เทคโนโลยีพร้อมถ่ายทอด
1.ด้านการพัฒนาสูตรวัสดุปรับปรุงดิน
- ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำด้านการปรับปรุงสูตรวัสดุปรับปรุงดินให้มีความคงที่และได้มาตรฐาน โดยอ้างอิงตามเกณฑ์การขึ้นทะเบียนสูตรปุ๋ยของกรมวิชาการเกษตร ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรไม่ได้กำหนดสูตรวัตถุดิบตายตัวในการผสมปุ๋ย แต่จะกำหนดเกณฑ์คุณภาพมาตรฐานเพื่อเป็นมาตรฐานบังคับคุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ด ชนิดผง หรือชนิดอัดเม็ด สำหรับการขอขึ้นทะเบียน
- ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ชุมชนบันทึกสัดส่วนผสม โดยแนะนำว่าควรคำนวณสูตรในการผลิตปุ๋ยต่อ 100 กิโลกรัม เพื่อให้ง่ายต่อการเทียบบัญญัติไตรยางค์ และขอให้ชุมชนระบุขั้นตอนการทำโดยละเอียด เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับการส่งตัวอย่างปุ๋ยไปตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน
- การปรับปรุงคุณภาพวัสดุปรับปรุงดิน โดยทั่วไปวัสดุปรับปรุงดินหรือปุ๋ยหมักจากชีวมวลใบไม้หรือเศษหญ้าจะมีธาตุอาหารค่อนข้างต่ำ โดยมีธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม รวมกันไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้การนำไปใช้กับพืชต้องใช้ในปริมาณที่มากเมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมี ดังนั้นการปรับปรุงคุณภาพวัสดุปรับปรุงดินหรือปุ๋ยหมักแบบอินทรีย์ชีวภาพ สามารถทำได้โดยการเติมสินแร่จากธรรมชาติร่วมกับการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธาตุอาหาร N P K ซึ่งจะช่วยให้ได้คุณภาพของวัสดุปรับปรุงดินหรือปุ๋ยหมักที่สูงขึ้น รวมถึงช่วยลดอัตราการใช้กับพืช และลดต้นทุนในการผลิตได้ นอกจากนี้การแปรรูปวัสดุปรับปรุงดินหรือปุ๋ยแบบชนิดเม็ดจะทำให้เกษตรกรสะดวกใช้ หว่านได้สม่ำเสมอ และช่วยลดการสูญเสียธาตุอาหารในเนื้อวัสดุปรับปรุงดินหรือปุ๋ยจากการชะล้างของน้ำในฤดูฝนได้
2. ด้านการขอมาตรฐาน
ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงตัวอย่างการจัดเตรียมข้อมูลและการเตรียมเอกสารสำหรับการขอมาตรฐาน พร้อมกับให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการขอมาตรฐานวัสดุปรับปรุงดิน ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลการขอมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ ของกรมพัฒนาที่ดิน
3. ด้านความปลอดภัยในกระบวนการผลิต
ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยในกระบวนการผลิต ตามเกณฑ์ของกรมวิชาการเกษตร โดยแบ่งการให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ความปลอดภัยส่วนบุคคล ความปลอดภัยในกระบวนการผลิต และความปลอดภัยต่อผลผลิตและผู้บริโภค
4. ด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการสร้างแบรนด์
- ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ 3 ประเภท ได้แก่
(1) บรรจุภัณฑ์ชั้นที่หนึ่ง เป็นบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัส ห่อหุ้มผลิตภัณฑ์โดยตรง และเป็นบรรจุภัณฑ์ชั้นแรกที่ช่วยป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์เกิดความเสียหาย เช่น ถุงพลาสติกใส่ปุ๋ย/ วัสดุปรับปรุงดิน
(2) บรรจุภัณฑ์ชั้นที่สอง เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ห่อหุ้มบรรจุภัณฑ์ชั้นที่หนึ่ง ช่วยป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์เกิดความเสียหายอีกชั้นหนึ่ง อีกทั้ง ยังเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ เช่น กระสอบปุ๋ย
(3) บรรจุภัณฑ์ชั้นที่สาม เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ห่อหุ้มบรรจุภัณฑ์ชั้นที่สอง ช่วยป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์เกิดความเสียหายระหว่างขนส่ง เช่น ลังกระดาษลูกฟูก ลังไม้ เป็นต้น
- ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำเกี่ยวกับวัสดุที่เหมาะสมสำหรับเป็นบรรจุภัณฑ์บรรจุวัสดุปรับปรุงดินว่าควรทำจากวัสดุที่ทนทานและกันความชื้นได้ เช่น โพรพิลีนทอ กระดาษ หรือพลาสติก นอกจากนี้วัสดุควรสามารถป้องกันวัสดุปรับปรุงดินจากการสัมผัสแสงแดด ความชื้น และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ได้
- ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำเกี่ยวกับการระบุข้อมูลบนฉลากวัสดุปรับปรุงดินว่าควรมีข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ชนิดของวัสดุปรับปรุงดิน ปริมาณธาตุอาหาร และอัตราส่วนผสม นอกจากนี้ตามข้อกำหนดของกฎหมายยังกำหนดให้บนฉลากปุ๋ย/ วัสดุปรับปรุงดินต้องแสดงข้อมูล ดังนี้
(1) สูตรปุ๋ย/ วัสดุปรับปรุงดิน
(2) ชื่อทางการค้า และมีคำว่าปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดินเคมี ปุ๋ยเคมี/วัสดุปรับปรุงดินมาตรฐานปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เคมี ปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์ ปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดินชีวภาพ
(3) เครื่องหมายการค้า หรือเครื่องหมายอื่นใดซึ่งแสดงที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดิน
(4) ทะเบียนปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดิน(ปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดินเคมี ปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เคมี ปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์ หรือปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดินชีวภาพ)
(5) ปริมาณธาตุอาหารรับรอง อินทรียวัตถุรับรอง หรือจุลินทรีย์รับรอง
(6) น้ำหนักสุทธิหรือขนาดบรรจุของปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดินตามระบบเมตริก
(7) ระบุที่ตั้งสำนักงานและสถานที่ผลิตของผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย
(8) วิธีการเก็บรักษาของปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดินชีวภาพ
(9) วัสดุรองรับของปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดินชีวภาพ
(10) วันที่ผลิตและสิ้นอายุของปุ๋ย/ปรับปรุงดินชีวภาพ
5. ด้านอื่น ๆ ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์ต้นทุนและการกำหนดราคา และการเพิ่มกำลังการผลิต
1) ในการคำนวณต้นทุนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และการกำหนดราคาขายที่เหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าชุมชนควรเก็บข้อมูลต้นทุนให้ครบถ้วนก่อน เพื่อให้ทราบข้อมูลต้นทุนที่แท้จริง จึงจะสามารถกำหนดราคาขายที่สร้างกำไรได้
2 ) ด้านการเพิ่มกำลังการผลิต เนื่องจากปัจจุบันชุมชนชนมีรูปแบบการผลิตตามคำสั่งซื้อ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการค้างสต๊อกและภาระเงินทุนหมุนเวียน ดังนั้น ความต้องการเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1,000 กระสอบต่อเดือน จึงควรพิจารณาควบคู่กับการขยายตลาดรองรับ รวมถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพการผลิตของชุมชนให้สามารถรองรับความต้องการในอนาคตได้