การประชุมหารือ การจัดทำ (ร่าง) "Master Plan การพัฒนาโคเนื้อสาเกต จังหวัดร้อยเอ็ด"  22

คำสำคัญ : โคเนื้อ  101  

การประชุมหารือ การจัดทำ (ร่าง) "Master Plan การพัฒนาโคเนื้อสาเกต จังหวัดร้อยเอ็ด"

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น.

ผ่านทางการประชุมออนไลน์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Cloud Meeting)

 

ผู้เข้าร่วมประชุม
1. นายเอกพงศ์ มุสิกะเจริญ        ผู้อำนวยการบริหารกองทุนวิจัยและนวัตกรรม 3/สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
2.นายชุมพล เยาวภา               นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ/กปว.สป.อว
3.ผศ.ดร.พันทิพย์ ปิยะทัศนานนท์ ผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการเทคโนธานี/มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)
4.ผศ.ดร.ศิริลักษณ์ ชุมเขียว        ผู้ช่วยผู้อำนวยการเทคโนธานี ฝ่ายบริการวิชาการและพันธกิจสัมพันธ์กับสังคม/มทส.
5.ศ.ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย          อาจารย์ประจำหลักสูตร เทคโนโลยีการเกษตร/มทส.
6.นางสาวณัฐนิตย์ ป่วนปาน       เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป เทคโนธานี/มทส. 
7.นายสุบรรณ์ ทุมมา               ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตร้อยเอ็ด ณ ทุ่งกุลาร้องไห้/มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
8.ผศ.น.สพ.ดร.มนกานต์ อินทรกำแหง ประธานหลักสูตร สัตวแพทยศาสตรบัณฑิต/มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
9.ดร. วิไลวรรณ ขันธุแสง          ประธานหลักสูตร สัตวศาสตร์/มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
10. ผศ.ดร.คู่ขวัญ จุลละนันทน์    อาจารย์ประจำหลักสูตร สัตวศาสตร์/มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
11. รศ.ดร.สิทธิศักดิ์ คำผา         ประธานหลักสูตร สัตวศาสตร์/มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
12.นางสาวสุรดา งามคุณาพงศ์   นักวิชาการ/สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

          นายชุมพลฯ ได้นำเสนอถึงที่มาของการประชุมหารือครั้งนี้ โดยสืบเนื่องมาจากคณะผู้แทน อว. ได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อประชุมหารือแนวทาง “การขับคลื่อนจังหวัดร้อยเอ็ดสู่เมืองหลวงโคเนื้อคุณภาพสูง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 30มกราคม 2569  ณ ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด โดยการประชุมหารือดังกล่าว ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับทราบผลการดำเนินงาน รวมถึงแนวทางการพัฒนาโคเนื้อของแต่ละหน่วยงาน อว. ในเบื้องต้น และท่านผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด อยากเห็นแนวทางการพัฒนาโคเนื้อสาเกต จังหวัดร้อยเอ็ด ในภาพรวมของ อว. จึงขอให้ อว. จัดทำ Master Plan การพัฒนาโคเนื้อสาเกต จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาโคเนื้อสาเกตบีฟ จังหวัดร้อยเอ็ดในอีก 3-4 ปีข้างหน้าว่าสามารถช่วยพัฒนา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร ซึ่งหลังจากการประชุมหารือดังกล่าว ทีมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้อาสาเป็นหน่วยงานในการจัดทำร่าง Master Planการพัฒนาโคเนื้อเบื้องต้น เพื่อนำมาใช้หารือในการประชุมวันนี้
          ผศ.ดร.พันทิพย์ฯ ได้นำเสนอร่าง Master Planการพัฒนาโคเนื้อ ในหัวข้อ “การพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อยกระดับห่วงโซ่คุณค่า โควากิวพรีเมียมภาคอีสานสู่ Product Champion: การขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมภายใต้เศรษฐกิจหมุนเวียน (The Roi-Et Model)” ปัจจุบันเรากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโคเนื้อไทย โดยไทยได้นำเข้าโคเนื้อคุณภาพสูง 49,000 ตัน/ปี (เสียดุลการค้าและผลกระทบจาก FTA) ต้นทุนพุ่งสูงเนื่องจากราคาอาหารสัตว์ผันผวน ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยขาดทุน ใช้การผลิตแบบดั้งเดิม (ขาดการพัฒนาเชิงเทคโนโลยี) ไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างห่วงโซ่อุปทาน ขาดมาตรฐานและแบรนด์กลาง รวมถึงนวัตกรรมไม่ถูกนำมาใช้อย่างบูรณาการตลอดสายการผลิต ซึ่งการยกระดับโคเนื้อคุณภาพสูง (อีสานวากิว) สู่ Product Championระดับโลกนั้นจำเป็นต้องมีการสร้างต้นแบบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจรระดับจังหวัด (value chain transformation) ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปศุสัตว์แม่นยำสูงเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพ (precision agriculture) และยกระดับการผลิตตั้งแต่ฟาร์มจนถึงโรงเชือดให้ได้มาตรฐานสากลเพื่อการส่งออก (global standardization) โดยมีการจัดสรรงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ ระยะเวลา 3 ปี รวม 50 ล้านบาท ภายใต้แผนที่การยกระดับโคเนื้อตลอดห่วงโซ่คุณค่า ดังนี้
ต้นน้ำ (22 ลบ.) นวัตกรรมชีวภาพแม่นยำ (การคัดกรองพันธุกรรม/เทคโนโลยีน้ำเชื้อแยกเพศ) เพื่อขยายฝูงแม่พันธุ์ (ลดความเสี่ยงเรื่องสายพันธุ์ที่ไม่แน่นอน สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับผลิตเนื้อเกรดพรีเมี่ยมที่มีลายไขมันสม่ำเสมอ) การพัฒาสูตรอาหารสัตว์อัตลักษณ์ท้องถิ่น (GI) จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ระดับชุมชน 1 แห่งเพื่อการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน จัดหลักสูตรอบรม 10 หลักสูตรและสร้างเครือข่ายผู้เลี้ยงโคต้นน้ำ 5 เครือข่ายเพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกร และลดต้นทุนการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม สร้างอัตลักษณ์รสชาติเนื้อ และเส้นทาง GI แบรนด์
กลางน้ำ (10 ลบ.) ยกระดับโรงเชือดให้ได้มาตรฐานสากล (GMP/HALAL) พัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดแต่งเนื้อ การผลิตภัณฑ์แปรณุปคุณภาพสูง ไม่น้อยกว่า 5 ผลิตภัณฑ์ เพื่อทลายกำแพงการส่งออก ลดการสูญเสีย และเพิ่มมูลค่าให้กับชิ้นส่วนเนื้อทั้งหลักและรอง
ปลายน้ำ (18 ลบ.) แพลตฟอร์มตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ที่เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ฟาร์ม DNA อาหาร จนถึงโรงเชือด สร้างกลไกความร่วมมือและเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่ผู้บริโภคระดับพรีเมี่ยมและคู่ค้าต่างประเทศ (Market Linkage) และการสร้างแบรนด์และเจาะตลาดโลก โดยสร้างแบรนด์ร่ม/แบรนด์กลาง “อีสานวากิวพรีเมี่ยม” และพัฒนาอัตลักษณ์สินค้า GI ผลักดันผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพพสูงเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ วิเคราะห์ตลาดพรีเมี่ยมเพื่อสร้างแรงจูงใจทางการตลาดและขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ เพื่อเปลี่ยนสถานะจากสินค้าเกษตรทั่วไป เป็นสินค้านวัตกรรมพรีเมี่ยม (product champion) ที่แข่งขันได้กับวากิวนำเข้า
        โดยสรุป The Roi-Et Modelเป็นการขับเคลื่อนอนาคตอุตสหกรรมโคเนื้อคุณภาพ ยกระดับจากอาชีพเสริมครัวเรือน สู่ระบบอุตสาหกรรมพรีเมี่ยมที่แม่นยำ ตรวจสอบได้ และแข่งขันได้ในระดับโลก โดยมีตัวชี้วัดหรือผลผลิตที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ โคแม่พันธุ์ที่ได้จากน้ำเชื้อแยกเพศ 500 ตัว โคคุณภาพสูงที่ผ่านการคัดกรอง DNA 200 ตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดแต่งเนื้อ 100 คน หลักสูตรการอบรม smart farmer10 หลักสูตร เครือข่ายการตลาด B2B/B2C และเครือข่ายต้นน้ำ 5 เครือข่าย มาตรฐานสากลสำหรับโรงเชือด 4 มาตรฐาน แบรนด์พรีเมี่ยมสู่ตลาดต่างประเทศ 2 แบรนด์ แพลตฟอร์มตรวจสอบย้อนกลับ 1 แพลตฟอร์ม และ 1 ศูนย์การเรียนรู้ GI

ความเห็นและข้อเสนอแนะที่ประชุม
          ดร.วิไลวรรณฯ นำเสนอผลงาน/เทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดว่าได้มีการดำเนินการพัฒนาโคขุนต้นน้ำ โดยใช้เทคโนโลยี time AI ที่เข้าไปช่วยกำหนดเวลาในการผสมเทียมที่เชื่อมโยงกับระดับฮอร์โมน โดยใช้แม่โคพื้นฐานของเกษตรกร แต่ใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์จากมุกดาหารและสุรินทร์ โดยการดำเนินงานดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ซึ่งดำเนินการมา 3 ปีแล้ว
          นางสาวสุรดาฯ นำเสนอผลงาน/เทคโนโลยีของ สวทช. ตั้งแต่ต้นน้ำด้านอาหาร หลักสูตรอบรมนักผสมเทียม แปลงหญ้าอาหารสัตว์ ส่วนกลางน้ำก็จะเป็นด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น ผงหมักเนื้อนุ่มนัว และสแน็คเนื้อวัว (Beef Snack)
          นายสุบรรณ์ฯ ให้ข้อเสนอแนะว่า เนื่องจากร่าง Master Plan นี้มีระยะเวลา 3 ปี ดังนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือโครงการภายใต้ร่าง Master Plan เกิดขึ้นได้เร็วจึงควรต่อยอดจากโครงการหรือการดำเนินงานเดิมในพื้นที่ เช่น โคแม่พันธุ์ที่ได้จากน้ำเชื้อแยกเพศ 500 ตัว ควรต่อยอดจากโครงการพัฒนาสายพันธุ์โคพื้นเมืองเพื่อผลิตลูกโคเนื้อคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถควบคุมกำลังการผลิตลูกโคเนื้อที่มีคุณภาพและสามารถส่งเข้าตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ที่ มทร.อีสาน ดำเนินงานร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด และ NIAรวมถึงยังไม่ควรดำเนินการสร้างโรงเชือดที่ร้อยเอ็ดในช่วงนี้ แต่ควรไปใช้โรงเชือดของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เนื่องจากต้องดำเนินโครงการร่วมกันอยู่แล้ว
          ศ.ดร.รังสรรค์ฯ เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ยังไม่ควรดำเนินการสร้างโรงเชือดที่ร้อยเอ็ดในช่วงนี้ แต่ควรไปใช้โรงเชือดของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยหลังจากดำเนินงานตาม Master Planจนประสบผลสำเร็จ มีโคเนื้อในพื้นที่อย่างน้อย 5,000 ตัวพอที่จะ operate โรงเชือดแล้ว ค่อยดำเนินการสร้างโรงเชือดในภายหลัง ส่วนเรื่อง Feed Center และคอกขุนกลาง ควรสร้างอยู่ใกล้กัน เพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง
          ผศ.น.สพ.ดร.มนกานต์ฯ เห็นด้วยกับการสร้างแบรนด์ร่ม/แบรนด์กลาง และเสนอให้เปลี่ยนชื่อจาก “อีสานวากิวพรีเมี่ยม” เป็น “อีสานพรีเมี่ยมบีฟ” ซึ่งน่าจะครอบคลุมทุกสายพันธุ์ในภาคอีสาน และในส่วน KPIs ต้นน้ำ โคแม่พันธุ์ที่ได้จากน้ำเชื้อแยกเพศ 500 ตัว อยากให้เพิ่มคอนเซ็ปหรือรายละเอียดว่าเราจะดำเนินการหรือขยายผลไปสู่เกษตรกรได้อย่างไร รวมถึงปลายน้ำ เรื่องการตลาดที่ควรเป็นในลักษณะ future market โดยใช้แพลตฟอร์มเป็นตัวกลางที่เชื่อมระหว่างเกษตรกรและผู้ซื้อ ซึ่งจะช่วยไม่ให้เกิดการกดราคาหรือโก่งราคา โดย มมส. พร้อมที่จะพัฒนาหรือนำแพลตฟอร์มระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์และเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
          นายเอกพงศ์ฯ เสนอให้เพิ่มผลงาน/เทคโนโลยีของหน่วยงาน อว. ที่มานำเสนอเพิ่มเติมในร่าง Master Planทั้ง มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และ สวทช. รวมถึงหน่วยงาน อว. อื่นๆที่มีผลงานที่เกี่ยวข้อง เช่น GISTDA NIA และ วว. ฯลฯ รวมถึงให้ระบุหน่วยงานรับผิดชอบหลักและหน่วยงานสนับสนุน (ทั้งหน่วยงาน อว. และหน่วยงานในพื้นที่) ในแต่ละด้านตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ อีกทั้งควรปรับเพิ่มงบจาก 50 ล้านบาทเป็น 100ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ต้นน้ำ 40% กลางน้ำ 30% ปลายน้ำ 20% และระบบตรวจสอบย้อนกลับ 10%  สำหรับตัวชี้วัดต้นน้ำ การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การพัฒาสูตรอาหารสัตว์อัตลักษณ์ท้องถิ่น เห็นควรให้เปลี่ยนเป็นการสร้างธุรกิจผู้ประกอบการแปรรูปอาหารโคคุณภาพสูง โดยใช้วัตถุดิบอัตลักษณ์ท้องถิ่นแทน ส่วนตัวชี้วัดกล่งน้ำ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ควรพัฒนาแค่ 2 ผลิตภัณฑ์ คือ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อสด ที่ส่งเข้าโมเดิร์นเทรด โดยพัฒนาทั้งคุณภาพและปริมาณ และผลิตภัณฑ์แปรรูป โดยต้องไปศึกษาเพิ่มเติมว่าเนื้อวากิวส่วนใหญ่ที่แปรรูป ตลาดมีความต้องการในรูปแบบใด ให้คัดเลือกมา 1ผลิตภัณฑ์ สำหรับการพัฒนาโครงการภายใต้ Master Plan นี้ควรต้องเน้นเป้าหมายคือการเกษตรแบบยั่งยืน ที่ตอบโจทย์ในมิติอื่นๆด้วย ทั้งการมุ่งเน้นสร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และการลดโลกร้อน โดยการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับให้สามารถคำนวณ carbon footprint ได้


เขียนโดย : นายชุมพล  เยาวภา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : chumpon@mhesi.go.th