รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ : การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อเป็นพลังงานทางเลือกและลดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในชุมชน
คลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปีงบประมาณ : 2558 สถานะโครงการ :   โครงการที่ได้รับอนุมัติ
ประเภทกิจกรรม : วิจัยและพัฒนาต่อยอด
วัตถุประสงค์ :
(โดยย่อ)  
E-mail : ส่งเมล์ไปยังผู้รับผิดชอบโครงการ agani002@hotmail.com,
กลุ่มเป้าหมาย
1. กลุมแม่บ้าน / เกษตรกร จำนวน 1 คน
จำนวนครั้ง : 1  (ของการดำเนินการ)
เริ่มดำเนินโครงการ : 1 ตุลาคม 2557 [01/10/2557]
สิ้นสุดโครงการ : 30 กันยายน 2558 [30/09/2558]
คลัสเตอร์ : พลังงาน แก๊ส ไบโอดีเซล
KPI :
พื้นที่ดำเนินการ : เชียงใหม่
รายชื่อผู้สนใจที่ลงทะเบียนออนไลน์
แผนการดำเนินงาน
กิจกรรม ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
1.การหาวัตถุดิบจำพวกอินทรียวัตถุที่เป็นเศษเหลือทางการเกษตรมาผลิตก๊าซชีวภาพร่วมกับการใช้มูลสัตว์
[1/1/2558- 31/5/2558]
เริ่ม : 1/1/2558 , สิ้นสุด : 31/5/2558
2.การศึกษาประสิทธิภาพการใช้หัวเตาที่มีพัดลมขนาดเล็กควบคุมการผสมของอากาศกับก๊าซชีวภาพ
[1/3/2558- 31/8/2558]
เริ่ม : 1/3/2558 , สิ้นสุด : 31/8/2558
3.ทดสอบการทนแรงดันของถุงหมักสำเร็จรูปที่มีความหนา 0.4 vs. 0.3 มิลลิเมตร และประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้
[1/6/2558- 30/9/2558]
เริ่ม : 1/6/2558 , สิ้นสุด : 30/9/2558
4.การเสวนาคืนความรู้สู่ชุมชน
[1/8/2558- 31/8/2558]
เริ่ม : 1/8/2558 , สิ้นสุด : 31/8/2558
5.รายงานสรุปผล
[1/8/2558- 30/9/2558]
เริ่ม : 1/8/2558 , สิ้นสุด : 30/9/2558
รายงานความก้าหน้า ครั้งที่ 1
รายงานความก้าหน้า ครั้งที่ 2
วันที่รายงาน 5/4/2558
กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นักวิชาการ/นักส่งเสริม และผู้สนใจทั่วไป
พื้นที่ดำเนินการ
ภาควิชาสัตว์ศาสตร์และสัตว์น้า คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกษตรกรบนพื้นที่สูง หรือในพื้นที่มูลนิธิโครงการหลวง และเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง
ผลการดำเนินงาน
กิจกรรมที่ 1 การหาวัตถุดิบจำพวกอินทรีย์วัตถุที่เป็นเศษเหลือทางการเกษตรมาผลิตก๊าซชีวภาพร่วมกับการใช้มูลสัตว์
1) โครงการได้ดำเนินการเลือกวัตถุดิบ(พวกอินทรียวัตถุ) คือ หญ้าเนเปียร์ ร่วมกับหญ้าขนหรือวัชพืชที่หาง่ายภายในบริเวณที่ทำบ่อก๊าซชีวภาพ
2) โครงการได้ออกแบบถังหมักวัตถุดิบ โดยใช้ถังพลาสติก ขนาด 80 ลิตร ต่อวาล์วสำหรับปล่อยน้ำหมักลงในบ่อก๊าซชีวภาพ

กิจกรรมที่ 2 การศึกษาประสิทธิภาพการใช้หัวเตาที่มีพัดลมขนาดเล็กควบคุมการผสมของอากาศกับก๊าซชีวภาพ
อยู่ในขณะดำเนินการจัดทำชุดเพิ่มแรงดันก๊าซที่หัวเตา

กิจกรรมที่ 3 ทดสอบการทนต่อแรงดันของถุงหมักสำเร็จรูป ที่มีความหนา 4 มม. เทียบกับแบบเดิมที่มีความหนา 0.3 มม. และประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ถุงหมัก
อยู่ในขณะดำเนินการ

ปัญหา/อุปสรรค
-
รายชื่อผู้เข้ารับบริการ :
 
รายงานความก้าหน้า ครั้งที่ 3
วันที่รายงาน 4/7/2558
กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นักวิชาการ/นักส่งเสริม และผู้สนใจทั่วไป
พื้นที่ดำเนินการ
ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ภาควิชาสัตวศาสตร์และสัตว์น้ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และพื้นที่ชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่
ผลการดำเนินงาน
กิจกรรมที่ 1. การหาวัตถุดิบจำพวกอินทรียวัตถุที่เป็นเศษเหลือทางการเกษตรมาผลิตก๊าซชีวภาพร่วมกับการใช้มูลสัตว์
วิธีศึกษา
1. ดำเนินการศึกษาในลักษณะหน่วยทดลองเบื้องต้น โดยเตรียมบ่อหมักก๊าซชีวภาพจำนวน 4 บ่อ ใช้ถุงหมัก LDPE ความหนา 0.3 มิลลิเมตร ขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 4 ถุง เติมน้ำลงในถุง ปริมาตรประมาณ 1/2 ของถุง เพื่อรอดำเนินการทดลองเมื่อน้ำหมักพร้อม
2. กำหนดให้ ถุงหมักที่ 1 control เติมเฉพาะมูลสุกร
ถุงหมักที่ 2 เติมมูลสุกร ร่วมกับน้ำหมักวัชพืช
ถุงหมักที่ 3 เติมมูลสุกร ร่วมกับน้ำหมักหญ้าเนเปีรย์
ถุงหมักที่ 4 เติมมูลสุกร ร่วมกับน้ำหมักเศษผัก
3. วันที่ 5 พฤษภาคม 2558 หมักอินทรียวัตถุ 3 ชนิด ได้แก่ วัชพืช หญ้าเนเปียร์และเศษผัก ในถังพลาสติกสีดำขนาด 120 ลิตรโดยถังที่ 1. ใส่วัชพืช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญ้าขน/หญ้าอ่อน น้ำหนัก 14.50 กิโลกรัม 2. ใส่หญ้าเนียเปียร์น้ำหนัก 36.20 กิโลกรัม และ 3. ใส่เศษผัก น้ำหนัก 36.20 กิโลกรัม ถังหมักทั้ง 3 แบบข้างต้น ให้เติมน้ำกากตะกอนที่ล้นออกจากบ่อก๊าซชีวภาพผสมกับน้ำเปล่าลงทั้ง 3 ถังหมักๆ ละ 30 ลิตร(น้ำกากตะกอน 30 ลิตร และน้ำเปล่า 60 ลิตร)หลังจากนั้นเติมน้ำเปล่าเพิ่มจนเต็มถังทั้ง 4 ถัง ปิดฝาให้สนิท ทิ้งให้เกิดการหมัก เป็นเวลา 21 วันวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 เอาน้ำที่อยู่ในถุงหมักทั้ง 4 ถุงออก แต่ละถุงเอาน้ำออกให้เท่ากับปริมาตรมูลสุกรและน้ำหมักที่จะเติมเข้าไป โดยทั้ง 4 ถุงจะใส่มูลสุกรปริมาณ 27.50 กิโลกรัมเท่ากันทุกถุง สำหรับถุงวัชพืชจะเติมน้ำหมัก 110 ลิตร รวมปริมาตรในถุงวัชพืช คือ 137.50 ลิตรหญ้าเนเปียร์เติมน้ำหมัก 95 ลิตร รวมปริมาตรในถุงหญ้าเนเปียร์ คือ 122.50 ลิตร และถุงเศษผักเติมน้ำหมัก 98 ลิตร รวมปริมาตรในถุงเศษผัก คือ 125.50 ลิตร
4. วัดความจุของส่วนเก็บก๊าซภายในถุงหมักแต่ละถุง โดยเป่าลมให้ถุงตึงแล้วดูดลมออกให้ผ่านมิเตอร์วัด พบว่า ถุงเศษผักมีปริมาตรที่จะเก็บก๊าซได้เท่ากับ 445 ลิตร ถุงหญ้าเนเปียร์มีปริมาตร 411 ลิตร และถุงเศษผักมีปริมาตร 354 ลิตรสำหรับถุง control มีปริมาตร 368 ลิตรหลังจากนั้นดูดอากาศภายในถุงออกทั้งหมด คงเหลือเฉพาะมูลสุกรและน้ำหมัก เพื่อรอให้เกิดการหมักและเกิดก๊าซต่อไป
ผลการศึกษา
อาศัยระยะเวลาให้กระบวนการหมักสมบูรณ์ จะเกิดการสร้างก๊าซชีวภาพ โดยถุงหมักจะพองขึ้นวันที่ 16 มิถุนายน 2558 (ผ่านไป 20 วัน) จึงทำการวัดปริมาณก๊าซรวมทั้งหมดทั้ง 4 ถุงหมัก และวัดทุกๆ 3 วัน เบื้องต้น (วัด 3 ครั้ง) พบว่า วัสดุหมักหญ้าเนเปียร์เกิดการสร้างก๊าซมากที่สุด รองลงมาเป็นวัชพืช และเศษผัก ตามลำดับ ในขณะที่การใส่มูลสุกรอย่างเดียวโดยไม่ใส่น้ำหมักจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้ก๊าซเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับการใส่น้ำหมักจากวัชพืชและเศษผักร่วมกับมูลสุกร ทั้งนี้ข้อมูลยังไม่สิ้นสุดการทดลอง

กิจกรรมที่ 2. การศึกษาประสิทธิภาพการใช้หัวเตาที่มีพัดลมขนาดเล็กควบคุมการผสมของอากาศกับก๊าซชีวภาพ
ดำเนินการจัดทำชุดเพิ่มแรงดันก๊าซที่หัวเตา โดยใช้พัดลมแบบหอยโข่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้วควบคุมความเร็วรอบด้วยวงจร PWM DC Controller พร้อมด้วยวาล์วปิด-เปิดก๊าซกับอากาศวัดปริมาณการใช้ก๊าซต่อชั่วโมง ค่าพลังงานความร้อนและต้นทุนต่อการใช้ก๊าซ 1 ตารางเมตร เปรียบเทียบกับหัวเตาทั่วไปที่ระยะห่าง 20, 40, 80, 120 และ 160 เมตรขณะนี้ได้ดำเนินการวัดก๊าซที่ระยะห่างต่างๆ แล้ว ทั้งนี้อยู่ระหว่างวิเคราะห์ข้อมูลด้านต้นทุน ความคุ้มค่า และความสะดวกของผู้ใช้งาน

กิจกรรมที่ 3. การทดสอบการทนแรงดันของถุงหมักสำเร็จรูปที่มีความหนา 0.4 มิลลิเมตรเทียบกับแบบเดิมที่มีความหนา 0.3 มิลลิเมตร และประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ถุงหมัก
อยู่ระหว่างการประสานงานร่วมกับทีมวิศวกรรม เพื่อใช้เครื่องเป่าลมทดสอบค่าการทนแรงดันของถุง 2 ชนิด ทั้งนี้วางแผนจะดำเนินการทดสอบในช่วงเดือนกรกฎาคม 2558 นี้

กิจกรรมที่ 4. การเสวนาคืนความรู้สู่ชุมชน
ยังไม่ถึงระยะเวลาดำเนินงาน เนื่องจากต้องรอผลสรุปที่ชัดเจนจากการทดลองกิจกรรมที่ 1, 2 และ 3 ให้เรียบร้อยก่อน อย่างไรก็ตามคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ช่วงเดือนกันยายน 2558


ปัญหา/อุปสรรค
-
รายชื่อผู้เข้ารับบริการ :
 
รายงานความก้าหน้า ครั้งที่ 4
วันที่รายงาน 30/9/2558
กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นักวิชาการ/นักส่งเสริม และผู้สนใจทั่วไป
พื้นที่ดำเนินการ
จ.เชียงใหม่
ผลการดำเนินงาน
กิจกรรมที่ 1. การหาวัตถุดิบจำพวกอินทรียวัตถุที่เป็นเศษเหลือทางการเกษตรมาผลิตก๊าซชีวภาพร่วมกับการใช้มูลสัตว์
วิธีศึกษาที่ 1.
1. ดำเนินการศึกษาในลักษณะหน่วยทดลองเบื้องต้น โดยเตรียมบ่อหมักก๊าซชีวภาพจำนวน 4 แบบใช้ถุง LDPE ความหนา 0.3 มิลลิเมตร ขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 4 ถุง เติมน้ำลงในถุง ปริมาตรประมาณ 1/2 ของถุง เพื่อรอดำเนินการทดลองเมื่อน้ำหมักพร้อม
2. กำหนดให้ ถุงหมักที่ 1 control เติมเฉพาะมูลสุกร
ถุงหมักที่ 2 เติมมูลสุกร ร่วมกับน้ำหมักวัชพืช
ถุงหมักที่ 3 เติมมูลสุกร ร่วมกับน้ำหมักหญ้าเนเปีรย์
ถุงหมักที่ 4 เติมมูลสุกร ร่วมกับน้ำหมักเศษผัก
3. วันที่ 5 พฤษภาคม 2558 หมักอินทรียวัตถุ 3 ชนิด ได้แก่ วัชพืช หญ้าเนเปียร์และเศษผัก ในถังพลาสติกสีดำขนาด 120 ลิตรโดยถังที่ 1. ใส่วัชพืช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญ้าขน/หญ้าอ่อน น้ำหนัก 14.50 กิโลกรัม 2. ใส่หญ้าเนียเปียร์น้ำหนัก 36.20 กิโลกรัม และ 3. ใส่เศษผัก น้ำหนัก 36.20 กิโลกรัม ถังหมักทั้ง 3 แบบข้างต้น ให้เติมน้ำกากตะกอนที่ล้นออกจากบ่อก๊าซชีวภาพผสมกับน้ำเปล่าลงทั้ง 3 ถังหมักๆ ละ 30 ลิตร(น้ำกากตะกอน 30 ลิตร และน้ำเปล่า 60 ลิตร)หลังจากนั้นเติมน้ำเปล่าเพิ่มจนเต็มถังทั้ง 4 ถัง ปิดฝาให้สนิท ทิ้งให้เกิดการหมัก เป็นเวลา 21 วันวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 เอาน้ำที่อยู่ในถุงหมักทั้ง 4 ถุงออก แต่ละถุงเอาน้ำออกให้เท่ากับปริมาตรมูลสุกรและน้ำหมักที่จะเติมเข้าไป โดยทั้ง 4 ถุงจะใส่มูลสุกรปริมาณ 27.50 กิโลกรัมเท่ากันทุกถุง สำหรับถุงวัชพืชจะเติมน้ำหมัก 110 ลิตร รวมปริมาตรในถุงวัชพืช คือ 137.50 ลิตรหญ้าเนเปียร์เติมน้ำหมัก 95 ลิตร รวมปริมาตรในถุงหญ้าเนเปียร์ คือ 122.50 ลิตร และถุงเศษผักเติมน้ำหมัก 98 ลิตร รวมปริมาตรในถุงเศษผัก คือ 125.50 ลิตร
4. วัดความจุของส่วนเก็บก๊าซภายในถุงหมักแต่ละถุง โดยเป่าลมให้ถุงตึงแล้วดูดลมออกให้ผ่านมิเตอร์วัด พบว่า ถุงเศษผักมีปริมาตรที่จะเก็บก๊าซได้เท่ากับ 445 ลิตร ถุงหญ้าเนเปียร์มีปริมาตร 411 ลิตร และถุงเศษผักมีปริมาตร 354 ลิตรสำหรับถุง control มีปริมาตร 368 ลิตรหลังจากนั้นดูดอากาศภายในถุงออกทั้งหมด คงเหลือเฉพาะมูลสุกรและน้ำหมัก เพื่อรอให้เกิดการหมักและเกิดก๊าซต่อไป

ผลการศึกษาที่ 1.
1. อาศัยระยะเวลาให้กระบวนการหมักสมบูรณ์ จะเกิดการสร้างก๊าซชีวภาพ โดยถุงหมักจะพองขึ้นวันที่ 16 มิถุนายน 2558 (ผ่านไป 20 วัน) จึงทำการวัดปริมาณก๊าซรวมทั้งหมด 4 ถุงหมัก และวัดทุกๆ 3 วัน จนถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2558 รวม 69 วัน(วัดทั้งหมด 8 ครั้ง)
2. ผลการศึกษา พบว่า วัสดุหมักหญ้าเนเปียร์เกิดการสร้างก๊าซมากที่สุด 2,092 ลิตรรองลงมาเป็น เศษผัก 1,970 ลิตร มูลสุกรอย่างเดียว 1,833 ลิตร และวัชพืช 1,754 ลิตร ตามลำดับ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยการเกิดก๊าซมีเทนทั้ง 4 ถุงหมักมีค่าระหว่าง 55 – 56 เปอร์เซ็นต์ซึ่งไม่มีความแตกต่างกัน
3. สำหรับการเกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) พบว่า เศษผักให้ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ 206.88 ppm รองลงมา ได้แก่ หญ้าเนเปียร์ 171.11 ppm วัชพีช 165.88 ppm และมูลสุกรอย่างเดียว 153.63 ppm โดยพบข้อสังเกตว่า ไม่สามารถตรวจพบก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟล์ในมูลสุกรหมักอย่างเดียวตั้งแต่วันที่ 49 ของการทดลอง (การทดลองสิ้นสุดเมื่อวันที่ 69)
4. อย่างไรก็ตาม จากสมมุติฐานที่ว่า การใส่น้ำหมักอินทรียวัตถุร่วมกับมูลสุกร ควรจะสามารถเพิ่มการผลิตก๊าซได้มากกว่าการใส่มูลสุกรอย่างเดียว แต่ผลการศึกษาในข้อที่ 2. กลับพบว่า ปริมาณก๊าซที่ผลิตได้จากมูลสุกรอย่างเดียวมีมากกว่าการใส่มูลสุกรร่วมกับน้ำหมักจากวัชพืช ซึ่งผลการศึกษาที่ไม่ชัดเจนดังกล่าวอาจมีสาเหตุเกิดจากการใส่อินทรียวัตถุตั้งต้นในปริมาณที่ไม่เท่ากัน รวมถึงอินทรียวัตถุที่หมักมีความฟ่ามมาก ดังนั้นจึงได้วางแผนการทดลองใหม่ โดยเติมอินทรียวัตถุและน้ำหมักให้เต็มถังทุกๆ 1 สัปดาห์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
วิธีศึกษาที่ 2.
1. เตรียมหน่วยทดลองเหมือนการศึกษาที่ 1. เริ่มวันที่ 7 กรกฎาคม 2558โดยหมักอินทรียวัตถุ 3 ชนิด ได้แก่ วัชพืช หญ้าเนเปียร์ และเศษผัก ในถังพลาสติกสีดำขนาด 120 ลิตรโดยถังที่ 1. ใส่วัชพืช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญ้าขน/หญ้าอ่อน น้ำหนัก 21.8 กิโลกรัม 2. ใส่หญ้าเนียเปียร์ น้ำหนัก 40.8 กิโลกรัม และ 3. ใส่เศษผัก น้ำหนัก 31.8 กิโลกรัม ถังหมักทั้ง 3 แบบข้างต้น ให้เติมน้ำกากตะกอนที่ล้นออกจากบ่อก๊าซชีวภาพผสมกับน้ำเปล่าลงทั้ง 3 ถังหมักๆ ละ 30 ลิตร (น้ำกากตะกอน 30 ลิตร และน้ำเปล่า 60 ลิตร) หลังจากนั้นเติมน้ำเปล่าเพิ่มจนเต็มถังทั้ง 4 ถัง ปิดฝาให้สนิท ทิ้งให้เกิดการหมัก เป็นเวลา 1 เดือน (ขยายระยะเวลาการหมักให้นานขึ้นกว่าการศึกษาที่ 1. จาก 21 วันเป็น 30 วัน) เติมน้ำเปล่าให้เต็มทุกถัง โดยเติมน้ำเปล่าถังวัชพืช ปริมาตร 51 ลิตร ถังหญ้าเนเปียร์ 66 ลิตร และถังเศษผัก 51 ลิตร ตามลำดับ
2. เมื่อกระบวนการหมักสมบูรณ์ครบ 1 เดือน (7สิงหาคม 2558) เติมมูลสุกรบ่อละ 6 กิโลกรัม ร่วมกับน้ำหมักทั้งหมดของแต่ละถัง เสร็จแล้วเติมอินทรียวัตถุในถังหมักพร้อมน้ำล้นกากตะกอนแต่ละบ่อ และน้ำเปล่าจนเต็มถังเพื่อเริ่มต้นการหมักรอบใหม่ โดยดำเนินการต่อเนื่องทุกๆ 1 สัปดาห์


ผลการศึกษาที่ 2.
1. เมื่อกระบวนการหมักสมบูรณ์ จะเกิดการสร้างก๊าซชีวภาพ โดยถุงหมักจะพองขึ้น วันที่ 12สิงหาคม 2558 (ผ่านไป 37 วัน) จึงทำการวัดปริมาณก๊าซรวมทั้งหมด 4 ถุงหมัก และวัดทุกๆ 3-4 วัน เบื้องต้นกำหนดจนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2558 รวม 94 วัน
2. ผลการศึกษาเบื้องต้น (วัดผ่านมา 9 ครั้ง) พบว่า วัสดุหมักหญ้าเนเปียร์เกิดการสร้างก๊าซมากที่สุด 4,380 ลิตรรองลงมาเป็น เศษผัก 3,174 ลิตร วัชพืช 2,927 ลิตรและมูลสุกรอย่างเดียว 2,676 ลิตรตามลำดับ ซึ่งให้ผลชัดเจนขึ้นและสอดคล้องกับสมมุติฐานเบื้องต้น การเกิดก๊าซมีเทนทั้ง 4 ถุงหมักมีค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกัน โดยมีค่าระหว่าง 55 – 56 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับผลที่ได้จากวิธีการที่ 1.
3. สำหรับการเกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) พบว่า เศษผักให้ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ 373.43ppm รองลงมา ได้แก่ วัชพืช 369.71 ppm หญ้าเนเปียร์244.43ppm และมูลสุกรอย่างเดียว 134.5ppm ซึ่งสอดคล้องกับวิธีการที่ 1. โดยเศษผักให้ค่าเฉลี่ยก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์สูงสุด ในขณะที่มูลสุกรอย่างเดียวเกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ต่ำสุด

กิจกรรมที่ 2. การศึกษาประสิทธิภาพการใช้หัวเตาที่มีพัดลมขนาดเล็กควบคุมการผสมของอากาศกับก๊าซชีวภาพ
วิธีศึกษา
1. ดำเนินการจัดทำชุดเพิ่มแรงดันก๊าซที่หัวเตา โดยใช้พัดลมแบบหอยโข่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้วควบคุมความเร็วรอบด้วยวงจร PWM DC Controller พร้อมด้วยวาล์วปิด-เปิดก๊าซกับอากาศวัดปริมาณการใช้ก๊าซต่อชั่วโมง ค่าพลังงานความร้อนและต้นทุนต่อการใช้ก๊าซ 1 ตารางเมตร เปรียบเทียบกับหัวเตาทั่วไปที่ระยะห่าง 20, 40, 80, 120, 160, 200 และ 400 เมตร
2. ทำการทดลองเปรียบเทียบการใช้ก๊าซชีวภาพและเวลาที่สามารถทำให้น้ำต้มเดือด (95 องศาเซลเซียส) โดยเปรียบเทียบระหว่างการปิดอากาศ และการเปิดอากาศที่ระดับ 45 เปอร์เซ็นต์ ร่วมกับการเปิดพัดลม 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ระยะห่างหัวเตากับบ่อก๊าซชีวภาพ 7 ระยะข้างต้น
ผลการศึกษา
1. หัวเตาปิดอากาศ (ปิดรู) ใช้ปริมาณก๊าซชีวภาพในการต้มน้ำให้เดือด (ความร้อน 95 องศาเซลเซียส) มากกว่าหัวเตาที่เปิดอากาศเข้า 45 เปอร์เซ็นต์ ร่วมกับการเปิดพัดลม 50 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉลี่ย 36.67 ลิตร (ทั้ง 7 ระยะ) ซึ่งหมายความว่าหากต้องการให้น้ำเดือดโดยใช้ก๊าซปริมาณน้อย ควรใช้หัวเตาที่เสริมแรงดันก๊าซด้วยพัดลมและติดตั้งวาล์วปิด-เปิดอากาศร่วมด้วย
2. ระยะห่างใกล้-ไกล (40 – 400 เมตร) ระหว่างหัวเตากับบ่อก๊าซชีวภาพ ภายใต้เงื่อนไขการเปิดอากาศ 45 เปอร์เซ็นต์ และเปิดพัดลม 50 เปอร์เซ็นต์ ใช้ปริมาณก๊าซและใช้เวลาในการต้มน้ำเดือดไม่แตกต่างกัน
3. สำหรับผลการเปรียบเทียบข้อมูลด้านต้นทุน ความคุ้มค่า และความสะดวกของผู้ใช้งาน ยังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูล

กิจกรรมที่ 3. การทดสอบการทนแรงดันของถุงหมักสำเร็จรูปที่มีความหนา 0.4 มิลลิเมตรเทียบกับแบบเดิมที่มีความหนา 0.3 มิลลิเมตร และประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ถุงหมัก
วิธีศึกษา
1. ทดสอบการทนแรงดันสูงสุดของถุงหมักก๊าซชีวภาพ โดยการอัดลมจนถุงแตกในสภาพที่ใกล้เคียงกับการทำบ่อหมักก๊าซชีวภาพกลางแจ้ง โดยนำถุงหมักLDPE ความหนา 0.4 และ 0.3 มิลลิเมตร ความยาว 2 เมตร ตากแดดทิ้งไว้ในที่โล่ง ตั้งแต่เวลา 9.00 – 13.00 น. แล้วอัดลมเพื่อทดสอบการทนแรงดันจนถุงแตก
2. ทำการทดลองในลักษณะเดียวกัน แต่เพิ่มความยาวของถุงหมัก LDPE ความหนา 0.4 และ 0.3 มิลลิเมตร จาก 2 เมตร เป็นความยาว 5 เมตร
ผลการศึกษา
1. การทดสอบความทนแรงดันสูงสุดของถุงหมัก LDPE ความหนา 0.4 และ 0.3 มิลลิเมตร ความยาว 2 เมตร พบว่า ถุงหมักความหนา 0.4 มิลลิเมตร สามารถทนแรงดันสูงสุดจนถุงแตกได้ที่แรงดัน 0.609psi ในขณะที่ถุงหมักความหนา 0.3 มิลลิเมตร สามารถทนแรงดันสูงสุดได้เพียง 0.400psi ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ที่ความยาวถุงเท่ากันคือ 2 เมตร ถุงหมัก LDPE ความหนา 0.4 มิลลิเมตร สามารถทนแรงดันสูงสุดได้มากกว่าถุงหมักความหนา 0.3 มิลลิเมตร เกือบเท่าตัว
2. เมื่อศึกษาความทนแรงดันสูงสุดของถุงหมัก PDPE ในขนาดที่ใหญ่ขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับถุงหมักในสภาพจริง จึงเพิ่มขนาดถุงทดสอบยาวขึ้นจาก 2 เมตร เป็น 5 เมตร เบื้องต้นดำเนินการทดสอบกับถุงหมักความหนา 0.3 มิลลิเมตร พบว่า สามารถทนแรงดันสูงสุดได้ที่แรงดัน 0.313 psiอย่างไรก็ตามจะต้องดำเนินการเปรียบเทียบกับความทนแรงดันสูงสุดในถุงทดสอบความหนา 0.4 มิลลิเมตรต่อไปอีกครั้ง

กิจกรรมที่ 4. การเสวนาคืนความรู้สู่ชุมชน
ดำเนินการจัดเสวนาคืนความรู้สู่ชุมชน พร้อมทั้งศึกษาความพึงพอใจจากผู้เข้าร่วมเสวนาซึ่งเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาโดยตรง ใน 2 พื้นที่ ได้แก่ ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุชน ตั้งทวีวิพัฒน์ หัวหน้าโครงการ ได้ให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับข้อดี ข้อบกพร่องของการใช้ถุง PLDE ความหนา 0.4 มิลลิเมตร ตลอดจนกระบวนการติดตั้ง ทั้งนี้ตัวแทนเกษตรกรผู้ใช้ประโยชน์พื้นที่แม่ฮ่องสอน ตอบรับการนำถุง PLDE ความหนา 0.4 มิลลิเมตร ไปใช้ประโยชน์เนื่องจากสามารถทนแรงดันของก๊าซภายในถุงหมักได้มากกว่า และเกิดความเสียหายจากการทำลายโดยสัตว์อื่นๆ ได้น้อยกว่า เช่นเดียวกับกลุ่มเกษตรกรภายใต้การส่งเสริมโดยสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรอำเภอสันป่าตองก็ได้ให้ความสนใจนำถุงPLDE ความหนา 0.4 มิลลิเมตร ไปติดตั้งด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามแม้ถุง PLDE ความหนา 0.4 มิลลิเมตร จะมีข้อดีกว่า PLDE ที่ความหนา 0.3 มิลลิเมตรหลายประการ แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องด้านความยืนหยุ่นของถุงน้อยกว่าที่ความหนา 0.3 มิลลิเมตร ทำให้การพับเพื่อขนย้ายทำได้ยากขึ้นและหากพับไม่ดีอาจเกิดรอยแตกบริเวณรอยพับได้ ทั้งนี้คณะทำงานจะต้องปรับปรุงวิธีการพับและขนย้ายให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดต่อไป

ปัญหา/อุปสรรค
-
รายชื่อผู้เข้ารับบริการ :
 
    
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2564 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี     
Designed & Developed by Ekapong.M