รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ : การผลิตโมโนโคลนัลแอนติบอดีที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อใช้ในการตรวจวิเคราะห์โรคพยาธิใบไม้ ในตับ (Fasciolosis)
คลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี
ปีงบประมาณ : 2558 สถานะโครงการ :   โครงการที่ได้รับอนุมัติ
ประเภทกิจกรรม : วิจัยและพัฒนาต่อยอด
วัตถุประสงค์ :
(โดยย่อ)  
-
E-mail : ส่งเมล์ไปยังผู้รับผิดชอบโครงการ panat.anu@mahidol.ac.th
กลุ่มเป้าหมาย
1. กลุมแม่บ้าน / เกษตรกร จำนวน 1 คน
จำนวนครั้ง : 1  (ของการดำเนินการ)
เริ่มดำเนินโครงการ : 10 มกราคม 2558 [10/01/2558]
สิ้นสุดโครงการ : 30 กันยายน 2559 [30/09/2559]
คลัสเตอร์ : เกษตร ประมง ปศุสัตว์
KPI :
พื้นที่ดำเนินการ : กาญจนบุรี
รายชื่อผู้สนใจที่ลงทะเบียนออนไลน์
แผนการดำเนินงาน
กิจกรรม ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
1. เก็บตัวอย่างพยาธิใบไม้ในตับ F.gigantica
[1/1/2558- 28/2/2558]
เริ่ม : 1/1/2558 , สิ้นสุด : 28/2/2558
2.เตรียมแอนติเจน (antigen) จากพยาธิ
[1/2/2558- 31/3/2558]
เริ่ม : 1/2/2558 , สิ้นสุด : 31/3/2558
3.วิเคราะห์แอนติเจน
[1/3/2558- 30/4/2558]
เริ่ม : 1/3/2558 , สิ้นสุด : 30/4/2558
4.ผลิตโมโนโคลนัลแอนติบดี
[1/4/2558- 31/8/2558]
เริ่ม : 1/4/2558 , สิ้นสุด : 31/8/2558
5.ตรวจหาโมโนโคลนัลแอนติบอดีที่จำเพาะต่อแอนติเจนของ พยาธิ F. gigantica
[1/7/2558- 30/9/2558]
เริ่ม : 1/7/2558 , สิ้นสุด : 30/9/2558
6.ทดสอบจริงกับตัวอย่างซีรั่มและ faecal supernatant ของโคและกระบือ
[1/7/2558- 30/9/2558]
เริ่ม : 1/7/2558 , สิ้นสุด : 30/9/2558
7.รายงานผลว่าเป็นโรคพยาธิใบไม้ในตับ (Fasciolosis)
[1/7/2558- 30/9/2558]
เริ่ม : 1/7/2558 , สิ้นสุด : 30/9/2558
รายงานความก้าหน้า ครั้งที่ 1
รายงานความก้าหน้า ครั้งที่ 2
วันที่รายงาน 3/4/2558
กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเกษตรกร ชุมชนผู้เลี้ยงโคและกระบือ ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี 71110 โดยนายประวิทร วัฒนันท์ (ประธานกลุ่ม)
พื้นที่ดำเนินการ
มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี 199 หมู่9 ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี 71150 และกลุ่มเกษตรกร ชุมชนผู้เลี้ยงโคและกระบือ ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี 71110
ผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ 2 (1 มกราคม 2558 – 31 มีนาคม 2558) มีดังนี้
1. ขณะนี้ทางทีมผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ทำการเก็บตัวอย่างพยาธิใบไม้ในตับ Fasciola gigantica โดยทำการเก็บพยาธิจากตับ (liver) ของโคและควายที่โรงฆ่าสัตว์และพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค หลังจากนั้นนำพยาธิที่เก็บได้มาล้างทำความสะอาดด้วย 0.85% NaCl หลายๆครั้งในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ตัวพยาธิคายสิ่งสกปรกออกไป
2. ได้สกัดแอนติเจนและวัดความเข้มข้นของโปรตีนแล้วนำไปเก็บไว้ที่ช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ -80 องศาเซลเซียสเพื่อเก็บรักษาแอนติเจนไว้สำหรับใช้งานครั้งต่อไป
3. ขณะนี้ได้ทำการวิเคราะห์เบื้องต้นของแอนติเจนพยาธิใบไม้ในตับได้แล้วและยังอยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์อย่างละเอียดด้วยวิธี sodium dodecyl sulphate-polyacrylamide gel electrophoresis (SDS-PAGE) เป็นวิธีการแยกโปรตีนด้วยกระแสไฟฟ้าบนเจลพอลิอะคริลาไมด์ที่มี SDS เป็นส่วนประกอบซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในการตรวจสอบความบริสุทธิ์ของโปรตีน โดย SDS-PAGE ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น reducing SDS-PAGE โดยอาศัยวิธีและขั้นตอนจะใช้ Standard Page Ruler Prestained Protein Leader เป็นตัวเปรียบเทียบมาตรฐาน โดยใช้สูตรเตรียม 12% Acrylamide และ 4% Acrylamide ดังนี้
4% 12%
30% Stock Acrylamide 0.665 ml 4.0 ml
Seperating gel buffer, pH 8.9 - 1.25 ml
Stacking gel buffer, pH 6.8 1.25 ml -
10% SDS 0.05 ml 0.1 ml
Distilled Water 3.01 ml 4.5 ml

และเตรียม APS โดยชั่งมา 0.05 กรัม ใส่ในน้ำกลั่น 500 ไมโครลิตรทิ้งไว้ จากนั้นเตรียมแผ่นกระจก ล้างทำความสะอาดเช็ดให้แห้งและประกบเข้าด้วยกัน จากนั้นนำ 12% acrylamide ผสมกับ TEMED และ APS ใส่ระหว่างกระจก รอให้เกิด polymerization นาน 1 ชั่วโมง เมื่อครบ 1 ชั่วโมง นำ 4% acrylamide ผสมกับ TEMED และ APS ใส่ระหว่างกระจกและใส่ comb รอให้เกิด polymerization 20 นาที ระหว่างที่รอเตรียมแอนติเจนโดยการละลายใน 5X sample solubilizing buffer ในอัตราส่วน 4:1 (antigen+DW : sample buffer) และต้มในน้ำเดือดนาน 3 นาที หลังจากนั้นโหลด molecular weight standard marker จำนวน 3 ไมโครลิตรต่อ lane และโหลด 52 kDa somatic antigen จำนวน 12.5 ไมโครกรัมต่อ lane เมื่อโหลด antigen เสร็จแล้วนำไปเข้าเครื่องโดยเปิดสวิทซ์ของ power supply ปรับให้ voltage คงที่ที่ 100 V., 2 A แล้วรอจน bromphenol blue (dye front) เคลื่อนไปถึง 0.5-1.0 เซนติเมตร (วัดจากส่วนล่างของเจล) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที และหลังจากนั้นย้อมสีเจลด้วย staining solution นาน 1 ชั่วโมง แช่ใน destain II ตลอดคืน เมื่อเห็นแถบโปรตีน antigen ปรากฏจึงนำมา dry gel หรืออาจจะทำการย้อมสีแบบ silver staining ทำให้สามารถมองเห็นแถบโปรตีนได้ชัดเจนมากกว่าการย้อมสีด้วย Coomassie blue โดยมีวิธีการดังนี้ แช่เจลค้างคืนใน fixative และล้างด้วย 10% ethanol 2 ครั้งๆ ละ 7 นาที และล้างด้วยน้ำกลั่น 2 ครั้งๆ ละ 10 นาที จากนั้นก็แช่ใน DTT นาน 30 นาที แช่ใน silver nitrate นาน 30 นาที และเขย่าช้าๆ จากนั้นใส่ developing ไปเล็กน้อย เขย่าช้าๆ ประมาณ 10 วินาที เททิ้งแล้ว ใส่ developing ไปจนท่วมแผ่นเจล รอจนกว่าจะขึ้นแถบโปรตีน 52 kDa somatic antigen แล้วหยุดปฏิกิริยาด้วย destaining solution จากนั้นนำมา dry gel เพื่อใช้งานต่อไป
ปัญหา/อุปสรรค
-
รายชื่อผู้เข้ารับบริการ :
 
รายงานความก้าหน้า ครั้งที่ 3
วันที่รายงาน 25/6/2558
กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเกษตรกร ชุมชนผู้เลี้ยงโคและกระบือ ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี 71110 โดย นายประวิทร วัฒนันท์ (ประธานกลุ่ม)
พื้นที่ดำเนินการ
มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี 199 หมู่9 ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี 71150 และกลุ่มเกษตรกร ชุมชนผู้เลี้ยงโคและกระบือ ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี 71110
ผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ 3 (1 เมษายน 2558 – 30 มิถุนายน 2558) มีดังนี้
1. ขณะนี้ทางทีมผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์แอนติเจนพยาธิใบไม้ในตับ Fasciola gigantica เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
2. กำลังดำเนินการผลิตโมโนโคลนัลแอนติบดี (monoclonal antibody, MoAb) ที่มีประสิทธิภาพและความจำเพาะสูงต่อแอนติเจนพยาธิใบไม้ในตับ F. gigantica ซึ่งแบ่งขั้นตอนในการวิจัยดังนี้
2.1 การฉีดกระตุ้นสัตว์ทดลอง (Immunization)
การวิจัยครั้งนี้ได้นำหนูสายพันธุ์ BALB/c mice เพศเมีย อายุ 6 – 8 สัปดาห์ ฉีดกระตุ้นครั้งแรกด้วยแอนติเจนจากพยาธิ F. gigantica ขนาด 100 µl ที่ผสมอยู่ใน Complete Freund’s adjuvant (CFA) ขนาด 100 µl อัตราส่วน 1:1 โดยปริมาตร ผสมให้เข้ากันเป็นลักษณะ water in oil emulsion เพื่อให้หนูสร้างแอนติบอดีได้ดีขึ้น โดยโดยฉีดเข้าทางชั้นใต้ผิวหนัง (subcutaneous) ในปริมาณ 25 µg/ตัว แล้วทำการเจาะเลือดจากบริเวณปลายหางของหนู mice และปั่นแยกซีรั่ม แช่แข็งที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส หลังจาก ฉีดกระตุ้นครั้งที่ 1 ไปแล้วเป็นเวลา 3 สัปดาห์ จึงฉีดกระตุ้นครั้งที่ 2 โดยใช้แอนติเจนเท่ากับครั้งแรกผสมด้วย Incomplete Freund’s adjuvant (IFA) ความเข้มข้นที่เท่ากัน ฉีดกระตุ้นทุกๆ 2 สัปดาห์ จนครบ 8 สัปดาห์ จากนั้นหาแอนติบอดีไตเตอร์ของซีรั่มหนูด้วยวิธี indirect ELISA
2.2 การเลี้ยงเซลล์มัยอีโลมา (Myeloma cells)
ผู้วิจัยใช้เซลล์มัยอีโลมา (P3X63-Ag8.653) มาเลี้ยงใน RPMI-1640 medium ผสมด้วย 10% fetal calf serum (FCS) และ gentamicin (50 µg/ml) หลังจากนั้น 2 สัปดาห์จะทำการทดสอบความแข็งแรงของเซลล์มัยอีโลมา โดยเติม 8-azaguanine (ความเข้มข้น 1X) ในอาหารส่วนผสมเท่าเดิม เลี้ยงนานประมาณ 1 สัปดาห์ โดยจะมีการเปลี่ยนอาหารสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เลี้ยงเซลล์ในตู้ CO2 incubator ภายใต้สภาวะควบคุมที่มี 5% CO2 อุณหภูมิภายในตู้ 37 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์เท่ากับ 80% จากนั้นเมื่อครบ 1 สัปดาห์ ก็กลับมาใส่อาหารตามเดิมเพื่อเพิ่มปริมาณเซลล์มัยอีโลมาที่ถูกทดสอบแล้วเลี้ยงต่ออีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ เมื่อมีการเจริญเติบโตมากพอก็จะนำไปเชื่อมเซลล์ต่อไป
2.3 การเชื่อมเซลล์และการเลี้ยงเซลล์ไฮบริโดมา (Cell fusion and hybridoma cells)
โดยเริ่มจากการสลบหนู เปิดผ่าช่องท้องและแยกม้ามหนูออกมาบด และนำเซลล์ม้ามมาล้างด้วย RPMI-1640 medium จากนั้นมาปั่นล้างที่ความเร็ว 1,500 g 2 ครั้ง ครั้งละ 3 นาที นับและคำนวณเซลล์มีชีวิตทั้งหมดด้วย hemocytometer แล้วนำเซลล์มัยอีโลมาที่อยู่ในระยะ log phase มาปั่นล้างด้วย RPMI-1640 medium จำนวน 2 ครั้ง นับและคำนวณเซลล์ที่มีชีวิตทั้งหมด จากนั้นนำเซลล์ม้ามและเซลล์มัยอีโลมามามาผสมรวมกัน แล้วปั่น 1,500 g นาน 3 นาที เพื่อให้เซลล์ทั้งสองอยู่ใกล้กันมากขึ้น หลังปั่นทิ้งส่วนที่เป็นของเหลวออก แล้วนำหลอดทดลองที่มีเซลล์ทั้งสองชนิดไปแกว่งในตู้บ่มอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส แล้วเติม polyethylene glycol (PEG) แล้วทำการหยด RPMI-1640 medium ต่อมานำไปปั่น 1,500 g นาน 3 นาที แล้วเทสารละลายส่วนบนทิ้ง จากนั้นเติมอาหารเลี้ยงเซลล์ HAT (Hypoxanthine, aminopterin, thymidine) (ความเข้มข้น 2X) ที่มี 10% fetal calf serum และ gentamicin และแบ่งเซลล์ผสมลงเลี้ยงใน 96-well culture plate ปริมาตร 100 µl/well แล้วเลี้ยงเซลล์ในตู้ควบคุมอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส โดยเลี้ยงเซลล์ต่อไปนานประมาณ 5-7 วัน สังเกตโคโลนีของเซลล์ลูกผสมที่เกิดขึ้นพร้อมบันทึกผล เมื่อน้ำเลี้ยงเซลล์ (culture fluid) สีเหลืองเข้มขึ้น ดูดเก็บน้ำเลี้ยงเซลล์เพื่อทดสอบหาแอนติบอดีด้วยวิธี indirect ELISA
3. ขณะนี้ได้เซลล์ลูกผสมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนทดสอบหาแอนติบอดีเบื้องต้นด้วยวิธี indirect ELISA และจะดำเนินการ cloning เซลล์ไฮบริโดมาด้วยวิธี limiting dilution จากนั้นจะทำการตรวจวัดหาระดับแอนติบอดี และตรวจ isotyping ของโมโนโคลนัลแอนติบอดี

ปัญหา/อุปสรรค
-
รายชื่อผู้เข้ารับบริการ :
 
รายงานความก้าหน้า ครั้งที่ 4
วันที่รายงาน 24/9/2558
กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเกษตรกร ชุมชนผู้เลี้ยงโคและกระบือ ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี 71110 โดย นายประวิทร วัฒนันท์ (ประธานกลุ่ม)
พื้นที่ดำเนินการ
กลุ่มเกษตรกร ชุมชนผู้เลี้ยงโคและกระบือ ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี 71110 โดย นายประวิทร วัฒนันท์ (ประธานกลุ่ม)
ผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ 4 (1 กรกฎาคม 2558 – 30 กันยายน 2558) มีดังนี้
1. จากการเชื่อมเซลล์ระหว่างเซลล์ม้าม และเซลล์มัยอีโลมาซึ่งสามารถแบ่งเซลล์ผสมลงเลี้ยงใน 96-well culture plate ปริมาตร 100 µl/well และคำนวณความเข้มข้นให้เป็น 2 107 cells/ml สามารถแยกเลี้ยงเซลล์ได้จำนวน 5 plates ทั้งหมด 480 หลุม พบว่าได้จำนวนหลุมที่มีปริมาณเซลล์ลูกผสมเจริญเติบโตได้ทั้งหมด 351 หลุม และเมื่อนำน้ำเลี้ยงเซลล์ลูกผสมดังกล่าวไปตรวจกรองด้วยวิธี indirect ELISA เมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์ ให้ผลบวกจำนวน 68 โคลน มีค่า OD ที่ 450 nm โดยเปรียบเทียบกับหลุมควบคุม ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์หลุมที่จะมีโอกาสเป็นเซลล์ไฮบริโดมาต่อจำนวนหลุมทั้งหมด 480 หลุม เท่ากับ 14.16% โดยจำนวนเซลล์ไฮบริโดมาที่ได้นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ คือ ขั้นตอนการเชื่อมเซลล์ และขั้นตอนภายหลังการเชื่อมเซลล์ โดยจะต้องให้เซลล์กระจายไม่เกาะกันเป็นกลุ่มจนคลุมทับกัน จนไม่ได้สารอาหาร และทำให้ตายได้ในที่สุด แต่ถ้าเซลล์กระจายจะทำให้มีโอกาสได้เซลล์ไฮบริโดมาที่เป็นเซลล์เดี่ยว และมีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่า ต่อมาได้ทำการคัดเลือกโคลนที่ให้ผลบวกสูงและปานกลางจำนวนทั้งหมด 3 ครั้ง ด้วยวิธี indirect ELISA มาเพียง 14 โคลนเพื่อง่ายต่อการดูแล และเลี้ยงเซลล์ต่อเพื่อเพิ่มปริมาณเซลล์ และเก็บเซลล์แช่แข็ง สำหรับการศึกษาครั้งต่อไป หลังจากนั้นได้เลือกโคลนทั้งหมด 5 โคลนหลักไปทำ limiting dilution สำหรับการคัดเลือกเซลล์ให้ได้เป็น monoclonal hybridoma cell คือ P1E10, P1F5, P3D11, P4B10 และ P4E3
2. หลังจากการคัดเลือกเซลล์ที่ผลิตแอนติบอดีด้วยวิธี indirect ELISA ในการเชื่อมเซลล์ และตรวจสอบระดับการเจริญเติบโตของเซลล์ไฮบริโดมา พบว่า มี 14 โคลนที่มีระดับการเจริญเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีการเจริญของเซลล์ที่ดีกว่าเซลล์อื่น มาทำการนับเซลล์ และทำให้เจือจางเพื่อให้ได้เซลล์ไฮบริโดมาเซลล์เดี่ยวที่ผลิตโมโนโคลนัลแอนติบอดี โดยจะแบ่งเป็น 1 cell/well และ 10 cells/well ทั้งหมด 10 plates จำนวน 960 หลุม และสังเกตตรวจดูการเจริญเติบโตของเซลล์ เมื่อเซลล์เจริญเติบโตได้ ¾ ของพื้นที่ก้นหลุม โดยคัดเลือกเซลล์ทั้งหมด 30 โคลนที่มีลักษณะเจริญเติบโตดีมาตรวจหาแอนติบอดี และพบว่ามีเซลล์ไฮบริโดมาจำนวน 6 โคลนที่สร้างแอนติบอดี โดยเซลล์ไฮบริโดมาโคลน รหัส P1E10-P2D2, P3D11-P3B9, P4B10-P8A4, P4B10-P8B3, P4B10-P8E3 และ P4E3-P10E4 ที่แสดงความแตกต่างของค่า OD สูง จึงนำมาขยายและเลี้ยงต่อไป เพื่อใช้ในการโคลนเซลล์ครั้งที่ 2
3. เมื่อเลี้ยงเซลล์ไฮบริโดมา และสังเกตการเจริญเติบโตต่อ พบว่ายังมีเซลล์ที่เจริญขึ้นมาใหม่อีกเป็นจำนวน 84 โคลน จึงทำการตรวจสอบระดับแอนติบอดีเป็นครั้งที่ 2 พบว่า มีเซลล์ไฮบริโดมาจำนวน 13 โคลนที่สร้างแอนติบอดี ที่แสดงความแตกต่างของค่า OD สูง และเมื่อรวมกับครั้งแรกจึงมีจำนวน 25 โคลน จึงนำมาขยายและเลี้ยงต่อไป และเมื่อนำมาขยายและเลี้ยงต่อนั้น ทำให้มีเซลล์ที่มีชีวิตรอด และลักษณะดีเหลืออยู่จำนวน 13 โคลน เพื่อใช้ในการตรวจสอบชนิดของโมโนโคลนัลแอนติบอดี
4. ผลการตรวจหาชนิด (isotype) ของโมโนโคลนัลแอนติบอดี โดยใช้ชุดทดสอบ Mouse Typer® Isotyping Kit และวิธี Indirect ELISA พบว่าผลการตรวจหาชนิดของโมโนโคลนัลแอนติบอดีจากเซลล์ไฮบริโดมามีเพียง 13 โคลน จาก 25 ที่เป็นโมโนโคลนัลแอนติบอดี โดยทั้ง 13 โคลน ได้สร้างอิมมูโนโกบูลิน 2 ชนิด คือ ชนิด IgG1 ที่มี light chain เป็น kappa และ IgM ที่มี light chain เป็น kappa โดยมี 4 โคลนที่สร้างอิมมูโนโกบูลิน ชนิด IgM ที่มี light chain เป็น kappa และ 9 โคลนสร้างชนิด IgG1 ที่มี light chain เป็น kappa โดยทำการเลี้ยงต่อ เพิ่มปริมาณในอาหารเลี้ยงเซลล์
5. ส่วนการตรวจสอบความไว และความจำเพาะของโมโนโคลนัลแอนติบอดีทั้ง 3 โคลน (P1F5-P3E3, P4B10-P8D3 และ P4E3-P10E5) ต่อ natural whole body (WB) antigen ของพยาธิใบไม้ในตับ F. gigantica ในระยะโตเต็มวัย ด้วยวิธี indirect ELISA จากผลการศึกษาพบว่า ระดับของโมโนโคลนัลแอนติบอดีทั้ง 3 โคลน (P1F5-P3E3, P4B10-P8D3 และ P4E3-P10E5) ต่อ natural whole body (WB) antigen ของพยาธิใบไม้ในตับ F. gigantica มีค่าสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเซลล์มัยอีโลมา ซึ่งเป็น negative control
6. การทดสอบปฏิกิริยาข้ามของโมโนโคลนัลแอนติบอดีรหัส P1F5-P3E3, P4B10-P8D3 และ P4E3-P10E5ด้วยวิธี indirect ELISA ซึ่งทดสอบกับแอนติเจนที่มาจากพยาธิใบไม้ในตับ F. gigantica กับแอนติเจนจากพยาธิชนิดอื่นๆ พบว่า โมโนโคลนัลแอนติบอดีทั้ง 3 โคลนที่ผลิตได้ไม่มีปฏิกิริยาข้ามกับพยาธิชนิดอื่นๆแต่เกิดปฏิกิริยากับ แอนติเจนรีจากพยาธิใบไม้ในตับ F. gigantica เท่านั้น
7. เมื่อทำการทดสอบจริงกับตัวอย่างซีรั่มและ faecal supernatant ของโคกระบือจำนวน 500 ตัวอย่าง ด้วยโมโนโคลนัลแอนติบอดีที่ผลิตขึ้นจากโครงการวิจัยนี้ ผลการทดสอบให้ผลเป็นที่น่าพอใจให้ความถูกต้องและแม่นยำกว่าการตรวจด้วยวิธีมาตรฐานในอนาคต

ปัญหา/อุปสรรค
-
รายชื่อผู้เข้ารับบริการ :
 
    
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2564 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี     
Designed & Developed by Ekapong.M