผล
รายงานความก้าวหน้า
| ไตรมาส | ผลการดำเนินงาน | งบประมาณที่ใช้ | ผู้รับบริการ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 2 [21474] |
วิสาหกิจชุมชนบุชรอ หมู่ที่ 11 ตำบลนาปะขอ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง
1.การเตรียมพื้นที่และการปรับปรุงร้านค้าและพื้นที่สำหรับแปรรูปและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลาดุก ภายใต้โครงการวิจัย "การยกระดับการแข่งขันแปรรูปปลาดุกวิสาหกิจชุมชนบุชรอด้วยโมเดล BCG" คณะนักวิจัยได้ดำเนินการปรึกษาหารือร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบุชรออย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของชุมชนและหลักการของโมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ การหมุนเวียนใช้ประโยชน์จากวัสดุเศษเหลือ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จากการประเมินสถานการณ์และความพร้อมของกลุ่ม คณะนักวิจัยจึงได้ปรับลำดับความสำคัญของแผนการดำเนินงาน โดยเน้นการศึกษาวัสดุเศษเหลือจากกระบวนการแปรรูปปลาดุก และการพัฒนาช่องทางการตลาดเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะขยายผลไปสู่การพัฒนาด้านการเลี้ยง ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบุชรอมีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยึดหลัก "การตลาดนำการผลิต" กล่าวคือ มุ่งสร้างตลาดและความต้องการของผู้บริโภคให้เกิดขึ้นก่อน แล้วจึงปรับกระบวนการผลิตให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ที่เน้นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรชีวภาพในท้องถิ่น ในด้านการเพิ่มมูลค่า กลุ่มบุชรอได้ดำเนินการแปรรูปปลาดุกเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบ พร้อมทั้งพัฒนาช่องทางการจำหน่ายให้ครอบคลุมทั้งหน้าร้าน (offline) และช่องทางออนไลน์ (online) เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงโดยไม่ผ่านคนกลาง ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มอำนาจต่อรองและผลกำไรให้กับวิสาหกิจชุมชน ในการนี้ กลุ่มบุชรอได้เช่าพื้นที่เพื่อเปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากปลาดุกแปรรูป ตั้งอยู่บริเวณหน้าถนนเพชรเกษม ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง (ดังภาพที่ 1) โดยมีขนาดพื้นที่ร้าน 10×20 เมตร ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั้งคนในพื้นที่และผู้สัญจรผ่าน และอยู่หน้าทางเข้าอนันตารีสอร์ท (Ananta Resort)ทางกลุ่มได้ดำเนินการปรับปรุงร้านและจัดพื้นที่สำหรับจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ โดยจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาดุกบิ๊กอุยปกติ ควบคู่กับปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นด้านคุณค่าทางโภชนาการที่สูงกว่า ตอบรับกระแสรักสุขภาพของผู้บริโภคในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 ยังเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของกลุ่ม จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านกระบวนการแปรรูปที่เหมาะสม การศึกษาวัสดุเศษเหลือเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ตลอดจนการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ดึงดูดใจผู้บริโภค เพื่อให้สามารถสร้างความแตกต่างในตลาดและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนบุชรอได้อย่างยั่งยืนต่อไป 2. อาหารปลาดุกโอเมก้า-3 และการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 ในพื้นที่วิจัย อาหารปลาดุกโอเมก้า-3 ที่ใช้ในโครงการวิจัยครั้งนี้ เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนาทิพย์ แหลมคม สังกัดคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยที่ดำเนินงานร่วมกับมหาวิทยาลัยทักษิณ ภายใต้ความร่วมมือในการส่งเสริมการเลี้ยงปลาดุกโอเมก้า-3 ให้กับชุมชนในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ระหว่างปี พ.ศ. 2567–2568 โดยอาหารปลาดังกล่าวผลิตโดยบริษัท โอเมกา แอนด์ ออร์แกนิคฟาร์ม จำกัด และจัดส่งมายังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบุชรอ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง เพื่อใช้ในฟาร์มพื้นที่ศึกษาวิจัยเท่านั้น อาหารปลาดุกโอเมก้า-3 มีคุณลักษณะเป็นอาหารปลาดุกที่เสริมกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง (โอเมก้า-3 พลัส) ชนิดลอยน้ำ มีปริมาณโปรตีน 30% ไขมัน 5% ขนาดเม็ดอาหาร 4.5–6 มิลลิเมตร (เม็ดกลาง) บรรจุในถุงขาว ถุงละ 20 กิโลกรัม พร้อมระบุรายละเอียดข้อมูลอาหารปลาบนบรรจุภัณฑ์ ในด้านต้นทุนอาหารปลา อาหารปลาดุกโอเมก้า-3 มีราคากระสอบละ 630 บาท ซึ่งสูงกว่าอาหารปลาทั่วไปในท้องตลาดที่มีราคาประมาณกระสอบละ 580 บาท และเมื่อรวมค่าขนส่ง (จัดส่งครั้งละ 200 กระสอบ คิดเป็นค่าขนส่งรวม 10,500 บาท หรือเฉลี่ยกระสอบละ 52.50 บาท) ทำให้ต้นทุนอาหารปลาโอเมก้า-3 อยู่ที่ประมาณ 682.50 บาทต่อกระสอบ ซึ่งสูงกว่าอาหารปลาทั่วไปประมาณ 102.50 บาทต่อกระสอบ หรือคิดเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 17.67% ทั้งนี้ต้นทุนอาหารที่สูงขึ้นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของการเลี้ยงปลาดุกโอเมก้า-3 เปรียบเทียบกับปลาดุกทั่วไป
สำหรับการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 ในพื้นที่วิจัย ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงทั้งสิ้น 4 เดือน 26 วัน ในบ่อเลี้ยงขนาด 10×38 ตารางเมตร โดยปล่อยลูกปลาดุกจำนวน 18,000 ตัว เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเลี้ยง ได้ผลผลิตปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 จำนวน 4,500 กิโลกรัม จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 70 บาท (ภาพที่ 2) ทั้งนี้ผลผลิตปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 ที่ได้ถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ได้แก่ ปลาดุกร้าโอเมก้า-3 ปลาดุกสรรค์ (ปลาดุกแดดเดียว) และปลาดุกแช่แข็ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางโมเดล BCG ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างเต็มศักยภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชน
3. การศึกษาการเตรียมปลาดุกบิ๊กอุยและปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 การเปรียบเทียบผลของการเตรียมปลาดุกบิ๊กอุยทั้งสองชนิด แสดงในตารางที่ 1โดยใช้น้ำหนักปลาสดเริ่มต้นเท่ากันที่ 10,000กรัม สามารถอภิปรายผลได้ ดังนี้ ผลผลิตเนื้อปลา (Meat Yield) ปลาทั้งสองชนิดให้เปอร์เซ็นต์ผลได้เนื้อปลาเท่ากันที่ 70% (7,000กรัม) และมีเปอร์เซ็นต์การสูญเสียเท่ากันที่ 30%แสดงว่าการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3ไม่ได้ส่งผลให้ผลผลิตเนื้อปลาลดลงแต่อย่างใด ความแตกต่างในองค์ประกอบของวัสดุเศษเหลือ พบว่า แม้สัดส่วนรวมของเศษเหลือจะเท่ากัน แต่องค์ประกอบย่อยมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ได้แก่ 1) มันปลา ปลาดุกบิ๊กอุยธรรมดามีมันปลามากกว่า (4%หรือ 400กรัม) เทียบกับชนิดโอเมก้า-3 (3.74%หรือ 374กรัม) ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าอาหารที่เสริมโอเมก้า-3มีผลต่อการกระจายตัวของไขมัน โดยอาจทำให้ไขมันถูกสะสมในเนื้อเยื่อมากกว่าเป็นมันปลาส่วนเกิน 2) หัวปลา มีค่าใกล้เคียงกันมาก (23% และ 22.87%) จึงถือว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 3) ไส้/เครื่องใน ปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3มีสัดส่วนสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด (2.39%หรือ 239กรัม) เมื่อเทียบกับชนิดธรรมดา (1.38%หรือ 138กรัม) ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับอาหารที่แตกต่างกันส่งผลต่อขนาดหรือน้ำหนักของอวัยวะภายใน 4) อื่นๆ (เลือด ฯลฯ) ปลาดุกบิ๊กอุยธรรมดามีสัดส่วนสูงกว่า (1.62%) เทียบกับโอเมก้า-3 (1%)
โดยสรุปผลการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 ไม่ส่งผลกระทบต่อเปอร์เซ็นต์ผลได้เนื้อปลา โดยทั้งสองชนิดให้ผลผลิตเนื้อ 70% เท่ากัน ความแตกต่างอยู่ที่สัดส่วนองค์ประกอบย่อยของวัสดุเศษเหลือเท่านั้น โดยเฉพาะมันปลาที่ลดลงเล็กน้อยและเครื่องในที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงสามารถเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 เพื่อเพิ่มมูลค่าทางโภชนาการได้โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพในการแปรรูป
ตารางที่ 1 การศึกษาเปรียบเทียบผลของเตรียมปลาดุกต่อการเกิดวัสดุเศษเหลือในปลาดุกบิ๊กอุยและปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3
4. การเตรียมปลาดุกสำหรับการทดสอบการแปรรูปและทดสอบการวิเคราะห์ด้านต่าง ๆ จากตารางการเตรียมปลาดุกสำหรับการทดสอบการแปรรูปและการวิเคราะห์ด้านต่าง ๆ (ตารางที่ 2)พบว่าปลาดุกบิ๊กอุยและปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 ใช้เนื้อปลาทั้งสิ้นชนิดละ 7,000 กรัม ซึ่งสอดคล้องกับผลจากตารางที่ 1 ที่ได้เปอร์เซ็นต์ผลได้เนื้อปลาร้อยละ 70 ของน้ำหนักปลาสด 10,000 กรัม โดยเนื้อปลาทั้งหมดถูกจัดสรรออกเป็น 3กิจกรรมหลัก ดังนี้ 1) การจัดสรรเนื้อปลาเพื่อการแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อปลาส่วนใหญ่ถูกจัดสรรเพื่อการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ 3 ประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปลาดุกร้า ผลิตภัณฑ์แช่แข็ง และผลิตภัณฑ์ปลาทอดขมิ้น โดยผลิตภัณฑ์ปลาดุกร้าใช้เนื้อปลาในสัดส่วนสูง ทั้งปลาดุกบิ๊กอุย (ร้อยละ 26.09 จำนวน 9 ตัว น้ำหนัก 1,826 กรัม) และปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 (ร้อยละ 24.09 จำนวน 9 ตัว น้ำหนัก 1,686 กรัม) สะท้อนให้เห็นว่าปลาดุกร้าเป็นผลิตภัณฑ์หลักของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบุชรอ สำหรับผลิตภัณฑ์แช่แข็ง ปลาดุกบิ๊กอุยใช้จำนวน 5 ตัว น้ำหนัก 1,479 กรัม (ร้อยละ 21.13) ในขณะที่ปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 ใช้จำนวนมากกว่าคือ 8 ตัว น้ำหนัก 1,654 กรัม (ร้อยละ 23.63) ส่วนผลิตภัณฑ์ปลาทอดขมิ้นใช้เนื้อปลาในสัดส่วนน้อยที่สุด โดยปลาดุกบิ๊กอุยใช้ 2 ตัว น้ำหนัก 400 กรัม (ร้อยละ 5.71) และปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 ใช้เพียง 1 ตัว น้ำหนัก 184 กรัม (ร้อยละ 2.63) 2) การจัดสรรเนื้อปลาเพื่อการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เนื้อปลาอีกส่วนหนึ่งถูกจัดสรรเพื่อการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ 2 ด้าน ได้แก่ การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีพื้นฐาน (Proximate Analysis) ซึ่งใช้ปลาดุกบิ๊กอุย 3 ตัว น้ำหนัก 586 กรัม (ร้อยละ 8.37) และปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 จำนวน 3 ตัว น้ำหนัก 680 กรัม (ร้อยละ 9.71) และการวิเคราะห์กรดไขมัน (Fatty Acid Profile) ซึ่งใช้ปลาชนิดละ 3 ตัว โดยปลาดุกบิ๊กอุยมีน้ำหนัก 709 กรัม (ร้อยละ 10.13) และปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 มีน้ำหนัก 596 กรัม (ร้อยละ 8.51) การวิเคราะห์ทั้งสองด้านนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยืนยันคุณค่าทางโภชนาการของปลาดุกโอเมก้า-3 เปรียบเทียบกับปลาดุกทั่วไป 3) การทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค เนื้อปลาที่จัดสรรเพื่อการทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค (Consumer Acceptance Test) มีสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกิจกรรม โดยใช้ปลาดุกบิ๊กอุย 10 ตัว น้ำหนัก 2,000 กรัม (ร้อยละ 28.57) และปลาดุกบิ๊กอุยโอเมก้า-3 จำนวน 10 ตัว น้ำหนัก 2,200 กรัม (ร้อยละ 31.43) การให้ความสำคัญกับการทดสอบการยอมรับของผู้บริโภคในสัดส่วนที่สูงนี้ สะท้อนถึงแนวทาง "การตลาดนำการผลิต" ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบุชรอ ที่ต้องการสำรวจความคิดเห็นและความพึงพอใจของผู้บริโภคก่อนขยายผลการผลิตเชิงพาณิชย์
ตารางที่ 2 การจัดสรรเนื้อปลาสำหรับการวิจัย
ปัญหา / อุปสรรค และแนวทางการแก้ไขปัญหา ปัญหาที่ผู้ดำเนินผลงานโครงการพบ(ถ้ามี) Rการประสานงานกับชุมชน ในการดำเนินโครงการวิจัย คณะนักวิจัยร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบุชรอได้ประเมินสถานการณ์และความพร้อมของกลุ่มในแต่ละด้านอย่างรอบคอบ พบว่าในด้านการเลี้ยงปลาดุกนั้น กลุ่มบุชรอมีองค์ความรู้และประสบการณ์สั่งสมมาอย่างยาวนาน สามารถควบคุมและจัดการกระบวนการเลี้ยงได้อย่างเป็นระบบในระดับที่น่าพอใจ ทั้งในด้านการจัดการบ่อเลี้ยง การให้อาหาร การดูแลสุขภาพปลา และการจัดการคุณภาพน้ำ จึงถือได้ว่าด้านการผลิตมีความพร้อมเป็นฐานที่มั่นคงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) พบว่าจุดอ่อนสำคัญของกลุ่มอยู่ที่ด้านการตลาดและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ กล่าวคือ ที่ผ่านมากลุ่มบุชรอยังต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางในการกระจายสินค้าเป็นหลัก ส่งผลให้อำนาจในการกำหนดราคาตกอยู่กับคนกลาง และกลุ่มไม่สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างเต็มศักยภาพ อีกทั้งยังขาดช่องทางการจำหน่ายที่กลุ่มบริหารจัดการเองโดยตรง ทำให้ไม่สามารถสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ไปยังผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ คณะนักวิจัยจึงได้ปรับแผนการดำเนินงาน โดยเลื่อนกิจกรรมด้านการตลาดและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขึ้นมาดำเนินการเป็นลำดับแรก ก่อนการพัฒนาด้านการเลี้ยง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นคอขวด (Bottleneck) ของกลุ่มอย่างตรงจุด โดยมุ่งเน้นการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายที่กลุ่มบริหารจัดการเอง ทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ เพื่อลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง เพิ่มอำนาจต่อรองทางการค้า และสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้บริโภค ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ "การตลาดนำการผลิต" ที่กลุ่มยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ และเป็นไปตามเป้าหมายของโมเดล BCG ที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน qการประสานงานกับบุคลากรของอุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสังคม qอื่น ๆ (โปรดระบุ)
กรุณาให้รายละเอียดการดำเนินโครงการเพิ่มเติมนอกเหนือจากแผนการดำเนินงาน(ถ้ามี) นอกเหนือจากการปรับลำดับความสำคัญของแผนการดำเนินงานด้านการตลาดดังกล่าวข้างต้นแล้ว คณะนักวิจัยยังได้ปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานในส่วนของการพัฒนาระบบมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและความพร้อมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบุชรออีกด้วย โดยแผนการดำเนินงานเดิมกำหนดให้มีการปรับปรุงไลน์การผลิตของกลุ่มให้ได้มาตรฐาน HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Points) ซึ่งเป็นระบบการจัดการความปลอดภัยอาหารในระดับสากลที่ครอบคลุมการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมตลอดกระบวนการผลิต อย่างไรก็ตาม จากการประเมินความพร้อมของกลุ่มพบว่า การยกระดับสู่มาตรฐาน HACCP ในระยะแรกนี้ยังมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานของสถานที่ผลิต ด้านงบประมาณในการลงทุนปรับปรุง และด้านความพร้อมของบุคลากรในการจัดทำเอกสารและปฏิบัติตามระบบ HACCP อย่างครบถ้วน ดังนั้น คณะนักวิจัยจึงได้ปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานมาเน้นการปรับปรุงร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์และสถานที่แปรรูปให้ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) หรือหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร ตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แทน ซึ่งเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่วิสาหกิจชุมชนสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมและเหมาะสมกับขนาดของกิจการ โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงใน 2ส่วนหลัก ได้แก่ 1) การปรับปรุงร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าถนนเอเชีย ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ให้มีความสะอาด สวยงาม น่าเชื่อถือ และเป็นไปตามหลักสุขาภิบาลอาหาร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่มาซื้อสินค้าโดยตรง 2) การปรับปรุงสถานที่แปรรูปผลิตภัณฑ์ปลาดุกให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ GMP ตามข้อกำหนดของ อย. ทั้งในด้านสุขลักษณะของอาคารผลิต การจัดวางผังกระบวนการผลิต ระบบการควบคุมสุขอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน และการจัดการวัตถุดิบอย่างถูกสุขลักษณะ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาดุกของกลุ่มมีความปลอดภัยและได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อย. อย่างถูกต้อง การปรับเปลี่ยนแผนดังกล่าวถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของวิสาหกิจชุมชน เนื่องจากเป็นการวางรากฐานด้านมาตรฐานการผลิตอย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากระบบ GMP ซึ่งเป็นมาตรฐานเบื้องต้นก่อน และเมื่อกลุ่มมีความพร้อมมากขึ้นทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และงบประมาณในอนาคต จึงจะสามารถยกระดับสู่มาตรฐาน HACCP ได้ต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามโมเดล BCG ที่เน้นการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปตามศักยภาพและความพร้อมของชุมชน รายงานโดย นางนิชมลกานต์ ขุนเพชร วันที่รายงาน 04/04/2569 [21474] |
71060 | 20 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||