หมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก

หมู่บ้านหนองหม้อแตก ต.หนองงูเหลือม อ.เมือง จ.นครปฐม

หน่วยงานรับผิดชอบ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
สถานะหมู่บ้าน : อยู่รอด

เรื่องเล่าความสำเร็จ...

ปีงประมาณงบขอ|ได้รับ|ใช้|คงเหลือข้อเสนอโครงการรายงานฉบับสมบูรณ์
2559250,000|250,000|250,000|ใช้หมด2016611334501.pdf2017741648221.pdf
รายงานผลการดำเนินงาน
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 1 [IG=1643]   วันที่รายงาน  [20/6/2559]

คณะทำงาน หมู่บ้านผลิตผักปลอดสารพิษ บ้านหนองหม้อแตก (จ.นครปฐม) โดยความร่วมมือระหว่าง มจธ. (คุณวาสนา มานิช และคุณพรรณปพร กองแก้ว) และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม (รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์) ลงพื้นที่พูดคุยหารือกับกลุ่มเกษตรกร และ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 (บ้าาหนองหม้อแตก) ถึงแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559คณะทำงาน มบ.ผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ลงพื้นที่คุยวางแผนการทำงานร่วมกัน

ค่าใช้จ่าย : 5,000
จำนวนผู้รับบริการ : 4
ปัญหาอุปสรรค : เป็นช่วงฤดูแล้ง การทำแปลงผักต้องอาศัยน้ำชลประทาน
แนวทางแก้ไข : วางแผนจัดกิจกรรมอื่นๆ ก่อน อาทิ การให้ความรู้เรื่อง การวิเคราะห์ตัวอย่างดินดิน การดูแลสุขภาพ เป็นต้น
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 2 [IG=1644]   วันที่รายงาน  [20/6/2559]

โครงการให้ความรู้ด้านการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์คุณภาพดิน
และการลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร
วันศุกร์ที่ 22 เมษายน 2559
ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 บ้านหนองหม้อแตก ต.หนองงูเหลือม อ.เมือง จ.นครปฐม
*********************************************************

มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 41 คน ประกอบด้วย คณะทำงาน มจธ. 3 คน คณะทำงาน มรภ.นครปฐม 9 คน เป็นเกษตรกร 29 คน กิจกรรมเริ่มด้วยการแนะนำคณะทำงานของ มจธ. และ มรภ.นครปฐม รวมทั้งเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม จากนั้นเป็นการแจ้งถึงหัวข้อและวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้ คือ
หัวข้อที่ 1 เพื่อถ่ายทอดความรู้การจัดการดินด้านการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์คุณภาพดิน โดย นางพรรณปพร กองแก้ว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
หัวข้อที่ 2 เพื่อทราบถึงขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ดิน โดย รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
และการสาธิตวิธีการเก็บตัวอย่างดินสำหรับตรวจวัดคุณภาพดิน โดย นายวสันต์ เก้าลิ้ม (หมอดินประจำหมู่บ้านหนองหม้อแตก) และคุณบุษบา รู้น้อม นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม หน่วยพัฒนาที่ดินที่ 2 (สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 1 กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
หัวข้อที่ 3 เพื่อให้ความรู้ด้านการลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร และ
หัวข้อที่ 4 เพื่อประเมินและเฝ้าระวังสุขภาพผู้มีภาวะเสี่ยงจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดย ผศ.ดร.พิมสุภาว์ จันทนะโสตถิ์ และอาจารย์นงนุช เชาวน์ศิลป์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้ทำให้เกษตรกรและชาวบ้าน ได้เรียนรู้การใช้ประโยชน์จากผลวิเคราะห์คุณภาพดิน (ภาคผนวก ก เอกสารประกอบการอบรม เรื่อง องค์ประกอบดิน และความสำคัญของการวิเคราะห์ดิน) ทราบถึงสถานการณ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในเลือดของเกษตรกร รวมไปถึงเกษตรกรได้ทราบถึงแนวทางการดูแลสุขภาพจากสารเคมีภาคการเกษตร อาทิ การนำใบรางจืด 7 ใบ มาต้มกับน้ำ 1 ลิตร ดื่มทุกวัน
ผลการประเมินความพึงพอใจจากเกษตรกรผู้ตอบแบบประเมิน 27 คน ผลการประเมินความพึงพอใจ (ตารางที่ 1) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 44.44-62.96 โดยเกษตรกรพึงพอใจในระดับมากต่อ 4 กิจกรรมเหล่านี้ คือ 1) ขั้นตอนการให้บริการ 2) เนื้อหาที่วิทยากรสอน 3) วิทยากรถ่ายทอดความรู้ทำให้เข้าใจและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น และ 4) ช่วงเวลาของการจัดอบรมมีความเหมาะสม ทั้งนี้สังเกตว่าเกษตรกรให้สนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี
จากข้อมูลใบสมัครสำหรับผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในครั้งนี้ จำนวน 27 คน เป็นเพศชาย 10 คน เป็นเพศหญิง 17 คน อายุเฉลี่ย 53 ปี (อายุที่น้อยสุด 30 ปี และมากที่สุด คือ 72 ปี) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนประกอบอาชีพการเกษตร ระดับการศึกษาส่วนใหญ่จบประถมศึกษา (ร้อยละ 70.37 หรือ 19 คน) รองลงมาคือ มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวส. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่มีรายได้ระหว่าง 1,000-2,000 บาท (ร้อยละ 18.52 หรือ 5 คน) รองลงมา (ร้อยละ 14.81 รวมทั้งสิ้น 16 คน) มี 3 ช่วงรายได้ คือ 4,001-5,000 บาท 7,001-8,000 บาท 9,001-10,000 บาท และมากกว่า 10,000 บาท สำหรับการได้รับข้อมูลข่าวสารการจัดกิจกรรมผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่ทราบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ร้อยละ 77.78) ซึ่งในที่นี้คือผู้ใหญ่บ้าน (นายวิศาล เก้าลิ้ม) และสมาชิก อบต. (นายวสันต์ เก้าลิ้ม) รวมทั้งคณะทำงานโครงการเองด้วย ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมกว่าร้อยละ 55.56 (หรือ 15 คน) ไม่เคยเข้าร่วมอบรม
สำหรับการตรวจสารเคมีในเลือด โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ 1) ปกติ 2) ไม่ปลอดภัย 3) มีความเสียง และ 4) ไม่ปลอดภัย ซึ่งผู้เข้ารับการตรวจทั้งสิ้น 41 ราย ผลการตรวจพบว่า ร้อยละ 51.85 (หรือ 14 คน) อยู่ในระดับมีความเสี่ยง และร้อยละ 48.15 (หรือ 13 คน อยู่ในระดับไม่ปลอดภัย
นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยถึงการประกอบอาชีพ ปัญหาที่พบในพื้นที่ ดังนี้
1. เกษตรกรส่วนใหญ่ทำการเกษตรกึ่งผสมผสาน โดยจะมีการปลูกพืชมากกว่า 1 ชนิดในพื้นที่เกษตรกรรมของตนเอง โดยพืชที่เกษตรกร (ที่เข้าร่วมกิจกรรม) ปลูกมากที่สุดคือ ตะไคร้ รองลงมาคือ กระชาย อ้อย มะเขือเปราะ ผักชี นอกจากนี้ ยังมีพืชอื่นๆ เช่น ถั่วฝักยาว ผักสลัด ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง แตงกวา พริก แมงลัก โหระพา กะหล่ำ มะกรูด ถัวพู ถั่วอินคา มะม่วงหาวมะนาวโห่ ข้าว เป็นต้น และไม้ผล อาทิ กล้วย มะม่วง
2. พืชที่ปลูกส่วนใหญ่ เช่น กระชาย อ้อย ตะไคร้ ข้าวโพดอ่อน พืชผัก และมีเกษตรกรบางรายปลูกผักปลอดสารพิษ
3. ปัญหาที่พบที่สำคัญมี 2 เรื่อง คือ
- สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อากาศร้อน และแล้ง ส่งผลต่อการระบาดของโรคแมลง ทำให้ผลผลิตเสียหาย
- โรคและแมลงที่พบในการระบาด คือ โรคเน่าในกระชาย โรคใบขีดโปร่งแสงในข้าวโพด เพลี้ยแป้งในพริก และแมลงวันทองที่เจาะผลผลิตเสียหาย สำหรับปัญหากระชายเน่า พบว่าเกษตรกรพยายามใช้วิธีพลิกหน้าดินตาก เพื่อฆ่าเชื้อโรค แต่เนื่องจากใช้ท่อนพันธุ์ปลูกของเดิมซึ่งติดโรค ทำให้ไม่สามารถกำจัดโรคได้ ดังนั้น (ควรจะมีการสอนให้เกษตรกรกำจัดโรคจากท่อนพันธุ์)
- การถูกกดราคาผลผลิตของพ่อค้าคนกลาง สืบเนื่องจากไม่มีการรวมกลุ่ม ต่างคนต่างผลิต ต่างคนต่างขาย จึงขาดอำนาจในการต่อรอง
- สำหรับปัญหาเรื่อง ดิน พบว่า เกษตรกรจำนวนทั้งหมด 20 กว่าคน เคยมีการส่งตัวอย่างดินเพียงแค่ 5 คน และในอดีตพบปัญหาในเรื่องของ ดินเป็นกรด ค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นการใช้พื้นที่ที่ใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณสูง
4. จากการสอบถาม เกษตรกรส่วนใหญ่ ยังขาดความเข้าใจในการเก็บตัวอย่างดินอย่างถูกต้อง และไม่เข้าใจความสำคัญของการวิเคราะห์ดิน

ตารางที่ 1 ผลการประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรม เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2559
รายการ ระดับความพึงพอใจ
ท่านมีความพึงพอใจในคำถามต่อไปนี้ระดับใด มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
ข้อมูลวัดความพึงพอใจ
1. มีขั้นตอนการให้บริการ เช่น การแจ้งให้ทราบก่อนอบรม การประสานงานและให้ข้อมูล ทำให้ท่านได้รับความสะดวกแค่ไหน 18.52 62.96 18.52 0 0
2. วิทยากร เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใสและเป็นกันเอง 37.04 51.85 11.11 0 0
3. สถานที่อบรม อาหาร เครื่องโสตฯ เอกสารอบรมมีพร้อมในการอบรม 18.52 55.56 25.93 0 0
ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงหลักสูตร
4. ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ประกอบอาชีพ หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด 18.52 48.15 29.63 3.70 0
5. เนื้อหาที่วิทยากรสอน ท่านสามารถเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด 7.41 62.96 29.63 0 0
6. วิทยากรถ่ายทอดความรู้ ทำให้ท่านเข้าใจและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น 22.22 62.96 14.81 0 0
7. เวลาการอบรมเหมาะสมหรือไม่ 7.41 55.56 33.33 3.70 0
8. ช่วงเวลาของการจัดอบรมมีความเหมาะสม 0 62.96 33.33 3.70 0
9. ความคุ้มค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อเทียบกับเวลาและค่าใช้จ่าย 29.63 55.56 14.81 0 0
10. ความพึงพอใจต่อภาพรวมของการจัดกิจกรรม 33.33 44.44 18.52 3.70 0

 

รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ (มรภ.นครปฐม) บรรยาย เรื่อง ขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ดิน คุณบุษบา  รู้น้อม บรรยาย เรื่อง การสาธิตวิธีการเก็บตัวอย่างดินสำหรับตรวจวัดคุณภาพดิน เกษตรกรรายหนึ่งแจ้งว่าจะเข้าร่วมกิจกรรม ภายหลังจากออกรับจ้างชาวบ้านที่เข้าร่วมกิจกรรมผศ.ดร.พิมสุภาว์ จันทนะโสตถิ์ และอาจารย์นงนุช เชาวน์ศิลป์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม บรรยาย เรื่อง การประเมินและเฝ้าระวังสุขภาพผู้มีภาวะเสี่ยงจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชนายวสันต์  เก้าล้ิม เกษตรกรแกนนำท่านหนึ่ง และเป็นหมอดินหมู่บ้าน เล่าถึงแนวทางการจัดเก็บตัวอย่างดินการตรวจสารเคมีตกค้้างในเลือด โดย เจ้าหน้าที่ของคณะพยาบาล มรภ.นครปฐมการแปลผลการตรวจสารเคมีตกค้างในเลือดของกลุ่มเกษตรกรบ้านหนองหม้อแตกนางพรรณปพร  กองแก้ว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ให้ความรู้การจัดการดินด้านการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์คุณภาพดินผญ.บ้านหนองหม้อแตก รับการตรวจเลือดเพื่อประเมินสารเคมีตกค้างในเลือด

ค่าใช้จ่าย : 23,000
จำนวนผู้รับบริการ : 29
ปัญหาอุปสรรค : ชาวบ้านบางรายที่ไม่ได้ปลูกผัก ออกไปรับจ้างตัดแต่งผัก และเก็บกระชาย เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว ทำให้ไม่สะดวกเข้าร่วมกิจกรรมตลอดช่วงกิจกรรม
แนวทางแก้ไข : วิทยากรเน้นให้ความรู้ และชี้จุดที่มีความสำคัญ และก่อนสิ้นสุดกิจกรรมได้สรุปในภาพรวมของการจัดการดินและการดูแลสุขภาพ
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 3 [IG=1658]   วันที่รายงาน  [22/6/2559]

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 คณะทำงานโครงการ (มจธ. และ มรภ.นครปฐม) ได้จัดกิจกรรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การวิเคราะห์คุณภาพทางเคมีของดิน และการเลือกใช้ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการวางแผนการปรับปรุงคุณภาพดิน และการใช้ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมกับผลการวิเคราะห์ดิน ซึ่งกิจกรรมทั้งสองส่วนนี้ยังมีส่วนช่วยในการประหยัดต้นทุนทางการผลิต ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักได้เป็นอย่างดี

หัวข้อการอบรมประกอบด้วย 1) การเตรียมสารเคมีเพื่อการวิเคราะห์ 2) ความสำคัญของการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีของดิน เช่น ความเป็นกรดด่างของดิน ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน การวิเคราะห์ธาตุไนโตรเจนทั้งหมดในดิน การวิเคราะห์ธาตุโพแทสเซียม 3) การแปลผลการวิเคราะห์ดิน เพื่อการเลือกใช้ปุ๋ยเคมี และ 4) การใช้ปุ๋ยสั่งตัดตามค่าการวิเคราะห์ดิน

คณะทำงานคาดหวังให้เกิด  1) เกษตรกรและชาวบ้าน ได้เรียนรู้การใช้ประโยชน์จากผลวิเคราะห์คุณภาพดิน และ 2) เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและเพิ่มทักษะเกี่ยวกับเทคนิคการจัดการดิน 

ผลการจัดกิจกรรม เป็นดังนี้

นศ. มรภ. นครปฐม กำลังตรวจวิเคราะห์ ตัวอย่างดิน ด้วยชุด test kit

เกษตรกร พืชที่ปลูก อินทรีย์วัตถุ ปริมาณธาตุอาหาร ความเป็นกรด-ด่าง
แอมโมเนียม ไนเตรท ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม
1. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กระชาย ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูง สูง กรดปานกลาง (5.0-5.5)
2. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ถั่วลิสง ต่ำมาก ต่ำ ต่ำมาก สูง สูง ด่างอ่อน (7.5-8.0)
3. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กะเพรา ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน (6.0-6.5)
4. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ตะไคร้ ต่ำมาก ต่ำ ต่ำ สูงมาก ต่ำ ด่างอ่อน (7.5-8.0)
5. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ป.หนองโพธิ์ ต่ำมาก ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน (6.0-6.5)
6. ประชา พรอรุณีสกุล ตะไคร้ ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง (7.0)
7. ยุวดี ศรีดาวเรือง กระชาย ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง (7.0)
8. บุญเรือน ศรีดาวเรือง ตะไคร้ ต่ำ ต่ำ ต่ำ สูงมาก ต่ำ กรดปานกลาง (5.0-5.5)
9. สุนัน ศรีดาวเรือง ตะไคร้, มะเขือ ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน (6.0-6.5)
10. ตุ้งสิน แซ่ตั๊น ตะไคร้ ต่ำมาก ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง (7.0)
11. สรินทิพย์ ก้องวิวัฒน์พงศ์ ตะไคร้, กระชาย ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง (7.0)
12. วสันต์ เก้าลิ้ม สลัด, คื่นช่าย ปานกลาง ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน (6.0-6.5)
13. ชาตรี เทิดไท ตะไคร้, กระชาย ต่ำมาก ปานกลาง ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน (6.0-6.5)

ภาพรวม
- เกษตรกรนิยมปลูก ตะไคร้ กระชาย รองลงมาคือ กะเพรา มะเขือ ผักสลัด คื่นช่าย ถั่วลิสง
- ปริมาณอินทรียวัตถุ อยู่ในระดับต่ำ-ต่ำมาก (ยกเว้นแปลงคุณวสันต์ที่ปลูกพืชอินทรีย์ อยู่ในระดับปานกลาง)
- ปริมาณแอมโมเนียม อยู่ในระดับต่ำ (ยกเว้นแปลงคุณชาตรีที่ปลูกพืชอินทรีย์ อยู่ในระดับปานกลาง)
- ปริมาณไนเตรท อยู่ในระดับต่ำ-ต่ำมาก
- ปริมาณฟอสฟอรัส อยู่ในระดับสูง-สูงมาก
- ปริมาณโพแทสเซียม อยู่ในระดับต่ำ (ยกเว้นแปลงปลูกกระชายและถั่วลิสงของคุณศรีพิชัย อยู่ในระดับสูง)
 

ค่าใช้จ่าย : 18,000
จำนวนผู้รับบริการ : 15
ปัญหาอุปสรรค : เกษตรกรมีเวลาจำกัด บางรายต้องไปรับจ้างตัดแต่งผัก และทำงานในแปลงของตน
แนวทางแก้ไข : เน้นพูดคุยในสาระที่สำคัญ เป็นกลุ่มเล็ก ตามพืชที่ปลูกสำคัญ อาทิ กระชาย ตะไคร้ (ดังภาพ)
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 4 [IG=1659]   วันที่รายงาน  [22/6/2559]

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2559 คณะทำงาน มจธ. ลงพื้นที่สำรวจแปลงปลุกพืชของเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการทำแปลงทดลอง จำนวน 4 ราย เพื่อทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีโดยเกษตรกรมีส่วนร่วม PTD ผลงานพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบแปลงทดลอง ประกอบด้วย 4 แปลง คือ

1.      คุณวสันต์  เก้าลิ้มปลูกกระชายอินทรีย์ ในถุงดำ ** มีแนวคิดจะปลูกในถุงดำวางในที่ร่มและกลางแจ้ง อย่างละ 10 ถุง เก็บเกี่ยว 2 ช่วง คือ กระชายอ่อน และกระชายแก่ เก็บข้อมูล 1) การเจริญเติบโต 2) ผลผลิต และ 3) การเกิดโรค ทำการทดลอง 2 กรรมวิธี คือ 1) มูลวัวเก่า +แกลบดำ และ  2) ปุ๋ยหมัก+ แกลบดำ 

2.      คุณวิศาล  เก้าลิ้มปลูกกระชายในแปลง (** คาดว่าจะปลูกปลายนเดือนมิถุนายน ขอพื้นที่ไว้ 3 แถว**) เก็บข้อมูล 1) การเจริญเติบโต 2) ผลผลิต และ 3) การเกิดโรค วางแผนการทดลองแบบ RBCDจำนวน 4 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ คือ

1.       ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ(Control)

2.       ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ + ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ

3.       ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ + ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ + PGPR

4.       ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ+ PGPR

 

3.      คุณศรีพิชัย (ต่าย)2 พืช คือ ตะไคร้ และกระชาย(** อาจจะต้องสอนทำสมุนไพรไล่แมลง**)

ตะไคร้(**จะปลูกต้นเดือนกรกฏาคม รอต้นพันธุ์ในแปลง**) เก็บข้อมูล 1) ผลผลิต หลังปลูกประมาณ 5 เดือน (ประมาณเดือนพฤศจิกายน-ต้นธันวาคม) วางแผนการทดลองแบบ RBCDจำนวน 3 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ คือ

1.       ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ(Control)

2.       ใส่ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 50 ของที่เกษตรกรปฏิบัติ + ปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 50 ของอัตราแนะนำ)

3.       ใส่ปุ๋ยหมัก 100%

กระชายแปลงด้านติดริมคลองส่งน้ำ ดินค่อนข้างเป็นทราย ร่องกว้าง 2.5 เมตร * ยาว 15 เมตร ปลูกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 (** นัดใส่ปุ๋ยหมัก + PGPRช่วงเย็นของวันที่จะปลูกตะไคร้**) เก็บข้อมูล 1) การเจริญเติบโต 2) ผลผลิต และ 3) การเกิดโรค วางแผนการทดลองแบบ RBCDจำนวน 4 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ คือ

1.       ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ Control

2.       ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ + ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ

3.       ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ + ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ + PGPR

4.       ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ+ PGPR

ถั่วลิลงเม็ดใหญ่(**กำลังจะปลูกน่าจะทาบทามทดลองปุ๋ยไรโซเบียม**

วางแผนการทดลองแบบ RBCDจำนวน 2 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ เก็บข้อมูล 1) การเจริญเติบโต และ 2) ผลผลิต (อายุเก็บเกี่ยว 90-110 วัน)

1.       ใม่ใส่ปุ๋ยไรโซเบียม

2.       ใส่ปุ๋ยไรโซเบียม

4.       คุณนพรัตน์  ณัฐพูลวัฒน์ปลูกตะไคร้ ตอนนี้อายุประมาณ 1.5 เดือน ใส่ปุ๋ย 25-7-7 อัตรา ½ช้อนโต๊ะ/ต้น ต้นตะไคร้พึ่งตั้งตัวได้ และเริ่มแตกใบใหม่ ขนาดแปลงกว้าง 1.5 เมตร * ยาว 36 เมตร

วางแผนการทดลองแบบ RBCDจำนวน 3 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ เก็บข้อมูล 1) ผลผลิต หลังปลูกประมาณ 5 เดือน (ประมาณเดือนกันยายน-ต้นตุลาคม)

1.       ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ

2.       ใส่ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 50 ของที่เกษตรกรปฏิบัติ + ปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 50 ของอัตราแนะนำ)

3.       ใส่ปุ๋ยหมัก 100%

(** ต้องคำนวณปุ๋ยหมัก (ขอ ผญ. วิศาล มีประมาณ 30 กระสอบๆ ละ 30 กิโลกรัม) และปุ๋ยเคมีให้)

ค่าใช้จ่าย : 5,000
จำนวนผู้รับบริการ : 4
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 5 [IG=1704]   วันที่รายงาน  [30/6/2559]

รายงานการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบแปลงทดลอง - ปลูกกระชาย
มบ.ผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ปีงบประมาณ 2559
วันที่ 28 มิถุนายน 2559
*******************************

คณะทำงานโครงการได้ประสานไปยังเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการทำแปลงทดลอง พัฒนาเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วม จำนวน 2 ราย จาก 4 ราย ในการนี้เพื่อทดลองการจัดการดินและปุ๋ย (ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภัณฑ์ ปุ๋ยเคมี) ในการปลุูกกระชาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบแปลงทดลอง โดยเป็นกิจกรรมที่สืบเนื่องจากการตรวจวิเคราะห์คุณภาพดิน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่างดินมีประมาณอินทรีย์วัตถุค่อนข้างต่ำ คณะทำงานจึงเสริมด้วยการใช้ปุ๋ยหมักที่กลุ่มเกษตรกรผลิตขึ้นมาใช้เพิ่มคุณภาพดิน โดยรายละเอียดเป็น ดังนี้ 

1. คุณวิศาล เก้าลิ้ม (ผญ.วิศาล) ปลูกกระชายในแปลง ขนาด 6 * 8 เมตร หรือ 48 ตรม.เก็บข้อมูล 1) การเจริญเติบโต 2) ผลผลิต และ 3) การเกิดโรค โดยวางแผนการทดลองแบบ RBCD จำนวน 4 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ 

1. ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ (Control) คือ ปุ๋ยเคมี 21-0-0 จำนวน 200 กรัม/แปลง
2. ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ 100% + ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 3 ตัน/ไร่
(ปุ๋ยเคมี 21-0-0 จำนวน 200 กรัม/แปลง + ปุ๋ยหมัก 70 กก./แปลง)
3. ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ 50% + ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 3 ตัน/ไร่
(ปุ๋ยเคมี 21-0-0 จำนวน 100 กรัม/แปลง + ปุ๋ยหมัก 70 กก./แปลง)
4. ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 3 ตัน/ไร่ หรือ 70 กก./แปลง + PGPR
หมายเหตุ ใส่ปุ๋ยหมัก + PGPR เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 และปุ๋ยเคมี เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559

2. คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร (ต่าย) ปลูกกระชายในแปลงที่ติดริมคลองส่งน้ำ ดินค่อนข้างเป็นทราย แปลงกว้าง 2.5 เมตร * ยาว 15 เมตร หรือ 37.5 ตรม. ปลูกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 เก็บข้อมูล 1) การเจริญเติบโต 2) ผลผลิต และ 3) การเกิดโรควางแผนการทดลองแบบ RBCD จำนวน 4 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ (เช่นเดียวกับคุณวิศาล)
1. ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ Control
2. ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ 100% + ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 3 ตัน/ไร่ หรือ 90 กก./แปลง
3. ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ 50%+ ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 3 ตัน/ไร่ หรือ 90 กก./แปลง
4. ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 3 ตัน/ไร่ หรือ 90 กก./แปลง + PGPR
หมายเหตุ ใส่ปุ๋ยหมัก + PGPR เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559
 

สำหรับงานทดลองกับตะไคร้ มี จำนวน 2 ราย คาดว่าจะเริ่มปลูกต้นเดือนกรกฏาคม 2559 ซึ่งจะใช้เวลากว่า 5 เดือน ถึงจะเก็บผลผลิตได้ใส่ปุ๋ยหมัก + PGPR แปลงกระชายคุณศรีพิชัยผสมปุ๋ยหมัก+PGPR ก่อนใส่ในแปลงอธิบายการทดลองให้เกษตรกรเจ้าของแปลงเข้าใจร่วมกันแปลงกระชายคุณศรีพิชัยแปลงทดลองปลูกกระชาย คุณวิศาลไถเตรียมแปลงปลูกกระชายคุณวิศาล

ค่าใช้จ่าย : 8,000
จำนวนผู้รับบริการ : 2
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 6 [IG=1731]   วันที่รายงาน  [4/7/2559]

วันที่ 1 ก.ค. 59 คณะทำงาน ลงพื้นที่บ้านหนองหม้อแตก เพื่อดำเนินงานแปลงทดลอง 3 ส่วนคือ

1. ปลุูกกระชาย (พันธุ์ กระชายพวง) แปลงทดลองของคุณวิศาล  เก้าลิ้ม ที่ใส่ปุ๋ยหมักรองพื้น + PGPR เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 59 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ได้มีการทดลองในส่วนของระยะปลูก คือ 1) ระยะ 7 นิ้ว ตามที่เกษตรกรปฏิบัติ และ 2) ระยะปลูก 15 นิ้ว (คาดหวังว่าจะช่วยลดการเกิดโรคเน่าได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ช่วงที่เกษตรกรใส่ปุ๋ยเคมีๆ บางส่วนที่อาจจะตกลงไปในง่ามใบ มีผลทำให้ใบเน่า อีกทั้งเมื่อต้นกระชายเจริญเติบโตขึ้น ต้นจะค่อนข้างชิดกันมาก แสงแดดส่งไม่ถึง ซึ่งเป็นสภาวะที่ส่งเสริมให้เกิดการระบาดของโรคเน่ามากยิ่งขึ้น (ข้อมูลโดยคุณวิศาล  เก้าลิ้ม) 

ทั้งนี้คาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณเดือนมกราคม 2560

2. ใส่ปุ๋ยแปลงทดลองปลูกตะไคร้ ของคุณนพรัตน์  ณัฐพูลวัฒน์ จำนวน 3 การทดลอง คือ 1) ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ 2) ใส่ปุ๋ยหมัก 100% ตามอัตราแนะนำ + ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ 50% และ 3 ปุ๋ยหมัก 100% ตามอัตราแนะนำ

ทั้งนี้คาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณเดือนตุลาคม

3. ทดลองปลูกกระชายในถุงดำ (ขนาด 7*14 นิ้ว) โดยแบ่งการทดลอง เป็น 2 ส่วน คือ 1) ใส่ปุ๋ยหมัก + แกลบดำและดินปลูก อัตราส่วน 1 ต่อ 1 2) ใส่มูลวัวเก่า + แกลบดำและดินปลูก อัตราส่วน 1 ต่อ 1 ทั้งนี้มีการจัดวางถุงดำทั้งในที่ร่วมและกางแดด ด้วยสมมติฐานที่ว่า ก) กระชายเป็นโรครากเน่าโคนเน่า ดังนั้นการปลุูกในถุงดำ อาจจะมีส่วนช่วยกำจัดการระบาดของโรคได้ ข) กระชายโดยทั่วไปจะเจริญเติบโตดีในที่ร่ม อนึ่ง การทดลองนี้ เป็นการหารือร่วมกับเกษตรกรแกนนำ เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับแนวทางการปลุูกกระชายของพื้นที่

แปลงทดลองปลูกกระชาย (พันธุ์พวง) คุณวิศาล  เก้าลิ้มปลูกกระชายคุณวิศาล  เก้าลิ้มใส่ปุ๋ยหมักแปลงทดลองปลูกตะไคร้ คุณนพรัตน์  นัฐพูลวัฒน์งานทดลอง จำนวน 3 กรรมวิธี แปลงปลูกตะไคร้คุณนพรัตน์  ณัฐพูลวัฒน์ร่วมด้วยช่วยกันปลุกกระชายในถุงดำทดลองปลูกกระชายในถุงดำด้วยปุ๋ยหมัก และมูลวัวเก่ากระชายถุงดำ วางในที่ร่มกระชายในถุงดำ วางกลางแจ้ง

ค่าใช้จ่าย : 6,000
จำนวนผู้รับบริการ : 3
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 7 [IG=1875]   วันที่รายงาน  [17/8/2559]

กิจกรรมปลูกตะไคร้แปลงนายศรีพิชัย ศรีสกลุอำพร (ต่าย) วันที่ 10 สิงหาคม 2559

ร่องปลูกกว้าง 1.5 เมตร ยาว 20 เมตร วางแผนการทดลองแบบ RBCD จำนวน 3 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ (ภาพที่ 1) เก็บข้อมูล 1) ผลผลิต หลังปลูกประมาณ 5 เดือน (ปลูกสิงหาคม 2559 เก็บผลผลิตประมาณเดือนธันวาคม 2559 ถึงเดือนมกราคม 2560)
1. ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ
2. ใส่ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 50 ของที่เกษตรกรปฏิบัติ + ปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 50 ของอัตราแนะนำ)
3. ใส่ปุ๋ยหมัก 100%

หมายเหตุ กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมัก 72 กิโลกรัม และกรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยหมัก 33 กิโลกรัม

 

แปลงทอสอบปลูกตะไคร้ของคุณศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพรผสมปุ๋ยหมักก่อนนำไปใส่ในแปลงทดสอบปลูกตะไคร้คุณศรีพิชัยใส่ปุ๋ยในแปลงทดสอบปลูกตะไคร้คุณศรีพิชัยต้นพันธุ์ตะไคร้ (เกษตร-เขียว) ที่ใช้ในแปลงทดสอบของคุณศรีพิชัยร่วมกันปลูกตะไคร้ในแปลงทดสอบของคุณศรีพิชัยเมื่อปลูกตะไคร้ในแปลงทดสอบของคุณศรีพิชัย เรียบร้อยแล้วรดน้ำตาม

ค่าใช้จ่าย : 4,500
จำนวนผู้รับบริการ : 2
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 8 [IG=1876]   วันที่รายงาน  [17/8/2559]

ผู้รับผิดชอบโครงการลงพื้นที่เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงาน

แปลงทดสอบปลูกกระชาย ร่วมกับปุ๋ยหมัก และ PGPR
ปลูกกระชายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 วางแผนการทดลองแบบ RBCD จำนวน 4 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ ใส่ปุ๋ยหมัก + PGPR เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559
1. ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ Control
2. ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ 100% + ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 3 ตัน/ไร่ หรือ 90 กก./แปลง
3. ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ 50%+ ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 3 ตัน/ไร่ หรือ 90 กก./แปลง
4. ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 3 ตัน/ไร่ หรือ 90 กก./แปลง + PGPR
การลงพื้นที่ครั้งนี้ (วันที่ 10 สิงหาคม 2559) ได้ติดตามงานและเก็บข้อมูล 2 ส่วน ได้แก่
1) การเจริญเติบโต ต้นกระชายอายุ ประมาณ 1 ½ เดือน ความสูงประมาณ 7-10 นิ้ว และเริ่มแตกหน่อใหม่ 1-2 ต้น
2) การเกิดโรค พบการเกิดโรคเน่าทั้งในแปลงทดสอบและแปลงของเกษตรกรเป็นหย่อม ต้นกระชายแสดงอาการใบเหลือง และใบเหี่ยว จากนั้นจะยืนต้นตาย
ในเบื้องต้นได้ทดสอบหาเชื้อสาเหตุ เป็นเชื้อแบคทีเรีย และได้เก็บตัวอย่างพืชที่เป็นโรค เพื่อหาชนิดของเชื้อสาเหตุทางห้องปฏิบัติการต่อไป

ในการนี้ ได้ให้คำแนะนำในเบื้องต้นให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมี หรือสารชีวภัณฑ์ จากนั้นได้สอบถามกลับไปในวันที่ 16 สิงหาคม เกษตรกรเล่าว่าได้ซื้อสารเคมีมาใช้ (1 ซอง และ 1 ขวด ราคา 600 บาท ภาพที่ 3) ฉีดพ่นไปแล้วเมื่อเช้าวันที่ 11 สิงหาคม แต่ยังพบว่าโรคระบาดไปยังต้นข้างเคียงเล็กน้อย ในรัศมีไม่เกิน 1 เมตร จึงแนะนำให้ฉีดพ่นซ้ำในช่วงเย็นอีก 2 ครั้ง ห่างกัน 3 วัน

ข้อมูลเพิ่มเติม ประกอบการวิเคราะห์สาเหตุของโรคเน่าในกระชาย
1. แปลงทดสอบปลูกกระชาย (ปลูกเดือนพฤษภาคม) เดิมทีเกษตรกรปลูกอ้อย มีการใช้ปุ๋ยเคมี และสารกำจัดวัชพืชค่อนข้างมาก ส่งผลให้ดินมีความเป็นกรดจัด อย่างไรก็ตาม แปลงที่อยู่ด้านข้างเคยปลูกอ้อยเช่นกัน แต่ด้วยเกษตรกรปรับสภาพดิน และปลูกพืชชนิดอื่นมาก่อนที่จะมาปลูกกระชาย (เดือนมีนาคม) ในปีนี้ยังไม่พบการเกิดโรค
2. ท่อนพันธุ์ที่นำมาใช้อาจจะมีส่วนที่เป็นโรคติดมา สังเกตจากมีการกระจายตัวของโรคเป็นหย่อมๆ เกษตรกรได้แช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันก่อนปลูก

ต้นกระชายในแปลงคุณศรีพิชัยที่เป็นโรคเน่าคุณศรีพิชัยเล่าให้ฟังถึงปัญหาที่พบเกบตัวอย่างต้นกระชายในแปลงคุณศรีพิชัยที่เป็นโรคเน่ามาวินิจฉัยหาสาเหตุการทดสอบเบื้องต้นเพื่อหาสาเหตุโรคเน่าของกระชายแปลงคุณศรีพิชัย

สำรวจแปลงปลูกกระชายของคุณศรีพิชัย พบการระบาดของโรคเน่า

ค่าใช้จ่าย : 3,000
จำนวนผู้รับบริการ : 2
ปัญหาอุปสรรค : -เกษตรกรไม่ทราบสาเหตของโรคเน่าในกระชายที่แท้จริง ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจจัดการป้องกันกำจัดโรคได้ถูกต้อง
แนวทางแก้ไข : -ให้คำแนะนำ และสอนเทคนิคการตรวจหาสาเหตุของโรคในเบื้องต้น และให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมแสดงความเห็น
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 9 [IG=1877]   วันที่รายงาน  [17/8/2559]

แปลงทดสอบปลูกกระชายคุณวิศาล เก้าลิ้ม
แปลงทดสอบ วางแผนการทดลองเช่นเดียวกับคุณศรีพิชัย ปลูกเมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม ต้นกระชายอายุประมาณ 1 เดือน เริ่มแตกใบอ่อนได้ 3-4 ใบ สูงประมาณ 5-7 นิ้ว และยังไม่แตกหน่อข้าง
ในถุงดำ ต้นที่วางในที่ร่ม งอก (ก่อนประมาณ 7-10 วัน) และเจริญเติบโตดีกว่าที่วางไว้กลางแจ้ง
และไม่พบการเกิดโรคเน่าในแปลงทดสอบนี้กระชายอายุ 1 เดือน แปลงทดสอบคุณวิศาล  เก้าลิ้มขนาดต้นกระชายอายุ 1 เดือน ในแปลงทดสอบของคุณวิศาลการทดลองปลูกกระชายในถุงดำที่วางไว้ในที่ร่ม ของคุณวิศาลการทดลองปลูกกระชายในถุงดำที่วางกลางแจ้ง ของคุณวิศาลระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย :
จำนวนผู้รับบริการ : 2
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 10 [IG=1878]   วันที่รายงาน  [17/8/2559]

ติดตามงานแปลงทดสอบปลูกตะไคร้ของคุณนพรัตน์

เกษตรกรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 ผสมกับ 21-0-0 อัตรา 1 ต่อ 1 เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2559

ตอนนี้ต้นตะไคร้ อายุ ประมาณกว่า

แปลงทดสอบปลูกตะไคร้ อายุ 2 เดือน ของคุณนพรัตย์  ณัฐพูลวัฒน์สอบถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการทำแปลงทดสอบปลูกตะไคร้กับคุณนพรัตน์

2 เดือน เจริญเติบโตดี คาดว่าจะเก็บเกี่ยวประมาณกลางเดือนตุลาคม 2559

ค่าใช้จ่าย :
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 11 [IG=1897]   วันที่รายงาน  [7/9/2559]

สรุปรายงาน
โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ
การลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร และการหารือเพื่อจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก
วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2559 ระหว่างเวลา 10.00-12.30 น.
ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 (บ้านหนองหม้อแตก) ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
***********************
มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 42 คน ประกอบด้วย คณะทำงาน มจธ. 3 คน คณะทำงาน มรภ.นครปฐม 16 คน เป็นเกษตรกร 23 คน กิจกรรมเริ่มด้วยการแนะนำวิทยากร จากนั้นเป็นการแจ้งถึงหัวข้อและวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์และหัวข้อกิจกรรม ดังนี้
หัวข้อที่ 1 ถ่ายทอดความรู้การทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ โดย อาจารย์สุทิศา ไพบูลย์วัฒนกิจ และอาจารย์สมใจ เภาด้วง คณะวิทยาการการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลที่ได้ วิทยากรและแนะนำเล่มบัญชี และได้ลองให้เกษตรกรกรอกข้อมูลค่าใช้จ่าย ทำให้เกษตรกรได้รับความรู้ ความเข้าใจ จนสามารถกรอกข้อมูลได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ที่ประชุมเสนอให้เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน เข้าร่วมประกวดการทำบัญชี ซึ่งวิทยากรทั้งสองท่านและคณะทำงาน จะทำหน้าที่เป็นมีกรรมการตรวจเล่มบัญชี ในการจัดกิจกรรมอบรมครั้งต่อไป (ประมาณเดือนธันวาคม 2559)
หัวข้อที่ 2 ประเมินและเฝ้าระวังสุขภาพผู้มีภาวะเสี่ยงจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดย อาจารย์นงนุช เชาวน์ศิลป์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลที่ได้ ทราบถึงสถานการณ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในเลือดของผู้เข้ารับการตรวจทั้งสิ้น 40 ราย ผลการตรวจสารเคมีในเลือด แบ่งเป็น 4 ระดับ และมีผลการตรวจ ดังนี้
ระดับ 1) ปกติ จำนวน 2 คน ร้อยละ 5.00
ระดับ 2) ปลอดภัย จำนวน 7 คน ร้อยละ 17.50
ระดับ 3) มีความเสียง จำนวน 23 คน ร้อยละ 57.50
ระดับ 4) ไม่ปลอดภัย จำนวน 8 คน ร้อยละ 20.00
ทั้งนี้วิทยากรได้ให้คำแนะนำ ต่อแนวทางการดูแลสุขภาพจากสารเคมีภาคการเกษตร อาทิ การนำใบรางจืด 7 ใบ มาต้มกับน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน
หัวข้อที่ 3 การตรวจวิเคราะห์ดิน โดย รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลที่ได้ ผลวิเคราะห์คุณภาพดิน (ตารางที่ 1 และภาพที่ 1) ของพืชที่ปลูก อาทิ ตะไคร้ หอมแบ่ง กระชาย อ้อย ถั่วพู จำนวน 8 ตัวอย่าง เป็นดังนี้
- ปริมาณอินทรียวัตถุ อยู่ในระดับต่ำ-ต่ำมาก
- ปริมาณแอมโมเนียม อยู่ในระดับต่ำ ต่ำมาก และปานกลาง
- ปริมาณไนเตรท อยู่ในระดับต่ำมาก
- ปริมาณฟอสฟรัส อยู่ในระดับสูง-สูงมาก
- ปริมาณโพแทสเซียม อยู่ในระดับต่ำ
- ความเป็นกรด-ด่าง อยู่ในระดับกรดอ่อน กลาง ด่างอ่อน และด่างปานกลาง

ตารางที่ 1 ผลวิเคราะห์ตัวอย่างดินของเกษตรกรบ้านหนองหม้อแตก วันที่ 1 กันยายน 2559
เกษตรกร พืช อินทรีย์
วัตถุ ปริมาณ
แอมโมเนียม ปริมาณ
ไนเตรท ปริมาณ
ฟอสฟรัส ปริมาณ
โพแทสเซียม ความเป็น
กรด-ด่าง
1. สรินทิพย์ ก้องวิวัฒน์พงศ์ ตะไคร้ ต่ำ ต่ำมาก ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างปานกลาง
2. นพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ ตะไคร้ ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างปานกลาง
3. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ตะไคร้ ต่ำมาก ปานกลาง ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างปานกลาง
4. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร หอมแบ่ง ต่ำมาก ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างปานกลาง
5. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กระชาย ต่ำ ปานกลาง ต่ำมาก สูง ต่ำ กรดอ่อน
6. มาลัย ส่องแสงกาญจนา อ้อย ต่ำ ปานกลาง ต่ำมาก สูง ต่ำ ด่างอ่อน
7. ยุพิน จันทร์เทวี ถั่วพู ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างอ่อน
8. วิศาล เก้าลิ้ม มะม่วงหาว ต่ำ ต่ำมาก ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง

หัวข้อที่ 4 ประชุมหารือถึงแนวทางการจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก โดย นางวาสนา มานิช และนางสาวพรพิมล สมัครสมาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผลที่ได้ คณะทำงานได้หารือที่ประชุมถึงแนวทางการฟื้นฟูการผลิตปุ๋ยหมักที่กลุ่มเกษตรกรเคยทำผ่านมา บางรายที่เคยใช้ปุ๋ยหมักที่กลุ่มผลิต เล่าว่า

“ใช้ได้ดี และอยากใช้อีก อยากให้ผู้ใหญ่ทำอีก และขายในราคาถูกให้กับสมาชิก”
ในหมู่บ้านมีทั้งขี้หมู ขี้แพะ เศษพืชก็เยอะ”

นอกจากนี้ ผญ.วิศาล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนที่ทำไร่อ้อยเคยเอามูลแพะไปใส่ พบว่าหนูไม่มารบกวน คาดว่าน่าจะเป็นเพราะกลิ่นของมูลแพะ น่าจะมาลองใช้กับแปลงตะไคร้ของบ้านเราได้ เพราะทุกวันนี้หนูเริ่มระบาดและทำความเสียหายมากขึ้น
ทั้งนี้ คณะทำงานได้นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการกลุ่มปุ๋ยหมักบ้านดอนขุนวิเศษ เป็นตัวอย่างให้กับที่ประชุม (ภาคผนวก ก) โดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน อาทิ
1. การลงหุ้น จำนวน 5 หุ้น ต่อคน หุ้น ละ 100 บาท
2. การคำนวณราคาขาย ให้คิดต้นทุนของกลุ่มอีกครั้ง
3. การทำงาน ควรเป็นลักษณะการจ้างงาน คิดเป็น 40 บาท ต่อ ชั่วโมง
4. กองปุ๋ยหมักตั้งอยู่ที่บ้าน ผญ. วิศาล และ ผญ. ช่วยดูแลกระบวนการผลิต
5. การจ่ายเงินค่าแรง ผญ. จะเป็นคนให้ใบเสร็จที่มีตราประทับพร้อมลายเซ็นให้กับคนงาน เพื่อนำไปขึ้นเงินกับเหรัญญิกกลุ่มต่อไป
6. การจัดหาเศษพืช เป็นการให้คนงานนำรถไปขนจากแปลงหลังเก็บเกี่ยวของเกษตรกร (ต้นตะไคร้ เศษกระถินที่แพะไม่กิน ผักตบชวา) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ยกเว้น ค่าน้ำมันรถขนส่ง
7. มูลสัตว์ อาทิ มูลแพะ คิดในราคา 2 บาท ต่อ กิโลกรัม
8. ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ควรติดมิเตอร์ และจ่ายตามจริง
กลุ่มเกษตรกรได้เสนอให้ตั้งเป็น “กลุ่มปุ๋ยหนองหม้อแตก รวมใจพัฒนา” คณะกรรมการ ประกอบด้วย
1. นายวิศาล เก้าลิ้ม ประธาน
2. นายประสาร ธีรพิมาน รองประธาน
3. นางสุนัน ศรีดาวเรือง เลขานุการกลุ่ม คนที่ 1
4. นางสมจิตร ลิมป์นิธิธนากุล เลขานุการกลุ่ม คนที่ 2
5. นางสาวอรุณี อำนวยทรัพย์ เหรัญญิก คนที่ 1
6. นางสุมิตรา คล้ายเมือง เหรัญญิก คนที่ 2
7. นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กรรมการ
8. นางสาวนพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ กรรมการ
9. นางวิภา บุษราคัมกุล กรรมการ
10. นายยุทธ ดีพุ่ม กรรมการ
11. นางสุชาดา ธีรพิมาน กรรมการ
ที่ประชุมเสนอให้มีการประชุมเพื่อลงหุ้น ในวันที่ 9 กันยายน 2559 ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ระหว่างเวลา 10.00 – 12.00 น.

ผลการประเมินความพึงพอใจจากเกษตรกรผู้ตอบแบบประเมิน 22 คน ผลการประเมินความพึงพอใจ (ตารางที่ 2) กิจกรรมที่ผู้เข้าร่สวกิจกรรมพึงพอใจในระดับมากที่สุด ได้แก่ วิทยากร เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความยิ้มแย้ม (ร้อยละ 81.82) รองลงมาคือ สถานที่อบรม อาหาร (ร้อยละ 54.55) ขั้นตอนการให้บริการ รวมทั้งเนื้อหาที่วิทยากรสอน (ร้อยละ 45.45)
สำหรับความพึงพอใจในระดับมาก คือ เวลาการอบรม (ร้อยละ 68.18) รองลงมาคือ วิทยากรถ่ายทอดความรู้ ทำให้ท่านเข้าใจ และความคุ้มค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับ(ร้อยละ 59.09) ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ (ร้อยละ 54.55) ช่วงเวลาของการจัดอบรม (ร้อยละ 50) ขั้นตอนการให้บริการ (ร้อยละ 45.45) ทั้งนี้เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อภาพรวม ระดับมากที่สุด (ร้อยละ 50) อีกทั้งสังเกตว่าเกษตรกรให้สนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี
ตารางที่ 2 ผลการประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรม เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2559
รายการ ระดับความพึงพอใจ
ท่านมีความพึงพอใจในคำถามต่อไปนี้ระดับใด มากที่สุด มาก ปานกลาง
ข้อมูลวัดความพึงพอใจ
1. มีขั้นตอนการให้บริการ เช่น การแจ้งให้ทราบก่อนอบรม การประสานงานและให้ข้อมูล ทำให้ท่านได้รับความสะดวกแค่ไหน 45.45 45.45 9.10
2. วิทยากร เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใสและเป็นกันเอง 81.82 18.18
3. สถานที่อบรม อาหาร เครื่องโสตฯ เอกสารอบรมมีพร้อมในการอบรม 54.55 31.81 13.64
ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงหลักสูตร
4. ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ประกอบอาชีพ หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด 40.91 54.55 4.54
5. เนื้อหาที่วิทยากรสอน ท่านสามารถเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด 45.45 40.91 13.64
6. วิทยากรถ่ายทอดความรู้ ทำให้ท่านเข้าใจและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น 40.91 59.09
7. เวลาการอบรมเหมาะสมหรือไม่ 22.72 68.18 9.10
8. ช่วงเวลาของการจัดอบรมมีความเหมาะสม 36.36 50.00 13.64
9. ความคุ้มค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อเทียบกับเวลาและค่าใช้จ่าย 36.36 59.09 4.55
10. ความพึงพอใจต่อภาพรวมของการจัดกิจกรรม 50 40.91 9.09

หารือการจัดตั้งกลุ่มปุ๋ยหนองหม้อแตกอบรมบัญชีโดยวิทยากรจาก มรภ.นครปฐมให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ โดยวิทยากร จาก มรภ.นครปฐมชุดตรวจสอบสารเคมีทางการเกษตรที่ตกค้างในเลือดกลุ่ม นศ. มรภ.นครปฐม ที่กำลังตรวจวิเคราะห์คุณภาพดินให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรม

ค่าใช้จ่าย : 20,000
จำนวนผู้รับบริการ : 40
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 12 [IG=1898]   วันที่รายงาน  [7/9/2559]

คณะทำงานได้ลงพื้นที่ ติดตามงานในแปลงทดสอบของเกษตรกร กรณี ปลุกตะไคร้ และกระชาย ของคุณศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพร

แปลงตะไคร้ พืชเจริญเติบโตดี

แปลงกระชาย พบการระบาดของโรคเน่า จากเชื้อแบคทีเรีย ในเบื้องต้นได้แนะนำให้ขุดต้นที่เป็นโรคออก แล้วนำไปทำลายนอกแปลง จากนั้น โรยด้วยปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อ รวมทั้งแนะนำให้ใช้สารปฏิชีวนะฉีดพ่น เนื่องจากช่วงนี้ฝนตกค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ คณะทำงาน ได้ประสานไปยังกองอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร เพื่อลงพื้นที่สำรวจการระบาดของโรคเน่าในกระชาย เนื่องจากช่วงนี้ พบการระบาดอย่างรุนแรง ในหลายแปลง ติดตามงานแปลงทดลองปลูกตะไคร้ของคุณศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพรแปลงปลูกตะไคร้ของคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร อายุ 3 สัปดาห์ เริ่มตั้งตัวได้สำรวจการระบาดของโรคเน่าในกระชาย ของคุณศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพรการระบาดของโรคเน่าในกระชาย (ศก. ประมาณ 1 เมตร) แปลงคุณศรีพิชัย

ค่าใช้จ่าย : 3,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 13 [IG=1933]   วันที่รายงาน  [21/9/2559]

รายงานความก้วหน้าครั้งที่ 1
หมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก
****************
1. รายละเอียดโครงการ
1.1 หัวหน้าโครงการ นางวาสนา มานิช
ตำแหน่ง นักวิจัย
สถานที่ติดต่อ ศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม สำนักงานอธิการบดี ชั้น 7
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
เลขที่ 126 ถนนประชาอุทิศ แขวงบางมด เขตทุ่งครุ 10140
โทรศัพท์ มือถือ 089-2038652 ที่ทำงาน 02-4709709
โทรสาร 02-4709680
อีเมล์ wasana.man@kmutt.ac.th
1.2 ผู้ร่วมโครงการ
1.2.1 ผู้ร่วมโครงการคนที่ 1 รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานัต์
ตำแหน่ง รองศาสตราจารย์
สถานที่ติดต่อ สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ถนนมาลัยแมน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000
โทรศัพท์ มือถือ 081-9877946 ที่ทำงาน 034-261065 ต่อ 756
อีเมล์ pongnart@yahoo.com
1.2.2 ผู้ร่วมโครงการ คนที่ 2 นางพรรปพร กองแก้ว
ตำแหน่ง นักวิจัยชำนาญการ
สถานที่ติดต่อ ศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม สำนักงานอธิการบดี ชั้น 7
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
126 ถนนประชาอุทิศ แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
โทรศัพท์ มือถือ 091-0828373 ที่ทำงาน 02-4708682
อีเมล์ anusoil20@gmail.com
1.3 แกนนำชุมชน นายวิศาล เก้าลิ้ม
ตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 (บ้านหนองหม้อแตก)
สถานที่ติดต่อ 83 หมู่ 4 ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000
โทรศัพท์มือถือ 089-2547353
1.4 เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น นางวสันต์ เก้าลิ้ม
ตำแหน่ง สมาชิก อบต. หนองงูเหลือม
สถานที่ติดต่อ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000
โทรศัพท์มือถือ 085-3808592


ได้รับอนุมัติงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559
งบประมาณที่ได้รับ 250,000 บาท ระยะเวลาทำการวิจัย 1 ปี
เริ่มทำการวิจัยเมื่อ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2559 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2560
การรายงานผลครั้งที่ 1 เดือนมีนาคม ถึงเดือนกันยายน 2559

2. รายละเอียดเกี่ยวกับผลงานความก้าวหน้าของการวิจัย
2.1 วัตถุประสงค์ของแผนงานวิจัย/โครงการวิจัย (โดยสรุป)
2.1.1 เพื่อให้ความรู้และคำปรึกษาในการทำธุรกิจของกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก
2.1.2 เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการจัดการดินและปุ๋ยต่อการผลิตพืชผักปลอดสาร
2.1.3 เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานในการผลิตพืชผักปลอดสาร
2.1.4 เพื่อให้คำปรึกษาและวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตพืชผักปลอดสาร
2.1.5 เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ผลิตปุ๋ยหมักและผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ
พื้นที่ดำเนินการ หมู่ที่ 4 บ้านหนองหม้อแตก ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
2.2 แสดงตารางเปรียบเทียบผลการดำเนินงานตามแผนการดำเนินงานวิจัยที่ได้เสนอไว้กับงานวิจัยที่ได้ดำเนินการจริงตลอดโครงการ (แสดงดังตารางที่ 1)
ตารางที่ 1 ผลการดำเนินงานตามแผนการดำเนินงาน ระหว่างเดือนมีนาคม (เดือนแรกที่ได้รับงบประมาณ) ถึง เดือนกันยายน (เดือนที่ 7 หลังได้รับงบประมาณ) ปี พ.ศ. 2559
กิจกรรมตามเสนอโครงการ ตค. พย. ธค. มค. กพ. มีค. เมย.
กิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงหลังได้รับงบประมาณ มีค. เมย. พค. มิย. กค. สค. กย.
1. ประชุมเพื่อทำความเข้าในการดำเนินงานโครงการ และรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ


2. อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี 5 เรื่อง ได้แก่ 1) ต่อยอดธุรกิจกลุ่มปุ๋ยฯ 2) ดินและปุ๋ย 3) ศัตรูพืช และ 4) บัญชีต้นทุน


ดิน

ดิน




บัญชี +
กลุ่มปุ๋ย
3. สำรวจข้อมูลภูมิปัญญา/สมุนไพร และเก็บข้อมูลแปลงทดสอบเทคโนโลยี


สำรวจ
ข้อมูล+แปลง 
กระชาย 
ตะไคร้
4. ติดตามประเมินผลโครงการ




5. รายงานความก้าวหน้า

หมายเหตุ แผนงาน และ งานที่ปฏิบัติได้จริง

2.3 รายละเอียดของผลการดำเนินงาน พร้อมสรุปและวิเคราะห์ผลที่ได้ดำเนินการไปแล้ว (ตารางที่ 2)
ตารางที่ 2 กิจกรรมโครงการหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก
กิจกรรม วัน/เดือน/ปี 2559 สถานที่
1. ประชุมทำความเข้าในการดำเนินงานโครงการ 21 มีนาคม ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ม.4
2. อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี ครั้งที่ 1 เรื่อง การใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์คุณภาพดิน และการลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร 22 เมษายน ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ม.4
3. อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี ครั้งที่ 2 เรื่อง การวิเคราะห์คุณภาพดินและการเลือกใช้ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสม 26 พฤษภาคม ที่ทำการกลุ่มแม่บ้าน ม.4
4. สำรวจแปลงของเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 14 มิถุนายน บ้านหนองหม้อแตก
5. ใส่ปุ๋ยหมัก+PGPR ในแปลงทดสอบเทคโนโลยี แปลงที่ 1 และ 2 28 มิถุนายน แปลงปลูกกระชาย
1. คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
2. คุณวิศาล เก้าลิ้ม
6. ใส่ปุ๋ยหมักในแปลงทดสอบเทคโนโลยี แปลงที่ 3 และปลูกทดสอบกระชายในถุงดำ 1 กรกฏาคม แปลงตะไคร้
3. คุณนพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์
7. ปลูกตะไคร้ในแปลงทดสอบเทคโนโลยี แปลงที่ 4 10 สิงหาคม แปลงตะไคร้
4. คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
8. ปลูกถั่วลิสงในแปลงทดสอบเทคโนโลยี แปลงที่ 5 26 สิงหาคม แปลงถั่วลิสง
5. คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
9. อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี ครั้งที่ 3 เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพการลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร และการหารือเพื่อจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก 1 กันยายน ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ม.4

3. ผลการดำเนินงาน
เมื่อพิจารณารายละเอียดของกิจกรรม แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ 1) กิจกรรมการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี และ 2) กิจกรรมลงพื้นที่ทำแปลงทดสอบเทคโนโลยี และติดตามผล
รายละเอียดเป็นดังนี้
ส่วนที่ 1 กิจกรรมการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี
1. อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี ครั้งที่ 1 เรื่อง การใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์คุณภาพดิน และการลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร เมื่อวันศุกร์ที่ 22 เมษายน 2559 ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 บ้านหนองหม้อแตก ต.หนองงูเหลือม อ.เมือง จ.นครปฐม (ภาพที่ 1)
มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 41 คน ประกอบด้วย คณะทำงาน มจธ. 3 คน คณะทำงาน มรภ.นครปฐม 9 คน เป็นเกษตรกร 29 คน กิจกรรมเริ่มด้วยการแนะนำคณะทำงานของ มจธ. และ มรภ.นครปฐม รวมทั้งเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม จากนั้นเป็นการแจ้งถึงหัวข้อและวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้ คือ
หัวข้อที่ 1 เพื่อถ่ายทอดความรู้การจัดการดินด้านการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์คุณภาพดิน โดย นางพรรณปพร กองแก้ว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
หัวข้อที่ 2 เพื่อทราบถึงขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ดิน โดย รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
และการสาธิตวิธีการเก็บตัวอย่างดินสำหรับตรวจวัดคุณภาพดิน โดย นายวสันต์ เก้าลิ้ม (หมอดินประจำหมู่บ้านหนองหม้อแตก) และคุณบุษบา รู้น้อม นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม หน่วยพัฒนาที่ดินที่ 2 (สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 1 กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
หัวข้อที่ 3 เพื่อให้ความรู้ด้านการลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร และ
หัวข้อที่ 4 เพื่อประเมินและเฝ้าระวังสุขภาพผู้มีภาวะเสี่ยงจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดย ผศ.ดร.พิมสุภาว์ จันทนะโสตถิ์ และอาจารย์นงนุช เชาวน์ศิลป์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้ทำให้เกษตรกรและชาวบ้าน ได้เรียนรู้การใช้ประโยชน์จากผลวิเคราะห์คุณภาพดิน ทราบถึงสถานการณ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในเลือดของเกษตรกร รวมไปถึงเกษตรกรได้ทราบถึงแนวทางการดูแลสุขภาพจากสารเคมีภาคการเกษตร อาทิ การนำใบรางจืด 7 ใบ มาต้มกับน้ำ 1 ลิตร ดื่มทุกวัน
ผลการประเมินความพึงพอใจจากเกษตรกรผู้ตอบแบบประเมิน 27 คน ผลการประเมินความพึงพอใจ (ตารางที่ 3) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 44.44-62.96 โดยเกษตรกรพึงพอใจในระดับมากต่อ 4 กิจกรรมเหล่านี้ คือ 1) ขั้นตอนการให้บริการ 2) เนื้อหาที่วิทยากรสอน 3) วิทยากรถ่ายทอดความรู้ทำให้เข้าใจและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น และ 4) ช่วงเวลาของการจัดอบรมมีความเหมาะสม ทั้งนี้สังเกตว่าเกษตรกรให้สนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี
จากข้อมูลใบสมัครสำหรับผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในครั้งนี้ จำนวน 27 คน เป็นเพศชาย 10 คน เป็นเพศหญิง 17 คน อายุเฉลี่ย 53 ปี (อายุที่น้อยสุด 30 ปี และมากที่สุด คือ 72 ปี) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนประกอบอาชีพการเกษตร ระดับการศึกษาส่วนใหญ่จบประถมศึกษา (ร้อยละ 70.37 หรือ 19 คน) รองลงมาคือ มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวส. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่มีรายได้ระหว่าง 1,000-2,000 บาท (ร้อยละ 18.52 หรือ 5 คน) รองลงมา (ร้อยละ 14.81 รวมทั้งสิ้น 16 คน) มี 3 ช่วงรายได้ คือ 4,001-5,000 บาท 7,001-8,000 บาท 9,001-10,000 บาท และมากกว่า 10,000 บาท สำหรับการได้รับข้อมูลข่าวสารการจัดกิจกรรมผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่ทราบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ร้อยละ 77.78) ซึ่งในที่นี้คือ ผู้ใหญ่บ้าน (นายวิศาล เก้าลิ้ม) และสมาชิก อบต. (นายวสันต์ เก้าลิ้ม) รวมทั้งคณะทำงานโครงการเองด้วย ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมกว่าร้อยละ 55.56 (หรือ 15 คน) ไม่เคยเข้าร่วมอบรม
สำหรับการตรวจสารเคมีในเลือด โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ 1) ปกติ 2) ไม่ปลอดภัย 3) มีความเสียง และ 4) ไม่ปลอดภัย ซึ่งผู้เข้ารับการตรวจทั้งสิ้น 41 ราย ผลการตรวจพบว่า ร้อยละ 51.85 (หรือ 14 คน) อยู่ในระดับมีความเสี่ยง และร้อยละ 48.15 (หรือ 13 คน อยู่ในระดับไม่ปลอดภัย
นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยถึงการประกอบอาชีพ ปัญหาที่พบในพื้นที่ ดังนี้
1. เกษตรกรส่วนใหญ่ทำการเกษตรกึ่งผสมผสาน โดยจะมีการปลูกพืชมากกว่า 1 ชนิดในพื้นที่เกษตรกรรมของตนเอง โดยพืชที่เกษตรกร (ที่เข้าร่วมกิจกรรม) ปลูกมากที่สุดคือ ตะไคร้ รองลงมาคือ กระชาย อ้อย มะเขือเปราะ ผักชี นอกจากนี้ ยังมีพืชอื่นๆ เช่น ถั่วฝักยาว ผักสลัด ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง แตงกวา พริก แมงลัก โหระพา กะหล่ำ มะกรูด ถัวพู ถั่วอินคา มะม่วงหาวมะนาวโห่ ข้าว เป็นต้น และไม้ผล อาทิ กล้วย มะม่วง
2. พืชที่ปลูกส่วนใหญ่ เช่น กระชาย อ้อย ตะไคร้ ข้าวโพดอ่อน พืชผัก และมีเกษตรกรบางรายปลูกผักปลอดสารพิษ
3. ปัญหาที่พบที่สำคัญมี 2 เรื่อง คือ
- สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อากาศร้อน และแล้ง ส่งผลต่อการระบาดของโรคแมลง ทำให้ผลผลิตเสียหาย
- โรคและแมลงที่พบในการระบาด คือ โรคเน่าในกระชาย โรคใบขีดโปร่งแสงในข้าวโพด เพลี้ยแป้งในพริก และแมลงวันทองที่เจาะผลผลิตเสียหาย สำหรับปัญหากระชายเน่า พบว่าเกษตรกรพยายามใช้วิธีพลิกหน้าดินตาก เพื่อฆ่าเชื้อโรค แต่เนื่องจากใช้ท่อนพันธุ์ปลูกของเดิมซึ่งติดโรค ทำให้ไม่สามารถกำจัดโรคได้ ดังนั้น (ควรจะมีการสอนให้เกษตรกรกำจัดโรคจากท่อนพันธุ์)
- การถูกกดราคาผลผลิตของพ่อค้าคนกลาง สืบเนื่องจากไม่มีการรวมกลุ่ม ต่างคนต่างผลิต ต่างคนต่างขาย จึงขาดอำนาจในการต่อรอง
- สำหรับปัญหาเรื่อง ดิน พบว่า เกษตรกรจำนวนทั้งหมด 20 กว่าคน เคยมีการส่งตัวอย่างดินเพียงแค่ 5 คน และในอดีตพบปัญหาในเรื่องของ ดินเป็นกรด ค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นการใช้พื้นที่ที่ใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณสูง
4. จากการสอบถาม เกษตรกรส่วนใหญ่ ยังขาดความเข้าใจในการเก็บตัวอย่างดินอย่างถูกต้อง และไม่เข้าใจความสำคัญของการวิเคราะห์ดิน


ตารางที่ 3 ผลการประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรม อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี ครั้งที่ 1 เรื่อง การใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์คุณภาพดิน และการลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2559
รายการ ระดับความพึงพอใจ
ท่านมีความพึงพอใจในคำถามต่อไปนี้ระดับใด มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
ข้อมูลวัดความพึงพอใจ
1. มีขั้นตอนการให้บริการ เช่น การแจ้งให้ทราบก่อนอบรม การประสานงานและให้ข้อมูล ทำให้ท่านได้รับความสะดวกแค่ไหน 18.52 62.96 18.52 0 0
2. วิทยากร เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใสและเป็นกันเอง 37.04 51.85 11.11 0 0
3. สถานที่อบรม อาหาร เครื่องโสตฯ เอกสารอบรมมีพร้อมในการอบรม 18.52 55.56 25.93 0 0
ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงหลักสูตร
4. ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ประกอบอาชีพ หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด 18.52 48.15 29.63 3.70 0
5. เนื้อหาที่วิทยากรสอน ท่านสามารถเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด 7.41 62.96 29.63 0 0
6. วิทยากรถ่ายทอดความรู้ ทำให้ท่านเข้าใจและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น 22.22 62.96 14.81 0 0
7. เวลาการอบรมเหมาะสมหรือไม่ 7.41 55.56 33.33 3.70 0
8. ช่วงเวลาของการจัดอบรมมีความเหมาะสม 0 62.96 33.33 3.70 0
9. ความคุ้มค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อเทียบกับเวลาและค่าใช้จ่าย 29.63 55.56 14.81 0 0
10. ความพึงพอใจต่อภาพรวมของการจัดกิจกรรม 33.33 44.44 18.52 3.70 0

2. อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี ครั้งที่ 2 เรื่อง การวิเคราะห์คุณภาพดินและการเลือกใช้ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสม เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 ณ ที่ทำการกลุ่มแม่บ้าน ม.4 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 27 คน เป็นเกษตรกร 11 คน จากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม 12 คน นักวิชาการเกษตรชำนาญการ (สถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม หน่วยพัฒนาที่ดินที่ 2) 1 คน และคณะทำงานจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 3 คน (ภาพที่ 2) ในการนี้ ได้มีเกษตรกรนำตัวอย่างดินมาตรวจวิเคราะห์ จำนวน 13 ตัวอย่าง (แสดงผลดังตารางที่ 4) ผลในภาพรวม เป็นดังนี้
• เกษตรกรนิยมปลูก ตะไคร้ กระชาย รองลงมาคือ กะเพรา มะเขือ ผักสลัด คื่นช่าย ถั่วลิสง
• ปริมาณอินทรียวัตถุ อยู่ในระดับต่ำ-ต่ำมาก (ยกเว้นแปลงคุณวสันต์ที่ปลูกพืชอินทรีย์ อยู่ในระดับปานกลาง)
• ปริมาณแอมโมเนียม อยู่ในระดับต่ำ (ยกเว้นแปลงคุณชาตรีที่ปลูกพืชอินทรีย์ อยู่ในระดับปานกลาง)
• ปริมาณไนเตรท อยู่ในระดับต่ำ-ต่ำมาก
• ปริมาณฟอสฟอรัส อยู่ในระดับสูง-สูงมาก
• ปริมาณโพแทสเซียม อยู่ในระดับต่ำ (ยกเว้นแปลงปลูกกระชายและถั่วลิสงของคุณศรีพิชัย อยู่ในระดับสูง)
ตารางที่ 4 สรุปผลการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีตัวอย่างดินบ้านหนองหม้อแตก
เกษตรกร พืชที่ปลูก อินทรีย์วัตถุ ปริมาณธาตุอาหาร ความเป็น
กรด-ด่าง
แอมโมเนียม ไนเตรท ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม
1. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กระชาย ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูง สูง กรดปานกลาง
(5.0-5.5)
2. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ถั่วลิสง ต่ำมาก ต่ำ ต่ำมาก สูง สูง ด่างอ่อน
(7.5-8.0)
3. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กะเพรา ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน
(6.0-6.5)
4. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ตะไคร้ ต่ำมาก ต่ำ ต่ำ สูงมาก ต่ำ ด่างอ่อน
(7.5-8.0)
5. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กระชาย
บ.หนองโพธิ์ ต่ำมาก ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน
(6.0-6.5)
6. ประชา พรอรุณีสกุล ตะไคร้ ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง
(7.0)
7. ยุวดี ศรีดาวเรือง กระชาย ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง
(7.0)
8. บุญเรือน ศรีดาวเรือง ตะไคร้ ต่ำ ต่ำ ต่ำ สูงมาก ต่ำ กรดปานกลาง
(5.0-5.5)
9. สุนัน ศรีดาวเรือง ตะไคร้,
มะเขือ ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน
(6.0-6.5)
10. ตุ้งสิน แซ่ตั๊น ตะไคร้ ต่ำมาก ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง
(7.0)
11. สรินทิพย์ ก้องวิวัฒน์พงศ์ ตะไคร้,
กระชาย ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง
(7.0)
12. วสันต์ เก้าลิ้ม สลัด,
คื่นช่าย ปานกลาง ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน
(6.0-6.5)
13. ชาตรี เทิดไท ตะไคร้, กระชาย ต่ำมาก ปานกลาง ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน
(6.0-6.5)



3. อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี ครั้งที่ 3 เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ การลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร และการหารือเพื่อจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2559 ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 (บ้านหนองหม้อแตก) ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 42 คน ประกอบด้วย คณะทำงาน มจธ. 3 คน คณะทำงาน มรภ.นครปฐม 16 คน เป็นเกษตรกร 23 คน (ภาพที่ 3) กิจกรรมเริ่มด้วยการแนะนำวิทยากร จากนั้นเป็นการแจ้งถึงหัวข้อและวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์และหัวข้อกิจกรรม ดังนี้
หัวข้อที่ 1 ถ่ายทอดความรู้การทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ โดย อาจารย์สุทิศา ไพบูลย์วัฒนกิจ และอาจารย์สมใจ เภาด้วง คณะวิทยาการการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลที่ได้ วิทยากรและแนะนำเล่มบัญชี และได้ลองให้เกษตรกรกรอกข้อมูลค่าใช้จ่าย ทำให้เกษตรกรได้รับความรู้ ความเข้าใจ จนสามารถกรอกข้อมูลได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ที่ประชุมเสนอให้เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน เข้าร่วมประกวดการทำบัญชี ซึ่งวิทยากรทั้งสองท่านและคณะทำงาน จะทำหน้าที่เป็นมีกรรมการตรวจเล่มบัญชี ในการจัดกิจกรรมอบรมครั้งต่อไป (ประมาณเดือนธันวาคม 2559)
หัวข้อที่ 2 ประเมินและเฝ้าระวังสุขภาพผู้มีภาวะเสี่ยงจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดย อาจารย์นงนุช เชาวน์ศิลป์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลที่ได้ ทราบถึงสถานการณ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในเลือดของผู้เข้ารับการตรวจทั้งสิ้น 40 ราย ผลการตรวจสารเคมีในเลือด แบ่งเป็น 4 ระดับ และมีผลการตรวจ ดังนี้
ระดับ 1) ปกติ จำนวน 2 คน ร้อยละ 5.00
ระดับ 2) ปลอดภัย จำนวน 7 คน ร้อยละ 17.50
ระดับ 3) มีความเสียง จำนวน 23 คน ร้อยละ 57.50
ระดับ 4) ไม่ปลอดภัย จำนวน 8 คน ร้อยละ 20.00
ทั้งนี้วิทยากรได้ให้คำแนะนำ ต่อแนวทางการดูแลสุขภาพจากสารเคมีภาคการเกษตร อาทิ การนำใบรางจืด 7 ใบ มาต้มกับน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน
หัวข้อที่ 3 การตรวจวิเคราะห์ดิน โดย รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลที่ได้ ผลวิเคราะห์คุณภาพดิน (ตารางที่ 5) ของพืชที่ปลูก อาทิ ตะไคร้ หอมแบ่ง กระชาย อ้อย ถั่วพู จำนวน 8 ตัวอย่าง เป็นดังนี้
- ปริมาณอินทรียวัตถุ อยู่ในระดับต่ำ-ต่ำมาก
- ปริมาณแอมโมเนียม อยู่ในระดับต่ำ ต่ำมาก และปานกลาง
- ปริมาณไนเตรท อยู่ในระดับต่ำมาก
- ปริมาณฟอสฟรัส อยู่ในระดับสูง-สูงมาก
- ปริมาณโพแทสเซียม อยู่ในระดับต่ำ
- ความเป็นกรด-ด่าง อยู่ในระดับกรดอ่อน กลาง ด่างอ่อน และด่างปานกลาง


ตารางที่ 5 ผลวิเคราะห์ตัวอย่างดินของเกษตรกรบ้านหนองหม้อแตก วันที่ 1 กันยายน 2559
เกษตรกร พืช อินทรีย์
วัตถุ ปริมาณ
แอมโมเนียม ปริมาณ
ไนเตรท ปริมาณ
ฟอสฟรัส ปริมาณ
โพแทสเซียม ความเป็น
กรด-ด่าง
1. สรินทิพย์ ก้องวิวัฒน์พงศ์ ตะไคร้ ต่ำ ต่ำมาก ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างปานกลาง
2. นพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ ตะไคร้ ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างปานกลาง
3. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ตะไคร้ ต่ำมาก ปานกลาง ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างปานกลาง
4. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร หอมแบ่ง ต่ำมาก ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างปานกลาง
5. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กระชาย ต่ำ ปานกลาง ต่ำมาก สูง ต่ำ กรดอ่อน
6. มาลัย ส่องแสงกาญจนา อ้อย ต่ำ ปานกลาง ต่ำมาก สูง ต่ำ ด่างอ่อน
7. ยุพิน จันทร์เทวี ถั่วพู ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างอ่อน
8. วิศาล เก้าลิ้ม มะม่วงหาว ต่ำ ต่ำมาก ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง

หัวข้อที่ 4 ประชุมหารือถึงแนวทางการจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก โดย นางวาสนา มานิช และนางสาวพรพิมล สมัครสมาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผลที่ได้ คณะทำงานได้หารือที่ประชุมถึงแนวทางการฟื้นฟูการผลิตปุ๋ยหมักที่กลุ่มเกษตรกรเคยทำผ่านมา บางรายที่เคยใช้ปุ๋ยหมักที่กลุ่มผลิต เล่าว่า

“ใช้ได้ดี และอยากใช้อีก อยากให้ผู้ใหญ่ทำอีก และขายในราคาถูกให้กับสมาชิก”
ในหมู่บ้านมีทั้งขี้หมู ขี้แพะ เศษพืชก็เยอะ”

นอกจากนี้ ผญ.วิศาล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนที่ทำไร่อ้อยเคยเอามูลแพะไปใส่ พบว่าหนูไม่มารบกวน คาดว่าน่าจะเป็นเพราะกลิ่นของมูลแพะ น่าจะมาลองใช้กับแปลงตะไคร้ของบ้านเราได้ เพราะทุกวันนี้หนูเริ่มระบาดและทำความเสียหายมากขึ้น
ทั้งนี้ คณะทำงานได้นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการกลุ่มปุ๋ยหมักบ้านดอนขุนวิเศษ เป็นตัวอย่างให้กับที่ประชุม (ภาคผนวก ก) โดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน อาทิ
1. การลงหุ้น จำนวน 5 หุ้น ต่อคน หุ้น ละ 100 บาท
2. การคำนวณราคาขาย ให้คิดต้นทุนของกลุ่มอีกครั้ง
3. การทำงาน ควรเป็นลักษณะการจ้างงาน คิดเป็น 40 บาท ต่อ ชั่วโมง
4. กองปุ๋ยหมักตั้งอยู่ที่บ้าน ผญ. วิศาล และ ผญ. ช่วยดูแลกระบวนการผลิต
5. การจ่ายเงินค่าแรง ผญ. จะเป็นคนให้ใบเสร็จที่มีตราประทับพร้อมลายเซ็นให้กับคนงาน เพื่อนำไปขึ้นเงินกับเหรัญญิกกลุ่มต่อไป
6. การจัดหาเศษพืช เป็นการให้คนงานนำรถไปขนจากแปลงหลังเก็บเกี่ยวของเกษตรกร (ต้นตะไคร้ เศษกระถินที่แพะไม่กิน ผักตบชวา) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ยกเว้น ค่าน้ำมันรถขนส่ง
7. มูลสัตว์ อาทิ มูลแพะ คิดในราคา 2 บาท ต่อ กิโลกรัม
8. ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ควรติดมิเตอร์ และจ่ายตามจริง
ที่ประชุมเสนอให้มีการประชุมเพื่อลงหุ้น ในวันที่ 9 กันยายน 2559 ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ระหว่างเวลา 10.00 – 12.00 น. นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรได้เสนอให้ตั้งเป็น “กลุ่มปุ๋ยหนองหม้อแตก รวมใจพัฒนา” คณะกรรมการ ประกอบด้วย
1. นายวิศาล เก้าลิ้ม ประธาน
2. นายประสาร ธีรพิมาน รองประธาน
3. นางสุนัน ศรีดาวเรือง เลขานุการกลุ่ม คนที่ 1
4. นางสมจิตร ลิมป์นิธิธนากุล เลขานุการกลุ่ม คนที่ 2
5. นางสาวอรุณี อำนวยทรัพย์ เหรัญญิก คนที่ 1
6. นางสุมิตรา คล้ายเมือง เหรัญญิก คนที่ 2
7. นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กรรมการ
8. นางสาวนพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ กรรมการ
9. นางวิภา บุษราคัมกุล กรรมการ
10. นายยุทธ ดีพุ่ม กรรมการ
11. นางสุชาดา ธีรพิมาน กรรมการ

ผลการประเมินความพึงพอใจจากเกษตรกรผู้ตอบแบบประเมิน 22 คน ผลการประเมินความพึงพอใจ (ตารางที่ 6) กิจกรรมที่ผู้เข้าร่สวกิจกรรมพึงพอใจในระดับมากที่สุด ได้แก่ วิทยากร เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความยิ้มแย้ม (ร้อยละ 81.82) รองลงมาคือ สถานที่อบรม อาหาร (ร้อยละ 54.55) ขั้นตอนการให้บริการ รวมทั้งเนื้อหาที่วิทยากรสอน (ร้อยละ 45.45)
สำหรับความพึงพอใจในระดับมาก คือ เวลาการอบรม (ร้อยละ 68.18) รองลงมาคือ วิทยากรถ่ายทอดความรู้ ทำให้ท่านเข้าใจ และความคุ้มค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับ(ร้อยละ 59.09) ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ (ร้อยละ 54.55) ช่วงเวลาของการจัดอบรม (ร้อยละ 50) ขั้นตอนการให้บริการ (ร้อยละ 45.45) ทั้งนี้เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อภาพรวม ระดับมากที่สุด (ร้อยละ 50) อีกทั้งสังเกตว่าเกษตรกรให้สนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี

 

 

 

 

ตารางที่ 6 ผลการประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรม การทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ การลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร และการหารือเพื่อจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2559
รายการ ระดับความพึงพอใจ
ท่านมีความพึงพอใจในคำถามต่อไปนี้ระดับใด มากที่สุด มาก ปานกลาง
ข้อมูลวัดความพึงพอใจ
11. มีขั้นตอนการให้บริการ เช่น การแจ้งให้ทราบก่อนอบรม การประสานงานและให้ข้อมูล ทำให้ท่านได้รับความสะดวกแค่ไหน 45.45 45.45 9.10
12. วิทยากร เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใสและเป็นกันเอง 81.82 18.18
13. สถานที่อบรม อาหาร เครื่องโสตฯ เอกสารอบรมมีพร้อมในการอบรม 54.55 31.81 13.64
ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงหลักสูตร
14. ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ประกอบอาชีพ หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด 40.91 54.55 4.54
15. เนื้อหาที่วิทยากรสอน ท่านสามารถเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด 45.45 40.91 13.64
16. วิทยากรถ่ายทอดความรู้ ทำให้ท่านเข้าใจและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น 40.91 59.09
17. เวลาการอบรมเหมาะสมหรือไม่ 22.72 68.18 9.10
18. ช่วงเวลาของการจัดอบรมมีความเหมาะสม 36.36 50.00 13.64
19. ความคุ้มค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อเทียบกับเวลาและค่าใช้จ่าย 36.36 59.09 4.55
20. ความพึงพอใจต่อภาพรวมของการจัดกิจกรรม 50 40.91 9.09


ส่วนที่ 2 กิจกรรมลงพื้นที่ทำแปลงทดสอบเทคโนโลยี และการติดตามผล
แปลงทดสอบที่ 1 นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร พืชทดสอบ กระชาย พื้นที่แปลงติดริมคลองส่งน้ำ ลักษณะดินค่อนข้างเป็นดินทราย เดิมปลูกอ้อยซึ่งใช้ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดวัชพืชค่อนข้างมาก
พื้นที่แปลงทดสอบ ร่องที่ปลูกกว้าง 2.5 เมตร ยาว 15 เมตร หรือ 37.5 ตารางเมตรต่อร่อง (กรรมวิธี) จากพื้นที่แปลงของเกษตรกรประมาณ 1 ไร่
วันที่ปลูก เดือนพฤษภาคม 2559 โดยก่อนปลูกคลุกท่อนพันธุ์ด้วย metalaxyl กันเชื้อรา
ใส่ปุ๋ยหมัก เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559
การทดลอง วางแผนการทดลองแบบ RBCD จำนวน 4 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ
กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ Control
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ 100% +
ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 3 ตัน/ไร่ (หรือ 70 กิโลกรัม)
กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ 50% +
ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 3 ตัน/ไร่ (หรือ 70 กิโลกรัม)
กรรมวิธีที่ 4 ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 3 ตัน/ไร่ + PGPR
เก็บข้อมูล การเจริญเติบโต/การแตกหน่อ และผลผลิตซึ่งจะเก็บเกี่ยวประมาณเดือนธันวาคม2559
การติดตามผล เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2559 การเจริญเติบโต ต้นกระชายอายุ ประมาณ 2 ½ เดือน ความสูงประมาณ 7-10 นิ้ว และเริ่มแตกหน่อใหม่ 1-2 ต้น และพบการเกิดโรคโรคเน่า (ภาพที่ 4) พื้นที่ประมาณ 1 ตารางเมตร เป็นหย่อม สิ่งที่ดำเนินการ คือ นำตัวอย่างพืชที่เป็นโรคทดสอบสาเหตุของโรคในเบื้องต้นด้วยวิธีตัดเนื้อเยื่อพืชมาแช่น้ำ ผลการทดสอบในเบื้องต้น คาดว่าเป็นเชื้อแบคทีเรีย จากนั้นจึงนำตัวอย่างต้นที่เป็นโรคส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กองอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร) ซึ่งผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทราบเชื้อสาเหตุ คือ เชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanaceaerum โดยกลุ่มงานบักเตรีวิทยา (โทร. 02-5798599) การให้คำแนะนำ คือ
1. ขุดต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย และโรยปูนขาว/ ปูนเปลือกหอย
2. ใช้สารเคมี-ยาปฏิชีวนะฉีดพ่น

แปลงทดสอบที่ 2 นางสาวนพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ พืชทดสอบ ตะไคร้
พื้นที่แปลงทดสอบ ขนาดแปลงกว้าง 1.5 เมตร * ยาว 36 เมตร หรือ 54 ตารางเมตรต่อร่อง (กรรมวิธี) จากพื้นที่แปลงของเกษตรกรประมาณ 2 งาน
พันธุ์ เขียวเกษตร เขียวหยวก โดยปลูก 1 ต้น ต่อ หลุม หรือ ประมาณ 45 ต้น (หลุม) ต่อ แปลง
วันที่ปลูก เดือนพฤษภาคม 2559
ใส่ปุ๋ยหมัก เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2559
ใส่ปุ๋ยเคมี เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2559 ปุ๋ยสูตร 25-7-7 สังเกตว่าต้นตะไคร้พึ่งตั้งตัวได้ และเริ่มแตกใบใหม่
การทดลอง วางแผนการทดลองแบบ RBCD จำนวน 3 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ
กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ (สูตร 25-7-7) อัตรา ½ ช้อนโต๊ะ
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 50 ของที่เกษตรกรปฏิบัติ (สูตร 25-7-7) อัตรา 1 ช้อนชา + ปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 50 ของอัตราแนะนำ) หรือ 50 กิโลกรัม
กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมัก 100% ของอัตราแนะนำ หรือ 100 กิโลกรัม
เก็บข้อมูล ผลผลิต อายุประมาณ 5 เดือน หรือประมาณเดือนกันยายน-ต้นตุลาคม 2559
การติดตามผล พืชเจริญเติบโตได้ดี ไม่พบการระบาดของศัตรูพืช (ภาพที่ 5)

แปลงทดสอบที่ 3 นายวิศาล เก้าลิ้ม พืชทดสอบ กระชาย
พื้นที่แปลงทดสอบ ขนาดร่องที่ปลูกกว้าง 6 เมตร ยาว 8 เมตร หรือ 48 ตารางเมตรต่อร่อง (กรรมวิธี) จากพื้นที่แปลงของเกษตรกรประมาณ 1 ไร่ ใช้หัวพันธุ์จากแปลงในหมู่บ้าน ที่ไม่พบการระบาดของโรคเน่า ราคา 25 บาทต่อกิโลกรัม
วันที่ปลูก 1 กรกฏาคม 2559
ใส่ปุ๋ยหมัก วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 + PGPR
การทดลอง วางแผนการทดลองแบบ RBCD จำนวน 4 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ
กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ 100% (Control)
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ 100% +
ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 3 ตัน/ไร่ (หรือ 90 กิโลกรัม)
กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยเคมี ตามที่เกษตรกรปฏิบัติ 100% +
ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (หรือ 90 กิโลกรัม) + PGPR
กรรมวิธีที่ 4 ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (หรือ 90 กิโลกรัม) + PGPR
เก็บข้อมูล การเจริญเติบโต/การแตกหน่อ และผลผลิตที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2560
การติดตามผล เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2559 สูงประมาณ 5-7 เซนติเมตร ยังไม่แตกกอ พืชเจริญเติบโตได้ดี ไม่พบการระบาดของศัตรูพืช (ภาพที่ 6)

แปลงทดสอบที่ 4 นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร พืชทดสอบ ตะไคร้
พื้นที่แปลงทดสอบ ขนาดร่องกว้าง 1.5 เมตร ยาว 10 เมตร หรือ 15 ตารางเมตรต่อร่อง (กรรมวิธี) จากพื้นที่แปลงของเกษตรกรประมาณ 2 งาน
วันที่ปลูก วันที่ 10 สิงหาคม 2559
ใส่ปุ๋ยหมัก วันที่ 10 สิงหาคม 2559
การทดลอง วางแผนการทดลองแบบ RBCD จำนวน 3 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ3 กรรมวิธี
กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 50 ของที่เกษตรกรปฏิบัติ + ปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 50 ของอัตราแนะนำ) หรือ 33 กิโลกรัม ต่อ แปลง
กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมัก 100% ของอัตราแนะนำ หรือ 72 กิโลกรัม ต่อ แปลง
การบำรุงดูแล
- ช่วงอายุ 1-2 เดือน หรือ ระยะแตกกอ ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ ประมาณ 1 กำมือ ทุก 2 สัปดาห์ + ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7
- ช่วงอายุ 3 เดือน หรือ พอเริ่มมีลำต้น เน้นสูตร 16-16-16
- ช่วงอายุ 4-5 เดือน ต้นโตใกล้เก็บเกี่ยว เน้นสูตร 13-13-21
การติดตามผล พืชเจริญเติบโตได้ดี ไม่พบการระบาดของศัตรูพืช (ภาพที่ 7)

แปลงทดสอบที่ 5 นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร พืชทดสอบ ถั่วลิสงเม็ดใหญ่
พื้นที่แปลงทดสอบ ร่องที่ปลูกกว้าง 2 เมตร ยาว 30 เมตร หรือ 60 ตารางเมตรต่อร่อง (กรรมวิธี) จากพื้นที่แปลงของเกษตรกรประมาณ 3 งาน
วันที่ปลูก เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2559
คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยพริก เพื่อกันมด
วันที่ใส่ไรโซเบียม วันที่ 26 สิงหาคม 2559
การทดลอง วางแผนการทดลองแบบ RCBD จำนวน 2 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ
กรรมวิธีที่ 1 ไม่ใส่ปุ๋ยไรโซเบียม Control
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยไรโซเบียม
เก็บข้อมูล การเจริญเติบโต และผลผลิต เมื่อเก็บเกี่ยว (อายุ 90-110 วัน) ประมาณเดือนธันวาคม 2559
การติดตามผล พืชเจริญเติบโตได้ดี ไม่พบการระบาดของศัตรูพืช

4. งบประมาณที่ได้ใช้จ่ายไปแล้ว นับตั้งแต่เริ่มทำโครงการ (เดือนมีนาคม 2559) เป็นเงินทั้งสิ้น 156,284.62 บาท (ณ วันที่ 21 กันยายน 2559) แสดงดังตารางที่ 7
ตารางที่ 7 ค่าใช้จ่ายโครงการหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก
รายการ จำนวนเงิน (บาท)
1. ค่าใช้สอย 83,370.00
2. ค่าวัสดุ 33,414.62
3. ค่าสาธารณูปโภค 3,000
4. ค่าบริหารโครงการ 37,500
รวมทั้งสิ้น 157,284.62

5. งานตามแผนงานวิจัยโครงการที่จะทำต่อไป
ตารางที่ 8 แผนงานโครงการที่จะทำต่อไป ระหว่างเดือนตุลาคม 2559 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2560
กิจกรรม 2559 25560
ตค. พย. ธค. มค. กพ. มีค.
1. อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี อาทิ การพัฒนากลุ่มปุ๋ยฯ การจัดการดินและปุ๋ย การจัดการศัตรูพืช ฯลฯ      
2. เก็บข้อมูลแปลงทดสอบเทคโนโลยี และติดตามประเมินผลโครงการ     
3. พัฒนาแหล่งเรียนรู้ชุมชน เริ่มต้นหาเครือข่ายผู้ผลิตปุ๋ยหมักและผู้ปลูกผักปลอดสาร   
4. รายงานฉบับสมบูรณ์ 

5. คำชี้แจงเกี่ยวกับปัญหา/อุปสรรค และวิธีการแก้ไข
ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนของฤดูฝนสลับกับอากาศที่ร้อน ทำให้การปลูกพืชผักของเกษตรกรบ้านหนองหม้อแตก ประสบปัญหาการระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อรา (โรคใบจุดในกะเพราและโหระพา) และแบคทีเรีย (โรคเน่าในกระชาย) โดยเฉพาะแปลงทดสอบเทคโนโลยีในแปลงปลูกกระชาย พบการระบาดของโรคเน่ารุนแรง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเชื้อที่ติดมากับท่อนพันธุ์ กอปรกับสภาพดินที่เป็นกรดจัด ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในแปลงทดสอบฯ ในการนี้ คณะทำงานได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือและคำแนะนำ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต่างให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี

ค่าใช้จ่าย :
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -ดังรายงาน
แนวทางแก้ไข : -ดังรายงาน
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 14 [IG=1934]   วันที่รายงาน  [21/9/2559]

รายละเอีดตามรายงานความก้าวหน้า ครั้งที่ 1 (ส่งเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559 แต่ลืมใส่จำนวน)

ค่าใช้จ่าย : 61,785
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 15 [IG=2153]   วันที่รายงาน  [17/12/2559]

รายงานการทดลองในแปลงปลูกกระชาย ของคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ปีเพาะปลูก 2559

กระชาย (chinese ginger) ชื่อวิทยาศาสตร์ Boesenbergia pandurate (Roxb.) Schltr. ชื่อวงศ์ Zingiberaceae กระชายเป็นพืชพื้นบ้านที่มีการปลูกกระจายทั่วประเทศ เนื่องจากความต้องการบริโภค และใส่ในอาหารหลายชนิดเพื่อช่วยเพิ่มความอร่อย เช่น แกงป่า แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ผัดฉ่าและอื่นๆ กระชายยังเป็นส่วนผสมของเครื่องแกงอย่างแกงส้ม น้ำยาขนมจีน นอกจากนี้ กระชายยังได้รับความนิยมในการนำมาปั่นเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ช่วยให้ร่างกายกระชุ่มกระชวยอีกด้วย สภาพการจัดเตรียมแปลงปลูก เดิมทีเป็นพื้นที่ปลูกอ้อย ดินค่อนข้างเป็นดินทราย ใช้ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดวัชพืชค่อนข้างมาก กอปรกับราคาอ้อยไม่ค่อยดี เกษตรกรจึงหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน ในการปลูกกระชายเกษตรกรจะนำรถไถมาไถดะ ไถแปรปั่นดิน และยกแปลงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ร่องกว้างประมาณ 1.5-2 เมตร ความยาวตามพื้นที่ มีส่วนที่เป็นทางเดินและร่องระบายน้ำรอบๆ แปลง จากนั้นจะขุดหลุมปลูกที่มีระยะระหว่างต้นและแถว 15 เซนติเมตร จากนั้นจะนำหัวกระชาย 1 เหง้า (ก่อนปลูกคลุกท่อนพันธุ์ด้วย metalaxyl กันเชื้อรา) วางลงในหลุมปลูก (ภาพที่ 1) คลุมด้วยฟางข้าวให้ทั่วทั้งแปลง รดนํ้าให้ชุ่ม

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่ 1 การเตรียมแปลงปลูกกระชาย

การจัดการแปลงหลังปลูก ระหว่างเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน 2559 (7 เดือน)
พ.ค. 59 เริ่มปลูก
28 มิ.ย. 59 อายุ 1 ½ เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 21-0-0
2 ก.ค.59 ฉีดพ่นฮอร์โมนบำรุง
8 ก.ค. 59 อายุ 2 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 30-6-0
25 ก.ย. 59 อายุ 2 ½ เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 20-10-10
11 ส.ค. 59 อายุ 3 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15
14 และ 21 ส.ค. 59 ฉีดยาป้องกันโรคเน่าจากเชื้อแบคทีเรีย 2 ครั้ง ทุกสัปดาห์
28 ส.ค. 59 อายุ 4 เดือน ฉีดยา + ฮอร์โมน
2 ก.ย. 59 อายุ 4 ½ เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21
28 ก.ย. 59 อายุ 5 เดือน ฉีดพ่นปุ๋ยน้ำบำรุง
ต.ค. 59 อายุ 6 เดือน โรคเน่าระบาด หยุดใช้สารเคมี เพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน
7 พ.ย. 59 อายุ 7 เดือน เก็บผลผลิต

ช่วงเดือนสิงหาคม 2559 คณะทำงานได้นำตัวอย่างพืชที่เป็นโรคทดสอบสาเหตุของโรคในเบื้องต้นด้วยวิธีตัดเนื้อเยื่อพืชมาแช่น้ำ ผลการทดสอบในเบื้องต้น คาดว่าเป็นเชื้อแบคทีเรีย จากนั้นจึงนำตัวอย่างต้นที่เป็นโรคส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กองอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร) ซึ่งผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทราบเชื้อสาเหตุ คือ เชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanaceaerum โดยกลุ่มงานบักเตรีวิทยา (โทร. 02-5798599) คำแนะนำ คือ 1) ขุดต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย และโรยปูนขาว/ ปูนเปลือกหอย และ 2) ใช้สารเคมี-ยาปฏิชีวนะฉีดพ่น
หมู่บ้านหนองหม้อแตก มีการปลูกกระชายค่อนข้างมาก เพราะให้ผลตอบแทนที่ดี และมีการดูแลที่ไม่ยุ่งยากมากนัก การให้น้ำจะจ่ายน้ำด้วยระบบสปริงเกอร์ วันละ 20-30 นาที หรือสังเกตว่าดินมีความชุ่มชื้น ในช่วงแรกของการปลูก เกษตรกรสามารถหว่านเมล็ดพันธุ์ผักอายุสั้น อายุ 2 เดือน อาทิ ผักชี ผักชีลาว (ภาพที่ 2) หรือพืชอายุ 5 เดือน อาทิ เผือก เป็นต้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเป็นช่วงฤดูฝนที่ราคาผักชีค่อนข้างสูงถึง 100 บาท/กิโลกรัม นอกจากนี้ ในช่วงที่กระชายถึงอายุเก็บเกี่ยว สังเกตุใบจะมีสีเหลือง ลำต้นจะมีสีเหลืองและแห้งยุบลง เกษตรกรจะใช้น้ำแรงดันสูงฉีดลงไปที่โคนต้น และดึงขึ้นมาล้างนํ้าอีกครั้ง จากนั้นจะหักรากออกจากเหง้า คัดแยกขนาดบรรจุถุงส่งจำหน่าย แต่ถ้าช่วงนั้นราคาไม่เป็นที่พอใจ เกษตรกรสามารถรอจนกว่าจะได้ราคาที่สูงขึ้นจนเป็นที่พอใจ ปกติกระชายจะให้ผลผลิต 4-5 ตัน/ไร่ ราคาเฉลี่ย 40 บาท/กก. โดยค่าจ้างแรงงานขุดจนตกแต่งเสร็จ 5 บาท/กก.

 

 

 


ภาพที่ 2 การปลูกผักชีระหว่างแถวกระชาย ช่วง 2 เดือนแรก

คณะทำงานได้ร่วมทดลองการจัดการปุ๋ย แบ่งเป็น 4 กรรมวิธี ดังนี้
กรรมวิธีที่ 1 (T1) ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR
กรรมวิธีที่ 2 (T2) ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR1 + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 50%
กรรมวิธีที่ 3 (T3) ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 100% + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 100%
กรรมวิธีที่ 4 (T4) ใส่ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ (100%)

ผลการทดลอง (ภาพที่ 2) เป็นดังนี้
การแตกหน่อ เมื่อเปรียบบเทียบค่าเฉลี่ยของจำนวนหน่อกระชายต่อกอ พบว่าแต่ละกรรมวิธีไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้กรรมวิธีที่ 2 และกรรมวิธีที่ 4 มีการแตกหน่อมากที่สุด คือ 8.2 หน่อ/กอ รองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 1 (7.8 หน่อ/กอ) และ 3 (7.05 หน่อ/กอ) ตามลำดับ
น้ำหนักเหง้ากระชาย ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของน้ำหนักเหง้ากระชายต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า น้ำหนักของเหง้ากระชายกรรมวิธีที่ 4 มีน้ำหนักสูงสุด คือ 0.40 กิโลกรัม/กอ และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากกรรมวิธีอื่น ทั้งนี้น้ำหนักผลผลิตรองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 3 (0.15) กรรมวิธีที่ 2 (0.14) และกรรมวิธีที่ 1 (0.12) ตามลำดับ
ความยาวของเหง้ากระชาย ผลวิเคราะห์ค่าความยาวเฉลี่ยของเหง้ากระชายในต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า ความยาวของเหง้าในกรรมวิธีที่ 4 มีความยาวมากที่สุด คือ 15.22 เซนติเมตร (ซม.)โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กับกรรมวิธีที่รองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 2 (13.51 ซม.) กรรมวิธีที่ 3 (12.78 ซม.) และ กรรมวิธีที่ 1 (12.55 ซม.) ตามลำดับ

 

 

 

 

 

 

 


* อักษรภาษาอังกฤษที่แตกต่างกัน หมายถึง ข้อมูลมีความแตกต่างกันที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยวิธี DMRT

ภาพที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลผลิตกระชายแปลงทดลองของคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
ปีเพาะปลูก 2559 เมื่อพิจารณาภาพรวมของการจัดการปุ๋ย พบว่ากรรมวิธีที่ 4 คือ ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรปฏิบัติ ทำให้การเจริญเติบโตของกระชายดีที่สุด อีกทั้งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แม้กระนั้นก็ตาม ในช่วงดำเนินงานทดลองประสบปัญหาโรครากเน่าระบาดอย่างรุนแรง ยังผลให้ต้นกระชายเน่าและแห้งตายในที่สุด (ภาพที่ 3) ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตกระชาย ทั้งนี้เกษตรกรเล่าว่าที่ผ่านมาจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 150 กก. / 1.5 ร่อง ประมาณ 56 ตรม. หรือประมาณ 4 ตัน/ไร่

กระชายหัวกุด เป็นเพราะแพ้ราก/เหง้าเก่าอ้อย ต้องเว้นปี จึงจะปลูกได้
จุดที่สมบูรณ์ คือ แปลงที่ซื้อดินมาถม
ต้นแจ้ คือ ต้นสั้น+ขอบใบแห้ง จะได้ผลผลิตน้อย
ปีนี้โรคเน่าระบาด ยิ่งได้ผลผลิตน้อย

ข้อสังเกตของนายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 3 การระบาดของโรคเน่าในกระชาย อายุ 4 เดือน (บน) และอายุ 7 เดือน (ล่าง)

 

สิ่งที่สำคัญที่เป็นปัญหาในการปลูกกระชาย คือ โรคต้นล้ม ที่เกิดจากอาการรากเน่า ต้นเน่า ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ แต่ที่สังเกตเห็นได้ง่ายก็อยู่ในช่วงอายุ 2 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะในช่วงเดือน ส.ค.- พ.ย. หรือในหน้าฝน จะเกิดปัญหาโรคนี้ค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็ต้องฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อรา แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ จึงมีกระชายเกิดโรคอยู่ในแปลงเป็นหย่อมๆ ซึ่งต้องฉีดพ่นยากันราประคับประคองไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบอายุ 6 เดือนที่สามารถขุด

 

 

 

 



ตารางที่ 1 ข้อมูลเก็บผลผลิตกระชาย คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร เมื่อวันที่ 7 พ.ย.59

กอที่ T1 ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ + PGPR T2 ใส่ปุ๋ยเคมี 50% ของเกษตรกร +
ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ T3 ใส่ปุ๋ยเคมี 100% ของเกษตรกร +
ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ T4 ใส่ปุ๋ยเคมี 100% ของเกษตรกร
จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.) จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.) จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.) จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.)
1 6 0.12 9.7 3 0.11 12.5 10 0.20 11.7 6 0.12 11.2
2 12 0.13 9.3 9 0.14 12.5 11 0.13 9.2 14 0.19 14.8
3 7 0.13 10.8 6 0.12 15.1 5 0.11 9.0 8 0.19 15.0
4 13 0.17 8.5 10 0.25 16.8 5 0.10 8.1 5 0.13 15.3
5 8 0.11 8.5 11 0.18 13.2 6 0.16 12.1 12 0.3 18.0
6 11 0.29 14.5 12 0.17 15.4 5 0.12 12.4 5 0.17 15.0
7 7 0.1 18.5 10 0.14 13.2 6 0.14 13.6 8 0.17 14.7
8 9 0.16 14.9 7 0.10 14.4 6 0.10 12.7 6 0.2 15.3
9 7 0.13 16.3 6 0.14 12.8 13 0.3 16.7 12 0.16 11.9
10 6 0.10 12.8 3 0.12 11.0 8 0.21 13.7 11 0.30 14.6
11 11 0.17 11.8 7 0.14 10.8 8 0.12 11.1 10 0.25 15.1
12 5 0.10 13.5 13 0.18 10.2 6 0.12 14.3 5 0.12 14.0
13 7 0.11 17.0 9 0.16 14.8 11 0.21 17.1 4 0.11 16.4
14 7 0.10 9.3 6 0.10 12.7 3 0.10 14.0 10 0.20 16.7
15 8 0.11 13.8 10 0.13 15.1 6 0.13 12.7 13 2.50 13.3
16 6 0.08 13.8 7 0.13 11.2 7 0.14 13.5 8 2.4 17.2
17 6 0.06 10.1 7 0.11 15.7 6 0.21 15.7 5 0.12 15.0
18 10 0.12 13.6 8 0.11 15.8 4 0.11 14.2 7 0.10 11.8
19 5 0.07 12.6 8 0.14 13.4 7 0.13 13.6 7 0.15 20.5
20 5 0.09 11.7 12 0.19 13.6 8 0.16 10.2 8 0.2 18.6
เฉลี่ย 7.8 0.1225 12.55 8.2 0.143 13.51 7.05 0.15 12.78 8.2 0.404 15.22
SD 2.42 0.05 2.87 2.76 0.04 1.85 2.54 0.05 2.42 3.00 0.70 2.29

ค่าใช้จ่าย : 8,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 16 [IG=2154]   วันที่รายงาน  [17/12/2559]

ไถเตรียมแปลงปลูกกระชาย นายวิศาล  เก้าลิ้มแปลงปลูกกระชาย นายวิศาล  เก้าล้ิมแปลงปลูกประชาย นายวิศาลเก้าลิ้ม ระยะแถว 15 ซม.

ใส่รูปตามรายงานการติดตามงานครั้งที่ 3 (อับโหลดรูปได้เท่านี้ พบ error)

ค่าใช้จ่าย :
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 17 [IG=2169]   วันที่รายงาน  [3/3/2560]

รายงานการทดลองในแปลงปลูกตะไคร้ ของนางสาวนพรัตน์  ณัฐพูลวัฒน์ ปีเพาะปลูก 2559

 

ขนาดแปลงกว้าง 1.5 เมตร * ยาว 36 เมตร (54 ตารางเมตร)

พันธุ์              เขียวเกษตร เขียวหยวก

ปลูก 1 ต้น ต่อ หลุม หรือ ประมาณ 45 ต้น (หลุม) ต่อ แปลง

วันที่ปลูก         เดือนพฤษภาคม 2559

วางแผนการทดลองแบบ RBCDจำนวน 3 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ

กรรมวิธีที่ 1      ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ (สูตร 25-7-7) อัตรา ½ช้อนโต๊ะ

กรรมวิธีที่ 2      ใส่ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 50 ของที่เกษตรกรปฏิบัติ (สูตร 25-7-7) อัตรา 1 ช้อนชา + ปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 50 ของอัตราแนะนำ) หรือ 50 กิโลกรัม

กรรมวิธีที่ 3      ใส่ปุ๋ยหมัก 100% ของอัตราแนะนำ หรือ 100 กิโลกรัม

หมายเหตุ         ปีที่ผ่านมา เคยทดลองตามกรรมวิธีที่ 2 แล้ว ให้ผลผลิตดี และผลตอบแทนมากที่สุด

 

-          การบำรุงดูแลรักษา เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2559 ใส่ปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 อัตรา ½ช้อนโต๊ะ/ต้น สังเกตว่าต้นตะไคร้พึ่งตั้งตัวได้ และเริ่มแตกใบใหม่

-          เก็บข้อมูลผลผลิต หลังปลูกประมาณ 5 เดือน (ปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน)

ผลการทดลอง (ภาพที่ 2) เป็นดังนี้

การแตกกอเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของจำนวนต้นตะไคร้ต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า การแตกกอในกรรมวิธีที่ 3มีจำนวนต้นมากที่สุด คือ 88.80 ต้น/กอ โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กับกรรมวิธีที่รองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 1(73.60ต้น/กอ.) และ กรรมวิธีที่ 2(71.80 ต้น/กอ) ตามลำดับ

น้ำหนักต้นตะไคร้ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของน้ำหนักต้นตะไคร้ต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า น้ำหนักของต้นตะไคร้กรรมวิธีที่ 3มีน้ำหนักสูงสุด คือ 3.96 กิโลกรัม/กอ และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากกรรมวิธีอื่น ทั้งนี้น้ำหนักผลผลิตรองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 1(3.32 กิโลกรัม/กอ) และกรรมวิธีที่ 2 (3.15 กิโลกรัม/กอ) ตามลำดับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


* อักษรภาษาอังกฤษที่แตกต่างกัน หมายถึง ข้อมูลมีความแตกต่างกันที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยวิธี DMRT

ภาพที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลผลิตตะไคร้แปลงปลูกตะไคร้ของคุณนพรัตน์  ณัฐพูลวัฒน์ ปีเพาะปลูก 2559

 

ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย : 8,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -พบการระบาดของหนอนเจาะลำต้น ด้วยเพราะเกษตรกรเก็บผลผลิตล่าช้า ตามโควต้าโรงงาน (ถ้าเก็บตามปกติจะพบน้อย หรือไม่พบการระบาด)
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 18 [IG=2170]   วันที่รายงาน  [3/3/2560]

คณะทำงานได้ร่วมทดลองการจัดการปุ๋ย แบ่งเป็น 4 กรรมวิธี ดังนี้
กรรมวิธีที่ 1 (T1) ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR
กรรมวิธีที่ 2 (T2) ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR1 + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 50%
กรรมวิธีที่ 3 (T3) ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 100% + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 100%
กรรมวิธีที่ 4 (T4) ใส่ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ (100%)

ผลการทดลอง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 เป็นดังนี้
การแตกหน่อ เมื่อเปรียบบเทียบค่าเฉลี่ยของจำนวนหน่อกระชายต่อกอ พบว่าแต่ละกรรมวิธีไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้กรรมวิธีที่ 2 และกรรมวิธีที่ 4 มีการแตกหน่อมากที่สุด คือ 8.2 หน่อ/กอ รองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 1 (7.8 หน่อ/กอ) และ 3 (7.05 หน่อ/กอ) ตามลำดับ
น้ำหนักเหง้ากระชาย ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของน้ำหนักเหง้ากระชายต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า น้ำหนักของเหง้ากระชายกรรมวิธีที่ 4 มีน้ำหนักสูงสุด คือ 0.40 กิโลกรัม/กอ และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากกรรมวิธีอื่น ทั้งนี้น้ำหนักผลผลิตรองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 3 (0.15) กรรมวิธีที่ 2 (0.14) และกรรมวิธีที่ 1 (0.12) ตามลำดับ
ความยาวของเหง้ากระชาย ผลวิเคราะห์ค่าความยาวเฉลี่ยของเหง้ากระชายในต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า ความยาวของเหง้าในกรรมวิธีที่ 4 มีความยาวมากที่สุด คือ 15.22 เซนติเมตร (ซม.)โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กับกรรมวิธีที่รองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 2 (13.51 ซม.) กรรมวิธีที่ 3 (12.78 ซม.) และ กรรมวิธีที่ 1 (12.55 ซม.) ตามลำดับ

ปีเพาะปลูก 2559 เมื่อพิจารณาภาพรวมของการจัดการปุ๋ย พบว่ากรรมวิธีที่ 4 คือ ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรปฏิบัติ ทำให้การเจริญเติบโตของกระชายดีที่สุด อีกทั้งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แม้กระนั้นก็ตาม ในช่วงดำเนินงานทดลองประสบปัญหาโรครากเน่าระบาดอย่างรุนแรง ยังผลให้ต้นกระชายเน่าและแห้งตายในที่สุด (ภาพ) ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตกระชาย ทั้งนี้เกษตรกรเล่าว่าที่ผ่านมาจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 150 กก. / 1.5 ร่อง ประมาณ 56 ตรม. หรือประมาณ 4 ตัน/ไร่

กระชายหัวกุด เป็นเพราะแพ้ราก/เหง้าเก่าอ้อย ต้องเว้นปี จึงจะปลูกได้
จุดที่สมบูรณ์ คือ แปลงที่ซื้อดินมาถม
ต้นแจ้ คือ ต้นสั้น+ขอบใบแห้ง จะได้ผลผลิตน้อย
ปีนี้โรคเน่าระบาด ยิ่งได้ผลผลิตน้อย

ข้อสังเกตของนายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559

หัวกระชายเน่าจากเชื้อแบคทีเรียผลผลิตกระชาย ที่ปลูกในแปลงที่เคยใช้ปลูกอ้อย จะทำให้ราก/เหง้ากระชายค่อนข้างสั้นตารางที่ 1 ข้อมูลเก็บผลผลิตกระชาย คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร เมื่อวันที่ 7 พ.ย.59

กอที่ T1 ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ + PGPR T2 ใส่ปุ๋ยเคมี 50% ของเกษตรกร +
ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ T3 ใส่ปุ๋ยเคมี 100% ของเกษตรกร +
ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ T4 ใส่ปุ๋ยเคมี 100% ของเกษตรกร
จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.) จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.) จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.) จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.)
1 6 0.12 9.7 3 0.11 12.5 10 0.20 11.7 6 0.12 11.2
2 12 0.13 9.3 9 0.14 12.5 11 0.13 9.2 14 0.19 14.8
3 7 0.13 10.8 6 0.12 15.1 5 0.11 9.0 8 0.19 15.0
4 13 0.17 8.5 10 0.25 16.8 5 0.10 8.1 5 0.13 15.3
5 8 0.11 8.5 11 0.18 13.2 6 0.16 12.1 12 0.3 18.0
6 11 0.29 14.5 12 0.17 15.4 5 0.12 12.4 5 0.17 15.0
7 7 0.1 18.5 10 0.14 13.2 6 0.14 13.6 8 0.17 14.7
8 9 0.16 14.9 7 0.10 14.4 6 0.10 12.7 6 0.2 15.3
9 7 0.13 16.3 6 0.14 12.8 13 0.3 16.7 12 0.16 11.9
10 6 0.10 12.8 3 0.12 11.0 8 0.21 13.7 11 0.30 14.6
11 11 0.17 11.8 7 0.14 10.8 8 0.12 11.1 10 0.25 15.1
12 5 0.10 13.5 13 0.18 10.2 6 0.12 14.3 5 0.12 14.0
13 7 0.11 17.0 9 0.16 14.8 11 0.21 17.1 4 0.11 16.4
14 7 0.10 9.3 6 0.10 12.7 3 0.10 14.0 10 0.20 16.7
15 8 0.11 13.8 10 0.13 15.1 6 0.13 12.7 13 2.50 13.3
16 6 0.08 13.8 7 0.13 11.2 7 0.14 13.5 8 2.4 17.2
17 6 0.06 10.1 7 0.11 15.7 6 0.21 15.7 5 0.12 15.0
18 10 0.12 13.6 8 0.11 15.8 4 0.11 14.2 7 0.10 11.8
19 5 0.07 12.6 8 0.14 13.4 7 0.13 13.6 7 0.15 20.5
20 5 0.09 11.7 12 0.19 13.6 8 0.16 10.2 8 0.2 18.6
เฉลี่ย 7.8 0.1225 12.55 8.2 0.143 13.51 7.05 0.15 12.78 8.2 0.404 15.22
SD 2.42 0.05 2.87 2.76 0.04 1.85 2.54 0.05 2.42 3.00 0.70 2.29

 

ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย : 7,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : สิ่งที่สำคัญที่เป็นปัญหาในการปลูกกระชาย คือ โรคต้นล้ม ที่เกิดจากอาการรากเน่า ต้นเน่า ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ แต่ที่สังเกตเห็นได้ง่ายก็อยู่ในช่วงอายุ 2 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะในช่วงเดือน ส.ค.- พ.ย. หรือในหน้าฝน จะเกิดปัญหาโรคนี้ค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็ต้องฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อรา แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ จึงมีกระชายเกิดโรคอยู่ในแปลงเป็นหย่อมๆ ซึ่งต้องฉีดพ่นยากันราประคับประคองไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบอายุ 6 เดือนที่สามารถขุดได้
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 19 [IG=2171]   วันที่รายงาน  [3/3/2560]

แปลงปลูกถั่วลิงสง ของนายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ปีเพาะปลูก 2559 (เก็บผลผลิต พฤศจิกายน 2559)
ผลผลิตถั่วลิสงที่ได้จากการทดลองใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม พบว่าการใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมมีผลทำให้จำนวนฝัก น้ำหนักฝัก และน้ำหนักต้นถั่วลิสง-พันธุ์ฝักเล็ก ให้จำนวนที่มีความแตกต่างอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีที่ไม่ใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม ในขณะที่ถั่วลิสง-พันธุ์ฝักใหญ่ กรรมวิธีที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมให้น้ำหนักรวมฝักต่อต้น (129.75 กรัม) แตกต่างอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีที่ไม่ใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม (86.75 กรัม) สำหรับจำนวนฝักและน้ำหนักต้น พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมมีแนวโน้มให้น้ำหนักมากกว่าการไม่ใช้ไรโซเบียม ปมที่รากถั่วลิสงฝักใหญ่ ที่บ่มปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมปมที่ราถัวฝักเล็กที่บ่มด้วยปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมขนาดของถั่วลิสง ฝักใหม่ และฝักเล็กเกษตรกรเจ้าของแปลงถัวลิสงกำลังขนถั่วลิสงไปจำหน่ายในชุมชนระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย : 6,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 20 [IG=2172]   วันที่รายงาน  [3/3/2560]

โครงการให้ความรู้ด้านการจัดการโรคเน่าในกระชาย และแนวทางการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2560 วันพุธที่ 21 ธันวาคม 2559 นางณัฎฐิมา โฆษิตเจริญกุล วิทยากรจากกลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้บรรยายให้ความรู้เรื่อง โรคเน่าของกระชายและแนวการจัดการโรคกระชาย หัวข้อต่างๆ (ภาคผนวก ก) อาทิ เชื้อสาเหตุ ลักษณะอาการ การดำรงชีวิตของเชื้อ การแพร่ระบาดของเชื้อ พืชอาศัยของเชื้อ แนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันและควบคุม สำหรับปัญหาที่การระบาดของโรคในหมู่บ้าน พบว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการปลูกซ้ำในที่เดิม ผลกระทบจากปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง ระยะปลูกที่ชิดเกินไป คือ 10-15 ซม. เท่านั้น ซึ่งระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 25 ซม. ในการนี้ วิทยากรได้เสนอแนวทางการจัดการ เช่น 1) การปลูกพืชหมุนเวียน 2) การคัดท่อนพันธุ์ปลอดโรค และการแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมี 3) การฆ่าเชื้อในบริเวณแปลงที่มีการระบาดของโรคด้วยปุ๋ยยูเรียผสมปูนขาว อัตราส่วน 80:800 กิโลกรัม ทิ้งไว้อย่างน้อย 3 สัปดาห์ 4) การตรวจคุณภาพดิน
จากผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีผู้ตอบแบบประเมิน 22 ราย คิดเป็น ร้อยละ 71 ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด ผลการประเมินแบ่งเป็น 2 ส่วน (ตาราง) ผลเป็นดังนี้
1. ความพึงพอใจต่อกิจกรรม พบว่าขั้นตอนการให้บริการของการจัดกิจกรรม วิทยากร และสถานที่ อยู่ในระดับที่เหมือนกันคือ ระดับมาก ร้อยละ 54.54
2. ความพึงพอใจต่อหลักสูตร พบว่าผู้เข้ารับการอบรมส่วนใหญ่พึงพอใจระดับมาก ระหว่างร้อยละ 40.90-68.18
ภาคผนวก ก
โรคเหี่ยวหรือโรคเน่าของกระชายและแนวทางในการป้องกันกำจัด
โดย
ณัฏฐิมา โฆษิตเจริญกุล (นักวิชาการโรคพืช ชำนาญการพิเศษ)
กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร


เชื้อสาเหตุ
เชื้อสาเหตุจากโรค คือเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum จากการศึกษา Biovar ในประเทศไทย พบว่าอยู่ใน Biovar IV โรคเหี่ยวของกระชายนี้พบระบาดในทุกพื้นที่ที่มีการปลูกขิงในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะมีการระบาดอย่างรุนแรง ลักษณะอาการของโรค ต้นกระชายจะแสดงอาการใบซีดเหลือง ต้นเฉาคล้ายขาดน้ำ ต่อมาต้นกระชายเน่ายุบตัวและตายในที่สุด ต้นกระชายที่เป็นโรคเมื่อผ่าออกดูจะเห็นบริเวณท่อน้ำท่ออาหารช้ำฉ่ำน้ำ เมื่อบีบดูจะเห็นของเหลวสีขาวไหลออกมา ซึ่งของเหลวนี้คือ ตัวแบคที่เรียนั่นเอง พืชอาศัยของเชื้อนี้ได้แก่ พืชที่อยู่ในกลุ่ม solanaceae ได้แก่ พริก ยาสูบ มะเขือเทศ มะเขือพวง มะเขือเปราะ มะเขือยาว มันฝรั่ง ปทุมมา ดาวเรือง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพวกวัชพืช ได้แก่ หญ้าละออง งวงช้าง ระเม็ง เป็นต้น

ลักษณะอาการ
เชื้อแบคทีเรียจะเข้าทำลายทางแผลหรือช่องเปิดตามธรรมชาติของพืช การเข้าทำลายที่รากหรือส่วนของพืชที่อยู่ในดิน ส่วนมากจะเข้าทางแผลที่เกิดจากการเขตกรรม หรือถูกไส้เดือนฝอยทำลาย ในกรณีที่มีไส้เดือนฝอยเข้าทำลายจะทำให้โรคระบาดรุนแรงมากขึ้น เมื่อเชื้อเข้าทำลายพืชแล้วจะไปเจริญอยู่ในท่อน้ำท่ออาหาร ทำให้พืชดูดน้ำและอาหารขึ้นไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของลำต้นได้น้อยกว่าปกติ พืชจึงแสดงอาการเหี่ยวให้เห็นชัดเจนโดยเริ่มจากใบอ่อนของกระชาย มีอาการห่อและม้วนเข้า สีซีด อาการเหี่ยวจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพืชเหี่ยวทั้งต้น บริเวณโคนต้นจะยุบตัว เนื่องจากหัวกระชายเกิดอาการเน่าและตายในที่สุด

การดำรงชีวิตของเชื้อ
เชื้อ Ralstonia solanacearum เป็นเชื้อที่อาศัยอยู่ในดิน (soil borne pathogen) และอยู่ได้นานโดยแพร่กระจายอยู่ตามชั้นดินต่างๆ บริเวณรากพืชและเศษซากพืช จึงเป็นแหล่งเชื้อที่จะระบาดในปีต่อไปได้ การอยู่ข้ามฤดูของเชื้อนี้ จะอยู่ในดินเศษซากพืช หรือบริเวณรากพืชอาศัยต่างๆ รวมทั้งวัชพืชอีกหลายชนิด การที่เชื้อสามารถอยู่ในดินได้นานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายชนิด เช่น ลักษณะของดิน อุณหภูมิ ความชื้น เป็นต้น

 

การแพร่ระบาดของเชื้อ
ระบาดโดยน้ำ ดิน มนุษย์และส่วนขยายพันธุ์ ถ้าสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น อุณหภูมิดินที่ 36o C อุณหภูมิอากาศ 28o C จะทำให้เป็นโรคมาก โดยเฉพาะที่ดินชื้อ เชื้อสามารถเพิ่มจำนวนได้มากกว่าในดินแห้งและเชื้อแพร่กระจ่ายไปในเนื้อเยื่อของพืชได้ดีขึ้นด้วย เชื้อแบคทีเรียนี้จะทำความเสียหายอย่างรุนแรงเมื่อดินมีสภาพเป็นกรดที่ pH 6.8 และลดความเสียหายลง เมื่อดินมีความเป็นกรดที่ pH 4.3
พืชอาศัยของเชื้อ
พืชอาศัยของโรคนี้กว้างมาก ส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูล Solanaceae เช่น พริก มะเขือชนิดต่างๆ มันฝรั่ง นอกจากนี้มีไม้ยืนต้น เช่น ต้นสัก และมะกอก พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพู ถั่วลิสง และถั่วฝักยาว พืชพวกไม้ดอกไม้ประดับอีกหลายชนิด ได้แก่ ดาวเรือง ปทุมมา และฤาษีผสม พืชสมุนไพร ได้แก่ พิมเสน เปราะหอม ขิง ข่า กระชาย กะเพรา และกานพลู เป็นต้น ส่วนพืชอาศัยที่เป็นวัชพืชมีหลายชนิด ได้แก่ สาบแร้งสาบกา หญ้าละออง ผักงวงช้าง กะเม็ง มะแว้งนก ต้อยติ่ง โทงเทง เทียนนา ผักเบี้ยใหญ่ แมงลักคา ตาลเหลี่ยม ผักขมหัด สาบเสือ ผักเสี้ยนป่า ผักแครด หญ้าปืนนกไส้ ผักคราดหัวแหวน กระต่ายจาม ซึ่งวัชพืชเหล่านี้พบมีอยู่ทั่วไปและเป็นแหล่งอาหารของเชื้อที่จะระบาดในฤดูจ่อไปได้ เมื่อสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย

แนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันและควบคุม
โรคเหี่ยวนี้เมื่อเชื้อเข้าทำลายแล้ว เป็นการยากที่จะใช้สารเคมีใดๆกำจัดได้โดยสมบูรณ์ ทางแก้ไขต้องมีแนวทางในการปฏิบัติเพื่อป้องกันและควบคุมการเกิดโรค ไม่ให้ลุกลามต่อไป โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
1. การเลือกพื้นที่ปลูก ก่อนปลูกควรคำนึงถึงการเลือกพื้นที่ควรเลือกพื้นที่ที่ไม่เคยปลูกพืชอาศัยของโรคนี้ เช่น ขิง ข่า งา ยาสูบ มะเขือต่างๆ และพริก หรือหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน สำหรับในพื้นที่ที่พบมีไส้เดือนฝอย ต้องกำจัดไส้เดือนฝอยเสียก่อนด้วย การเลือกพื้นที่ปลูกหลังนาข้าวก็เป็นการช่วยอีกทางหนึ่ง
2. การเตรียมดิน เมื่อเลือกพื้นที่ที่จะปลูกได้แล้วควรเก็บดินในแปลงเพื่อทำการวิเคราะห์ความเป็นกรด-ด่าง ของดิน ธาตุอาหาร ไนโตรเจน โปรแตสเซียม อินทรียวัตถุ และความต้องการปูนขาวของดิน เมื่อทราบผลการวิเคราะห์ดินแล้ว จะได้เป็นข้อมูล ได้ทราบว่าดินนั้นต้องการปูนขาวหรือไม่ในอัตราเท่าใดเป็นต้น จากนี้ควรไถพลิกดินตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน แล้วใส่ปูนขาวในกรณีที่ดินต้องการปูนขาว และใช้คลอรีนผง (โซเดียมไฮเปอร์คลอไรด์) ใส่ผสมลงไปในดิน ในอัตรา 16 กก.ต่อไร่ แล้วคลุมด้วยพลาสติกทิ้งไว้ 2 สัปดาห์ ไถพรวนอีกครั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ แล้วจึงปลูก
3. คัดหัวพันธุ์ ควรเลือกหัวพันธุ์ที่สมบูรณ์ หรือใช้หัวพันธุ์ปลอดโรค ร่วมกับวิธีการจัดการดินที่ถูกต้องและเหมาะสม เลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่มีการแพร่ระบาดของโรคนี้มาก่อน
4. การเขตกรรมในแปลงต้องมีการระบายน้ำดีและควบคุมความชื้นในดินให้เหมาะสม เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของโรคควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำโดยวิธีเปิดร่อง ซึ่งจะทำให้เชื้อแพร่ระบาดไปตามน้ำได้อย่างรวดเร็ว
5. การดูแลรักษาแปลงปลูก ในช่วงที่พืชกำลังเจริญเติบโตและก่อนออกดอกให้หมั่นตรวจแปลง ถ้าพบต้นใดมีอาการผิดปกติ หรือเริ่มแสดงอาการของโรคให้เห็น ให้รีบถอนทิ้งและทำลาย พร้อมทั้งขุดดินนั้นไปผึ่งแดดไว้ แล้วใช้ยูเรียกับปูนขาวในอัตรา 50:500 หรือ 70:800 กก. ต่อไร่ โรยลงในหลุมแล้วกลบดินทิ้งไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ หลังจากนี้ให้เปิดหลุมดินออก สำหรับต้นบริเวณใกล้เคียงกับต้นที่เป็นโรคให้ใช้คลอรีนผงโรยรอบต้น เพื่อกำจัดเชื้อไม่ให้ลุกลาม ในการกำจัดต้นที่เป็นโรคในแปลง ควรกำจัดทั้งรากและหัวออกให้หมด ในกรณีที่ต้นเป็นโรคอยู่ในระยะช่วงที่โรคกำลังลุกลามนั้น หรือพืชแสดงอาการเหี่ยวแล้ว เชื้ออาจจะลุกลามไปยังต้นใกล้เคียงได้รวดเร็ว ดังนั้นวิธีกำจัดต้องถอนต้นใกล้เคียงกับต้นที่เป็นโรค ต้นที่ 1 และ 2 ออกทันที และในระยะต่อไปก็เป็นต้นที่ 3 และ 4 ดังนี้

 

4 1 ต้นเป็นโรค 2 3


ถอนต้นทิ้งครั้งที่ 1

ถอนต้นทิ้งครั้งที่ 2


การถอนทำลายต้นใกล้เคียงดังกล่าว จะช่วยให้โรคลดการลุกลามและระบาดต่อไปยังต้นอื่นๆ ดังนั้นต้องหมั่นตรวจแปลงทุระยะ เพื่อเป็นการป้องกันโรคชั้นหนึ่งก่อนที่จะระบาดไปทั้งแปลงคณะทำงาน และเกษตรกรแกนนำ ร่วมหารือถึงแนวทางการจัดทำแปลงท่อนพันธุ์กระชายปลอดโรคคณะทำงาน และเกษตรกรที่ทำแปลงทดลอง มานำเสนอผลให้เพื่อนเกษตรกรด้วยกันวิทยากร ให้ความรู้จากกรมวิชาการเกษตรวิทยากร ตรวจวินิจฉัยต้นตะไคร้ให้กับเกษตรกร
 

ค่าใช้จ่าย : 15,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 21 [IG=2173]   วันที่รายงาน  [3/3/2560]

ผลการทดลอง เมื่อเดือนธันวาคม
การปลูกกระชายในถุงดำ ของนายวิศาล เก้าลิ้ม ระหว่างเดือนกรกฏาคม-เดือนธันวาคม 2559 (1 กค. – 21 ธค.59) รวม 6 เดือน การทดลอง ประกอบด้วย 3 ปัจจัย
1. สถานที่วางถุงปลูก ได้แก่ ในที่ร่ม/ใต้ร่มไม้ และตากแดด
2. ชนิดของปุ๋ย ได้แก่ ปุ๋ยหมัก และมูลวัวเก่า (ใช้ผสมดินปลูก อัตราส่วน 1 ต่อ 1)
รวมกรรมวิธี 2 * 2 เท่ากับ 4 กรรมวิธี ๆ ละ 5 ซ้ำ (ถุง) ประกอบด้วย
1) กรรมวิธีที่ 1 ดินปลูก + ปุ๋ยหมัก + วางในที่ร่ม
2) กรรมวิธีที่ 3 ดินปลูก + มูลวัวเก่า + วางในที่ร่ม
3) กรรมวิธีที่ 5 ดินปลูก + ปุ๋ยหมัก + วางตากแดด
4) กรรมวิธีที่ 7 ดินปลูก + มูลวัวเก่า + วางตากแดด

จากการทดลองครั้งนี้พบว่า การปลูกกระชายในถุงดำตามกรรมวิธีที่ 4 (ดินปลูกผสมมูลวัวและวางตากแดด) ให้จำนวนหน่อและความยาวได้ดีที่สุด สำหรับน้ำหนักผลผลิตกรรมวิธีที่ 2 (ดินปลูกผสมมูลวัวและวางในที่ร่ม) ให้น้ำหนักมากที่สุด

ข้อมูลค่าเฉลี่ยผลผลิตกระชายในถุงดำ คุณวิศาล เก้าลิ้ม เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.59

กรรมวิธี จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.)
1. ดินปลูก + ปุ๋ยหมัก + วางในที่ร่ม 9.7 66.3 9.2
2. ดินปลูก + มูลวัว + วางในที่ร่ม 23.0 109 7.3
3. ดินปลูก + ปุ๋ยหมัก + วางตากแดด 18.8 79.2 9.2
4. ดินปลูก + มูลวัว+ วางตากแดด 24.4 105.4 10.5

ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย : 6,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 22 [IG=2174]   วันที่รายงาน  [3/3/2560]

ปลูกกระชาย ของนายวิศาล  เก้าลิ้ม ระหว่างเดือนกรกฏาคม 2559 - เดือนมกราคม 2560

ขนาดแปลง       ปลูกกระชายในแปลง ขนาด 6 * 8 เมตร หรือ 48 ตรม.

ระยะระหว่างต้นและแถว 15 และ 30 เซนติเมตร)

พันธุ์              พื้นบ้าน (ก่อนปลูกคลุกท่อนพันธุ์ด้วย metalaxylกันเชื้อรา)

วางแผน          การทดลองแบบ RBCDจำนวน 4 กรรมวิธีๆ ละ 14ซ้ำ (กอ)

กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%)+ PGPR[1]คือ (ปุ๋ยหมัก 70 กก./แปลง)

กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR1 + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 50% คือ (ปุ๋ยเคมี 21-0-0 จำนวน 100 กรัม/แปลง + ปุ๋ยหมัก 70 กก./แปลง)

กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 100% + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 100% คือ (ปุ๋ยเคมี 21-0-0 จำนวน 200 กรัม/แปลง + ปุ๋ยหมัก 70 กก./แปลง)

กรรมวิธีที่ 4 ใส่ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ (100%)คือ ปุ๋ยเคมี 21-0-0 จำนวน 200 กรัม/แปลง

หมายเหตุ            ใส่ปุ๋ยหมัก + PGPRเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 และปุ๋ยเคมี เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559

เก็บผลผลิต       วันที่ 6 มกราคม 2560



[1]
Plant Growth Promoting Rhizobacteria เป็นกลุ่มของแบคทีเรียหลากหลาย speciesหลากหลายสายพันธุ์

ผลการทดลอง

ระยะห่างระหว่างต้นและแถว 15 เซนติเมตร พบว่าการทดลองกรรมวิธีที่ 3 (ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%)[1] + PGPR + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 50%) ให้จำนวนหน่อ (31.86 หน่อ) มากที่สุด และให้ผลทางสถิติเหมือนกับกรรมวิธีที่ 2 (ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 100% + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 100%[2]) สำหรับน้ำหนักนั้นทุกกรรมวิธีไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกรรมวิธีที่ 3 ให้น้ำหนัก (166.93 กรัม/ต้น) มากที่สุด ในขณะที่ความยาวของเหง้า หรือรากกระชายนั้น กรรมวิธีที่ 3 ให้ความยาวเท่ากับ 10.14 ซม. ซึ่งเป็นค่ามากที่สุด และแตกต่างจากกรรมวิธีอื่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ตารางภาคผนวกที่ 10)

ทั้งนี้ที่ระยะห่างระหว่างต้นและแถว 30 เซนติเมตร นั้นให้ผลที่แตกต่างกัน กล่าวคือ การใช้ปุ๋ยเคมีที่เกษตรกรปฏิบัติ (กรรมวิธีที่ 1) ในอัตรา 200 กรัมต่อแปลง ขนาด 48 ตางเมตร ทำให้ได้จำนวนหน่อมากที่สุด คือ 46.56 หน่อ/ต้น แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีอื่น สำหรับน้ำหนักกระชายพบว่าการทดลองกรรมวิธีที่ 1 ให้น้ำหนักมากที่สุดคือ 383.12 อีกทั้งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีอื่นๆ โดยกรรมวิธีที่ให้น้ำหนักรองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 2 (279.62 กรัม) กรรมวิธีที่ 4 (263.44 กรัม) และกรรมวิธที่ 3 (210.62 กรัม) ตามลำดับ ในส่วนของความยาวเหง้าพบว่าการทดลองกรรมวิธีที่ 4 คือ การใช้ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 100%ทำให้ความยาวของเหง้า หรือรากกระชายมีค่ามากที่สุด คือ 9.92 ซม. แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีที่ 1 (9.63 ซม.) และ กรรมวิธีที่ 3 (9.59 ซม.) ที่ให้ความยาวรองลงมา ตามลำดับ ในทางตรงข้ามพบว่ากรรมวิธีที่ 4 มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีที่ 2 ซึ่งให้ความยาวน้อยที่สุด (ตารางภาคผนวกที่ 11)

สรุปได้ว่า ในการปลูกกระชายที่ระยะห่างระห่างต้นและแถว เป็นดังนี้

-          ระยะปลูก 15 ซม.การใช้ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติเพียงครึ่งหนึ่งของอัตราปกติ ร่วมกับปุ๋ยหมักตามอัตราแนะนำ และปุ๋ยชีวภาพ PGPR คือ กรรมวิธีที่ 3 มีแนวโน้มทำให้ได้ผลผลิตมากที่สุด (ภาพที่ 7)

-          สำหรับระยะปลก 30 ซม.การใช้ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ (กรรมวิธีที่ 1) จะมีส่วนทำให้ได้ผลผลิตมากที่สุด (ภาพที่ 8)

 

กรรมวิธีที่ 3 ระยะ 15 ซม.

กรรมวิธีที่ 2 ระยะ 15 ซม.

กรรมวิธีที่ 1 ระยะ 15 ซม.

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่ 7 ผลผลิตกระชายที่ระยะห่างระหว่างต้นและแถว 15 เซนติเมตร

 

 

 

กรรมวิธีที่ 3 ระยะ 30 ซม.

กรรมวิธีที่ 4 ระยะ 30 ซม.

กรรมวิธีที่ 2 ระยะ 30 ซม.

กรรมวิธีที่ 1 ระยะ 30 ซม.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่ 8 ผลผลิตกระชายที่ระยะห่างระหว่างต้นและแถว 30 เซนติเมตร



[1]
อัตราแนะนำ คือ 3 ตัน/ไร่ หรือ 70 กก./แปลง ขนาด 48 ตรม.

[2]ปุ๋ยเคมีที่เกษตรกรปฏิบัติ คือ 200 กรัม/แปลง ขนาด 48 ตรม.

 

 

 

ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย : 8,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 23 [IG=2175]   วันที่รายงาน  [3/3/2560]

แปลงปลูกตะไคร้ ของนายศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพร ระหว่างเดือนกรกฏาคม 2559 – เดือนกุมภาพันธ์ 2560

ขนาดแปลง       1.5 เมตร ยาว 20 เมตร (30 ตารางเมตร)

พันธุ์              เขียวเกษตร เขียวหยวก ปลูก 1 ต้น ต่อ หลุม

วางแผน          การทดลองแบบ RBCDจำนวน 3 กรรมวิธีๆ ละ 10 ซ้ำ

กรรมวิธีที่ 1      ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ (สูตร 25-7-7) อัตรา ½ช้อนโต๊ะ

กรรมวิธีที่ 2      ใส่ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 50 ของที่เกษตรกรปฏิบัติ (สูตร 25-7-7) อัตรา 1 ช้อนชา
+ ปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 50 ของอัตราแนะนำ) หรือ 50 กิโลกรัม

กรรมวิธีที่ 3      ใส่ปุ๋ยหมัก 100% ของอัตราแนะนำ หรือ 100 กิโลกรัม

การบำรุงดูแลรักษา        เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2559 ใส่ปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 อัตรา ½ช้อนโต๊ะ/ต้น สังเกตว่าต้นตะไคร้พึ่งตั้งตัวได้ และเริ่มแตกใบใหม่

เก็บข้อมูลผลผลิต          หลังปลูกประมาณ 6เดือน (ประมาณวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560)

 

ผลการทดลอง

การแตกกอเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของจำนวนต้นตะไคร้ต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า การแตกกอในกรรมวิธีที่ 3มีจำนวนต้นมากที่สุด คือ 94 ต้น/กอ รองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 1 (87.45 ต้น/กอ.) และ กรรมวิธีที่ 2(83 ต้น/กอ) ตามลำดับ ทั้งนี้กรรมวิธีที่ 3 (ใส่ปุ๋ยหมักอย่างเดียว) และกรรมวิธีที่ 1 (ใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว) ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคุญทางสถิติ

น้ำหนักต้นตะไคร้ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของน้ำหนักต้นตะไคร้ต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า กรรมวิธีที่ 3มีน้ำหนักสูงสุด คือ 1.99 กิโลกรัม/กอ และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากกรรมวิธีอื่น ทั้งนี้น้ำหนักผลผลิตรองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 1(1.70 กิโลกรัม/กอ) และกรรมวิธีที่ 2 (1.59 กิโลกรัม/กอ) ตามลำดับ

ผลการทดลองของคุณศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพร คล้ายคลึงกับของคุณนพรัตน์  ณัฐพูลวัฒน์ แต่ให้น้ำหนักน้อยกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตะไคร้ที่ปลูกในฤดูหนาว มักเจริญเติบโตช้ากว่าตะไคร้ที่ปลูกช่วงฤดูฝน

 

ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย : 6,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 24 [IG=2176]   วันที่รายงาน  [3/3/2560]

บทที่ 1 รายละเอียดโครงการ

1.1 ข้อเสนอโครงการที่ได้รับการอนุมัติ
1. ชื่อหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษา: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
2. ชื่อหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: หมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก
3. ผู้รับผิดชอบและผู้ร่วมโครงการ
3.1 หัวหน้าโครงการ นางวาสนา มานิช
ตำแหน่ง นักวิจัย
สถานที่ติดต่อ ศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม สำนักงานอธิการบดี ชั้น 7
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
เลขที่ 126 ถ.ประชาอุทิศ แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
โทรศัพท์มือถือ 089-2038652 ที่ทำงาน 02-4709709 โทรสาร 02-4709680
อีเมล์ wasana.man@kmutt.ac.th
3.2 ผู้รับผิดชอบร่วมคนที่ 1 รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์
ตำแหน่ง รองศาสตราจารย์
สถานที่ติดต่อ สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ถนนมาลัยแมน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000
โทรศัพท์มือถือ มือถือ 081-9877946 ที่ทำงาน 034-261065 ต่อ 756
อีเมล์ pongnart@yahoo.com
3.3 ผู้รับผิดชอบร่วมคนที่ 2 นางพรรณปพร กองแก้ว
สถานที่ติดต่อ ศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม สำนักงานอธิการบดี ชั้น 7
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยพระจอมเกล้าธนบุรี
เลขที่ 126 ถนนประชาอุทิศ แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
โทรศัพท์มือถือ มือถือ 091-0828373 ที่ทำงาน 02-4708682 โทรสาร 02-4709680
อีเมล์ anusoil20@gmail.com
3.4 ผู้นำ/แกนนำ/ ชุมชนหรือประธานกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการ
ชื่อ – นามสกุล นายวิศาล เก้าลิ้ม
ตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 (บ้านหนองหม้อแตก)
สถานที่ติดต่อ เลขที่ 83 หมู่ 4 ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000
โทรศัพท์มือถือ 089-2547353
3.5 เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ
ชื่อ – นามสกุล นายวสันต์ เก้าลิ้ม
ตำแหน่ง สมาชิก อบต. หนองงูเหลือม
สถานที่ติดต่อ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000
โทรศัพท์ 085-3808592


4 ลักษณะโครงการ: โปรดใส่เครื่องหมาย  ใน  ที่ต้องการและให้ข้อมูลให้ครบถ้วน
 1) หมู่บ้าน วท. (ต่อเนื่อง) ปีที่เริ่มดำเนินการ
• 2) หมู่บ้าน วท. (แม่ข่ายขยายลูก)
 3) หมู่บ้าน วท.(ใหม่) ปีที่ 1

5 หลักการและเหตุผล
5.1 ความเป็นมาหมู่บ้าน
ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ประกอบด้วย 13 หมู่บ้าน 2,349 หลังคาเรือน ประชากร 10,889 คน ในส่วนของหมู่ที่ 4 บ้านหนองหม้อแตก ผู้ใหญ่บ้านให้ข้อมูลว่ามีประชากรประมาณ 1,000 คน 176 หลังคาเรือน มีคลองชลประทานไหลผ่านหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพภาคการเกษตรเป็นหลัก ได้แก่ 1) ปลูกพืชผัก ตะไคร้ กระชาย อ้อย 2) ปศุสัตว์ เลี้ยงหมู และ แพะ 3) สวนฝรั่ง และถั่วอินคา รายได้ประมาณ 20,000-50,000 บาทต่อเดือน กรณีเลี้ยงหมูมีรายได้กว่า 100,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่แต่ละครัวเรือนมีรายได้เสริมเฉลี่ย 7,000 บาทต่อเดือน จากการรับจ้างทั่วไป และรับจ้างคัดบรรจุพืชผัก (กระชาย ต้นหอม ผักบุ้ง โหระพา กะเพรา แมงลัก กุยช่าย) ในปี 2556 บ้านหนองหม้อแตก ได้รับการคัดเลือกเป็นเป้าหมายของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ของกรมการพัฒนาชุมชน เป็นหมู่บ้านที่มีความเป็นอยู่ของครอบครัวแบบเรียบง่าย ใช้ชีวิตแบบพอเพียงไม่ฟุ่มเฟือย มีการเกื้อกูลกันช่วยเหลือและแบ่งปันกัน

5.2 เหตุผล ความต้องการหรือประเด็นปัญหาที่ต้องการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปแก้ไขหรือพัฒนาหมู่บ้าน
ปีงบประมาณ 2557 ศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ให้ดำเนินงานโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเกษตรยั่งยืนให้กับชุมชน กิจกรรมการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ดำเนินการ ได้แก่ การผลิตปุ๋ยหมักและปุ๋ยอัดเม็ด แปลงสาธิตการใช้ปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูก และการเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก นอกจากนี้ จากการดำเนินงานทำให้ทราบว่า ปัญหาหลักของการเพาะปลูกของหมู่บ้าน คือ ต้นทุนการผลิตสูง (อาทิ ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช) สภาพดินเสื่อมโทรม (อาทิ ดินเป็นกรด ปริมาณอินทรีย์วัตถุต่ำ) การระบาดของโรคและแมลง (อาทิ โรครากเน่าในกระชาย หนอนกระทู้ผัก) อีกทั้งในการปลูกพืชยังขาดการเอาใจใส่ดูแลจากหน่วยงานภาคเกษตร ในส่วนของความรู้ที่ใช้ในการประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่เป็นการสืบทอดจากบรรพบุรุษ การปรึกษาหรือพูดคุยกับเพื่อนเกษตรกร จากนั้นจึงนำมาทำเองแบบลองผิดลองถูก ซึ่งบางครั้งพบว่าไม่ได้ผลเท่าที่ควร
นอกจากนี้ ก่อนสิ้นสุดโครงการ คณะทำงานและตัวแทนเกษตรกรบ้านหนองหม้อแตก ได้หารือถึงประเด็น 1) การต่อยอดในรูปของ ธุรกิจกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกษตรกรได้เห็นถึงศักยภาพของทรัพยากรท้องถิ่น (อาทิ เศษพืชหลังตัดแต่ง มูลหมู มูลแพะ) ต่อการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยหมัก กอปรกับผลเชิงประจักษ์จากการร่วมทำแปลงทดลองใช้ปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมี ที่มีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงคุณภาพดิน ดังคำบอกเล่าของเกษตรกร และความคาดหวังในการจัดตั้งกลุ่มฯ ที่ว่า
“ทำให้รู้ว่าปุ๋ยหมักใช้ได้ผลดี พืชเจริญเติบโตดี ต้นเขียว และได้น้ำหนัก
ปุ๋ยอัดเม็ดก็ดี เป็นเม็ด ละลายช้า พืชได้รับอาหารต่อเนื่อง”
คาดหวังว่า “จะได้มีปุ๋ยหมักใช้อย่างต่อเนื่อง ผลผลิตมากขึ้น ต้นทุนลดลง รายได้มากขึ้น และดินดีขึ้น”

และ 2) ผลการสำรวจข้อมูลความต้องการเข้ารับการฝึกอบรมเทคโนโลยีด้านการผลิตพืชของเกษตรกรบ้านหนองหม้อแตก และหมู่บ้านใกล้เคียงที่มีบริบทชุมชนคล้ายคลึงกัน 3 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 6 หมู่ 7 และหมู่ 10 ทำให้ทราบถึงความต้องการ 3 อันดับแรก คือ 1) การผลิตน้ำหมักชีวภาพจากพืช ผลไม้ สัตว์ 2) การผลิตปุ๋ยอินทรีย์-เคมีอัดเม็ด และ 3) ปลูกพืชอินทรีย์
ทั้งนี้ คณะทำงานได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชนท่านหนึ่งคือ นายวสันต์ เก้าลิ้ม (สมาชิก อบต. และเกษตรกรแกนนำด้านการผลิตผักอินทรีย์ และเครือข่ายผู้ที่ส่งผักอินทรีย์ให้กับโครงการสามพรานโมเดล) ให้ข้อมูลว่าบ้านหนองหม้อแตก เป็นฐานการผลิตพืชผักที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดนครปฐม หากสามารถพัฒนาระบบการผลิตพืชผักบริโภคสด (แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือ และพริก) พืชลำต้น (ตะไคร้) และพืชหัว (กระชาย) ที่มีการปลูกกันมากให้มีความปลอดภัย จะมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนได้เป็นอย่างดี ก่อให้เกิดความยั่งยืนของการผลิต โดยสิ่งที่ควรพัฒนาเป็นลำดับแรก คือ คุณภาพคน คุณภาพดิน การจัดการศัตรูพืชที่ไม่เน้นการใช้สารเคมี

“การไม่มีอินทรียวัตถุในดิน ผลเสียที่ตามมาคือ คุณภาพดิน ความเป็นกรด และผลผลิตพืช
ยังส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ตัวดี ให้มีมากขึ้น
ควบคุมปริมาณตัวไม่ดี
และปรับสภาพดินไม่ให้เหมะสมกับการเจริญเติบโตของตัวไม่ดี
สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.58

ผลการดำเนินโครงการ การสำรวจข้อมูล และแนวคิดที่ได้จากการสัมภาษณ์เกษตรกรแกนนำ คณะทำงานจึงมีแนวคิดในการจัดทำโครงการ “หมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก” ขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อยอดโครงการเดิมในการทำธุรกิจกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก และอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืช เช่น การจัดการดินและปุ๋ย การใช้ศัตรูพืชแบบผสมผสาน (อาทิ การผลิตสารสกัดสมุนไพร การใช้สารชีวภัณฑ์ ฯลฯ) การทำบัญชีต้นทุนการผลิต เป็นต้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต อันจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรที่มีองค์ความรู้ และจัดการปัญหาของตนเองได้อย่างยั่งยืน ในขณะที่หมู่บ้านหนองหม้อแตกจะเป็นต้นแบบของการนำความรู้ทางวิชาการ มาประยุกต์ใช้ในการผลิตปัจจัยการผลิต และเป็นแหล่งผลผลิตพืชผักปลอดสารคุณภาพดี ทั้งนี้คณะทำงานโครงการจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ให้ความรู้ คำปรึกษา และร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆ บนฐานการจัดการทรัพยากรชุมชน และด้วยฐานคิดของความเป็นเหตุเป็นผลตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

6 วัตถุประสงค์
1) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการจัดการดินและปุ๋ยต่อการผลิตพืชผักปลอดสาร
2) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานในการผลิตพืชผักปลอดสาร
3) เพื่อให้คำปรึกษาและวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตพืชผักปลอดสาร
4) เพื่อให้ความรู้และคำปรึกษาในการทำธุรกิจของกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก
5) เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ปลูกผักปลอดสารพิษและผู้ผลิตปุ๋ยหมัก


7 แนวคิดในการพัฒนาหมู่บ้านด้าน วทน.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 1 แนวคิดในการพัฒนาหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก

8 พื้นที่ดำเนินการ
หมู่บ้านหนองหม้อแตก (หมู่ 4) ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

9 ระยะเวลาดำเนินการ
เดือนมีนาคม พ.ศ. 2559 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560
(ระยะเวลาตามจริงที่ได้รับอนุมัติงบประมาณ)

 

 

 

 

 

 


ตารางที่ 1 เป้าหมายการพัฒนาหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ระหว่างปี พ.ศ. 2559-2561

ปีที่ ทรัพยากร
(สิ่งที่ต้องใช้
ในการพัฒนาหมู่บ้าน) กระบวนการหรือกิจกรรม
(ขั้นตอน/วิธีการในการดำเนินการ) ผลผลิต
(สิ่งที่ได้ออกมาเป็นรูปธรรม
หรือรับรู้ได้) ผลลัพธ์
(ผลประโยชน์ที่ได้จากผลผลิตและผลกระทบที่มีต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง) งบประมาณ
(บาท)
ปีที่ 1 (ต่อยอดอย่างเข้าใจ)
(ปี 2559) หัวข้อที่ 1 การต่อยอดธุรกิจกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก
- ความรู้และคำปรึกษาการบริหารจัดการ ด้านการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอัดเม็ด หัวข้อที่ 1 การต่อยอดธุรกิจกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก
- สมาชิกประมาณ 20 คน กลุ่มร่วมกันผลิตปุ๋ยหมักที่ชุมชนผลิตขึ้นเอง
- ประชุมหารือเพื่อวางแผนการจัดการกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ อาทิ การผลิต การจำหน่าย การบริหาร การทำบัญชีต้นทุน/รายได้-รายจ่าย หัวข้อที่ 1 การต่อยอดธุรกิจกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก
- สมาชิกกลุ่มอย่างน้อย ร้อยละ 25 มีส่วนร่วมในการผลิตปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอัดเม็ด
- ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอัดเม็ดที่ของกลุ่มเกษตรกรผลิตได้เอง อย่างน้อย 5 ตัน/ปี หัวข้อที่ 1 การต่อยอดธุรกิจกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก
- กิจกรรมที่สร้างความร่วมมือและความเข้มแข็งให้กับคนในชุมชน
- แนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
- การลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก 250,000
หัวข้อที่ 2 การจัดการดินและปุ๋ย
การจัดการดิน คือ หัวใจของการทำเกษตร ควรให้ความรู้เรื่องดินต่อการเพาะปลูก อาทิ ผลของความเป็นกรด-ด่างกับธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ การปรับปรุงคุณภาพดิน (ปูนมาร์ล ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด) ฯลฯ
คุณสมบัติและประโยชน์ของปุ๋ยชนิดต่างๆ ต่อการเจริญเติบโตของพืช (ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์) หัวข้อที่ 2 การจัดการดินและปุ๋ย
- คัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ สอบถามปัญหา การแก้ไข และความต้องการ
- วิเคราะห์ตัวอย่างดิน (ก่อน) ของแปลงทดสอบเทคโนโลยี
- ทดสอบเทคโนโลยีการจัดการดินและปุ๋ยที่เหมาะสมในแปลงทดสอบ
- วิเคราะห์ตัวอย่างดิน (หลัง)
- เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้/ประเมินผลร่วมกัน หัวข้อที่ 2 การจัดการดินและปุ๋ย
- เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ อย่างน้อย 4 ราย (พืช)
- ผลการทดสอบเทคโนโลยี อาทิ คุณสมบัติดิน (ก่อน-หลัง) ผลผลิตพืช ฯลฯ
- เกษตรกรผู้ปลูกผักในหมู่บ้าน อย่างน้อย 30 คน มีส่วนร่วมในการเข้าร่วมเวที และได้รับความรู้จากผลแปลงทดสอบเทคโนโลยี
- แนวทางการดำเนินงาน/ปรับแผนการดำเนินงาน หัวข้อที่ 2 การจัดการดินและปุ๋ย
- เกษตรกรมีทางเลือกในการจัดการดินและปุ๋ยที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก
- การสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระบบคิด และระบบการผลิต ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตเปลี่ยน
- การฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน



ตารางที่ 1 เป้าหมายการพัฒนาหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ระหว่างปี พ.ศ. 2559-2561 (ต่อ)

ปีที่ ทรัพยากร
(สิ่งที่ต้องใช้ในการพัฒนาหมู่บ้าน) กระบวนการหรือกิจกรรม
(ขั้นตอน/วิธีการในการดำเนินการ) ผลผลิต
(สิ่งที่ได้ออกมาเป็นรูปธรรม หรือรับรู้ได้) ผลลัพธ์
(ผลประโยชน์ที่ได้จากผลผลิตและผลกระทบที่มีต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง) งบประมาณ
(บาท)
ปีที่ 1 (ต่อยอดอย่างเข้าใจ)
(ปี 2559)
หัวข้อที่ 3 การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน
ความรู้ในการจัดการแบบผสมผสาน (อาทิ การผลิตสารสกัดสมุนไพร การใช้สารชีวภัณฑ์ การใช้กับดักและแสงไฟกำจัดแมลง สารเคมี (ใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายและใช้เท่าที่จำเป็น)
หัวข้อที่ 3 การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน
- คัดเลือกเกษตรกร อย่างน้อย 3 คนต่อชนิดพืช (พืชตัวอย่าง) เข้าร่วมโครงการ
- สอบถามความเสียหาย/ความถี่การเข้าทำลายของศัตรูพืช
- สำรวจชนิดพืชสมุนไพร/ภูมิปัญญาการป้องกันกำจัดศัตรูพืช
- ถ่ายทอดเทคโนโลยี /ทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีโดยเกษตรกรมีส่วนร่วม
- เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน (ผล ปัญหา/อุปสรรค ปรับแผน) อย่างน้อย 2 ครั้ง/เดือน หัวข้อที่ 3 การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน
- เทคโนโลยี/วิธีการจัดการศัตรูพืชของพืชตัวอย่าง อย่างน้อย 2 รูปแบบ
- เกษตรกรที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่น้อยกว่า 3 ราย สามารถนำไปปฏิบัติได้
- แปลงทดสอบ อย่างน้อย 3 ราย
- สารสกัดสมุนไพร/น้ำหมักชีวภาพที่เกษตรกรผลิตขึ้นเอง อย่างน้อย 50 ลิตร/คน/ปี
- สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและครัวเรือน อย่างน้อย 500-1,000 บาท/เดือน/ครัวเรือน หัวข้อที่ 3 การจัดการศัตรพืชแบบผสมผสาน
- รูปแบบการจัดการศัตรูพืชที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทชุมชน
- เกษตรกรได้ทบทวนการผลิต
- การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์
- ลดต้นทุนการใช้สารเคมีในการปลูกพืช
- ผลผลิตที่มีคุณภาพ/ปลอดภัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ปีที่ 1 (ต่อยอดอย่างเข้าใจ)
(ปี 2559)
หัวข้อที่ 4 การทำบัญชีต้นทุนการผลิต
การอบรมให้ความรู้ด้านการทำบัญชีต้นทุนการประกอบอาชีพ หัวข้อที่ 4 การทำบัญชีต้นทุนการผลิต
อบรมเชิงปฺฏิบัติการ ให้กับสมาชิกกลุ่มธุรกิจผู้ผลิตปุ๋ยหมักฯ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแปลงทดสอบ และเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ อย่างน้อย 20 คนต่อรุ่น จำนวน 2 รุ่น หัวข้อที่ 4 การทำบัญชีต้นทุนการผลิต
- สมาชิกกลุ่มที่ได้รับการอบรมอย่างน้อย ร้อยละ 10 สามารถจดบันทึก และคำนวณรายจ่าย-รายรับของการประกอบอาชีพได้ หัวข้อที่ 4 การทำบัญชีต้นทุนการผลิต
- ฐานข้อมูลต้นทุนการประกอบอาชีพภาคการเกษตร ที่เอื้อต่อการวางแผนการลดต้นทุนการผลิต


ตารางที่ 1 เป้าหมายการพัฒนาหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ระหว่างปี พ.ศ. 2559-2561 (ต่อ)

ปีที่ ทรัพยากร
(สิ่งที่ต้องใช้ในการพัฒนาหมู่บ้าน) กระบวนการหรือกิจกรรม
(ขั้นตอน/วิธีการในการดำเนินการ) ผลผลิต
(สิ่งที่ได้ออกมาเป็นรูปธรรม หรือรับรู้ได้) ผลลัพธ์
(ผลประโยชน์ที่ได้จากผลผลิตและผลกระทบที่มีต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง) งบประมาณ
(บาท)
ปีที่ 2 (เข้าถึง)
ปี พ.ศ. 2560
อยู่ในขั้นตอนเสนอข้อเสนอโครงการ หัวข้อที่ 1 การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน
ถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (รูปแบบตามปีที่ 1) และเพิ่มเติมรูปแบบที่เหมาะสมอื่นๆ
โดยดำเนินการทดลองซ้ำในพืชชนิดเดิม และขยายผลกับพืชผักชนิดอื่น หัวข้อที่ 1 การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน
- เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำเสนอข้อมูลแปลงทดสอบ ปัญหาและอุปสรรค และวางแผนดำเนินงานต่อไป อย่างน้อย 2 ครั้ง/เดือน
- ถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยเกษตรกรแกนนำในปีที่ 1 เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง (CA)
- แปลงทดสอบกับกลุ่มพืชตัวอย่าง (ทำซ้ำ) และขยายกับการปลูกพืชผักชนิดอื่นๆ หัวข้อที่ 1 การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน
- ได้ CA อย่างน้อย 3 ราย ที่สามารถเรียนรู้และถ่ายทอดสู่เกษตรกรรายอื่นได้
- เครือข่ายผู้ปลูกพืชผักปลอดสาร
- เทคโนโลยี/วิธีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน อย่างน้อย 1 รูปแบบ
- แปลงทดสอบ อย่างน้อย 4 ราย
- สารสกัดสมุนไพร/น้ำหมักชีวภาพที่เกษตรกรสามารถผลิตได้เอง อย่างน้อย 5 ชนิด (สูตร) หรืออย่างน้อย 60 ลิตร/คน/ปี หัวข้อที่ 1 การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน
- ฐานข้อมูลชุมชนที่เอื้อต่อการวางแผนพัฒนาของชุมชน
- เกษตรกรได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง
- ทักษะ/ความสามารถของเกษตรในการเป็นผู้ถ่ายทอด
- ทางเลือกในการลดต้นทุนการผลิตและการพึ่งพาปัจจัยภายนอก
- กระบวนการผลิตพืชที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 250,00
หัวข้อที่ 2 การจัดการดินและปุ๋ย
ความรู้เรื่องดิน และคุณสมบัติและประโยชน์ของปุ๋ยชนิดต่างๆ ต่อการเจริญเติบโตของพืช เป็นการเรียนรู้หรืออธิบายซ้ำ เพื่อเน้นย้ำในเรื่องที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน หัวข้อที่ 2 การจัดการดินและปุ๋ย
- ทดสอบเทคโนโลยีการจัดการดินและปุ๋ยที่เหมาะสมในแปลงทดสอบ (ทำซ้ำ) อย่างน้อย 4 ราย เพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจ
- เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้/ประเมินผลร่วมกัน หัวข้อที่ 2 การจัดการดินและปุ๋ย
- ได้ CA ไม่น้อยกว่า 4 ราย ที่สามารถเรียนรู้และถ่ายทอดสู่เกษตรกรรายอื่นได้
- ข้อมูลเปรียบเทียบ (ปีที่ 1 และปีที่ 2) ผลการทดสอบเทคโนโลยี อาทิ คุณสมบัติดิน ผลผลิตพืช ฯลฯ
- เกษตรกร อย่างน้อย 30 คน มีส่วนร่วมในการเข้าร่วมเวที และได้รับความรู้จากผลแปลงทดสอบเทคโนโลยี
- แนวทางการดำเนินงาน/ปรับแผนการดำเนินงาน หัวข้อที่ 2 การจัดการดินและปุ๋ย
- สร้างความมั่นใจในความรู้ที่ได้รับ เพื่อการถ่ายทอดที่มีประสิทธิภาพบนฐานของความเข้าใจในระดับหนึ่ง
- ความเข้าในในการทดลองตามกรอบแนวคิดของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้วยหลักของเหตุและผล
- ฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน


ตารางที่ 1 เป้าหมายการพัฒนาหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ระหว่างปี พ.ศ. 2559-2561 (ต่อ)

ปีที่ ทรัพยากร
(สิ่งที่ต้องใช้ในการพัฒนาหมู่บ้าน) กระบวนการหรือกิจกรรม
(ขั้นตอน/วิธีการในการดำเนินการ) ผลผลิต
(สิ่งที่ได้ออกมาเป็นรูปธรรม หรือรับรู้ได้) ผลลัพธ์
(ผลประโยชน์ที่ได้จากผลผลิตและผลกระทบที่มีต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง) งบประมาณ
(บาท)
ปีที่ 2 (เข้าถึง)
ปี พ.ศ. 2560
อยู่ในขั้นตอนเสนอข้อเสนอโครงการ หัวข้อที่ 3 การต่อยอดธุรกิจกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก และการทำบัญชีต้นทุนการผลิต
- ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพปุ๋ยหมัก /ประยุกต์สูตรปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ตามความต้องการของเกษตรกร อย่างน้อย 2 ชนิด (ปุ๋ยหมัก/อินทรีย์คุณภาพสูง ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด/อินทรีย์เคมีอัดเม็ด)
- ติดตามและประเมินผลทำบัญชีต้นทุนการผลิตปุ๋ยหมัก/ การปลูกพืชผัก หัวข้อที่ 3 การต่อยอดธุรกิจกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก และการทำบัญชีต้นทุนการผลิต
- ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มคุณภาพปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์-เคมีอัดเม็ด
- ขยายกำลังผลิตเพื่อจำหน่ายภายในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง
- จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันถึงผลประกอบการ การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต การจัดสรรผลกำไร/ปันผล ปัญหา/อุปสรรค รวมทั้งการปรับแผนงาน หัวข้อที่ 3 การต่อยอดธุรกิจกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก และการทำบัญชีต้นทุนการผลิต
- ผลิตภัณฑ์ของธุรกิจฯ อย่างน้อย 4 ชนิด
- ผลิตภัณฑ์โดยรวมของกลุ่ม อย่างน้อย 5 ตันต่อปี
- รายได้เสริมต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น อย่างน้อย 3,000 บาท/ปี
- แนวทางการบริหารงานธุรกิจฯ
- สมาชิกกลุ่มที่ได้รับการอบรมอย่างน้อย ร้อยละ 20 สามารถจดบันทึก และคำนวณรายจ่าย-รายรับของต้นทุนการประกอบอาชีพได้ หัวข้อที่ 3 การต่อยอดธุรกิจกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก และการทำบัญชีต้นทุนการผลิต
- สร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้านในการเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอัดเม็ดคุณภาพดี
- ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก
- สร้างงานและอาชีพเสริมให้กับคนในชุมชน
- ฐานข้อมูลต้นทุนการประกอบอาชีพภาคการเกษตร ที่เอื้อต่อการวางแผนการลดต้นทุนการผลิต

 


ตารางที่ 1 เป้าหมายการพัฒนาหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ระหว่างปี พ.ศ. 2559-2561 (ต่อ)

ปีที่ ทรัพยากร
(สิ่งที่ต้องใช้ในการพัฒนาหมู่บ้าน) กระบวนการหรือกิจกรรม
(ขั้นตอน/วิธีการในการดำเนินการ) ผลผลิต
(สิ่งที่ได้ออกมาเป็นรูปธรรม หรือรับรู้ได้) ผลลัพธ์
(ผลประโยชน์ที่ได้จากผลผลิตและผลกระทบที่มีต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง) งบประมาณ
(บาท)
ปีที่ 3 (พัฒนาอย่างยั่งยืน)
ปี พ.ศ. 2561 รูปแบบหรือต้นแบบเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกิดจาการพัฒนาโดยเกษตรกรมีส่วนร่วม 4 หัวข้อ
1. การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน
2. การจัดการดินและปุ๋ยการจัดการดินและปุ๋ย
3. การต่อยอดธุรกิจกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก
4. การทำบัญชีต้นทุนการผลิต
การติดตามและประเมินผลการดำเนินธุรกิจฯ และขยายผลสู่หมู่บ้านอื่น - เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำเสนอข้อมูลผลการทดลองในแปลงทดสอบ ปัญหา/อุปสรรค และวาง/ปรับแผนงานครั้งต่อไป 1 ครั้ง/เดือน
- ติดตามประเมินผลจากการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้ง 4 หัวข้อ
- ขยายผลให้กับเกษตรกรรายอื่น โดยเพื่อนเกษตรกรที่เป็น CA ร่วมกับคณะทำงาน
- พัฒนาแหล่งเรียนรู้การผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอัดเม็ด น้ำหมักชีวภาพ ฯลฯ ของกลุ่มเกษตรกรฯ
- สร้างเครือข่ายผู้ผลิตปุ๋ยหมักและผู้ปลูกพืชผักปลอดสาร - CA ที่มีความรู้ ความมั่นใจ และความสามารถในการถ่ายเทคโนโลยีสาขาต่างๆ ที่ได้รับการถ่ายทอด อย่างน้อย 4 ราย
- คู่มือต่างๆ และ/หรือองค์ความรู้ของชุมชน อาทิ 1) การจัดการศัตรูพืชผัก อย่างน้อย 4 ชนิดพืช 2) การจัดการดินและปุ๋ย และ 3) การประกอบธุรกิจผู้ผลิตปุ๋ยหมักชุมชน
- เครือข่ายผู้ผลิตปุ๋ยหมักและปลูกผักปลอดสาร อย่างน้อย 2 หมู่บ้าน
- สมาชิกกลุ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ซื้อผลิตภัณฑ์ของกลุ่มไปใช้
- แหล่งเรียนรู้ต่างๆ อาทิ 1) แปลงต้นแบบการจัดการดินและปุ๋ย ศัตรูพืช สมุนไพร 2) ธุรกิจการผลิตปุ๋ยหมัก และ 3) แหล่งผลิตสารกำจัดศัตรูพืชของชุมชน - เกษตรกร และผู้ที่สนใจ ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้รูปแบบต่างๆ มีแนวทางหรือทางเลือกในการประกอบอาชีพ และการพึ่งตนเองจากฐานทรัพยากรชุมชนได้อย่างยั่งยืน
- พัฒนาทักษะ/ความสามารถของเกษตรในการเป็นผู้ถ่ายทอด
- มีส่วนร่วมผลักดันให้เกิดการอนุรักษ์ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน
- ความยั่งยืนของเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักปลอดสาร และ/หรือต้นแบบของธุรกิจระดับชุมชน 250,00

 


10 แผนการดำเนินงาน 3 ปี
ตารางที่ 2 แผนการดำเนินงานหมู่บ้าน ระหว่างปี พ.ศ. 2559-2561

กิจกรรมหลัก ระยะเวลา (ปี)
ปีที่ 1 (2559) ปีที่ 2 (2560) ปีที่ 3 (2561)
Q1 Q2 Q3 Q4 Q1 Q2 Q3 Q4 Q1 Q2 Q3 Q4
1. การต่อยอดธุรกิจกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก
- สมาชิกกลุ่มร่วมกันผลิตปุ๋ยหมัก          
- ประชุมวางแผนการจัดการกลุ่มรูปแบบสหกรณ์ อาทิ การผลิต การจำหน่าย การจัดสรรผลกำไร          
- ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มคุณภาพปุ๋ยหมักและสร้างความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์   
2. การจัดการดินและปุ๋ย
- คัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ สอบถามข้อมูลต่างๆ 
- วิเคราะห์ตัวอย่างดินแปลงทดสอบเทคโนโลยี ก่อน หลัง หลัง หลัง
- ทดสอบเทคโนโลยีโดยเกษตรกรมีส่วนร่วม           
- การถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยเกษตรกรแกนนำในปีที่ 1 เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง (CA)  
3. การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน
- รวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ 
- สำรวจพืชสมุนไพรท้องถิ่น/ภูมิปัญญาชาวบ้านในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้  
- ทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีโดยเกษตรกรมีส่วนร่วม          
- การถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยเกษตรกรแกนนำในปีที่ 1 เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง (CA)  
- แปลงทดสอบ (ทำซ้ำ) และการปลูกพืชชนิดอื่นๆ        
4. เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้/ ติดตามและประเมินผล/ นำเสนอข้อมูลการทดลองในแปลงทดสอบ ปัญหาและอุปสรรค และปรับแผนการดำเนินงาน    
5. อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรรายอื่นในพื้นที่ และชุมชนใกล้เคียง ที่มีลักษณะการปลูกพืชคล้ายคลึงกัน โดยเพื่อนเกษตรกรที่เป็น CA  
6. การสร้างแหล่งเรียนรู้ให้กับชุมชน และเครือข่ายผู้ปลูกผักปลอดสารและผู้ผลิตปุ๋ยหมัก       


11 หน่วยงานสนับสนุน (ทรัพยากร)
หน่วยงานที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินงานทั้งในส่วนของ วท. หน่วยงานท้องถิ่น สถาบันการศึกษาที่เป็นเครือข่าย และรูปแบบของการสนับสนุน เช่น งบประมาณสมทบ (ระบุจำนวน) อาคาร สถานที่ โรงเรือน วิทยากร (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ฯลฯ หากมีหลักฐาน เช่น หนังสือราชการ เอกสารอื่น ๆ ให้แนบมาด้วย

ตารางที่ 3 หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงาน

ชื่อหน่วยงาน/สถาบันการศึกษา รูปแบบการสนับสนุน
1. ศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หัวหน้าโครงการ ให้ความรู้/อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี/ จัดทำแปลงสาธิต (งานทดลอง)
2. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช โปรแกรมวิชาเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม ผู้ร่วมโครงการ ให้ความรู้/อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี
3. องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ประสานงานกับชุมชน
4. มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยหมักไม่กลับกอง ระบบกองเติมอากาศ
5. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) - แหล่งปัจจัยการผลิตและให้ความรู้การใช้สารชีวภัณฑ์
- วิเคราะห์ตัวอย่างดินและปุ๋ย
6. สำนักงานพัฒนาที่ดิน แหล่งปัจจัยการผลิต สารเร่ง พด. ต่างๆ
7. กลุ่มงานอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร (บางเขน) การวิเคราะห์เชื้อสาเหตุโรคพืช และการให้คำแนะนำการทำแปลงผลิตกระชายปลอดโรค



12 แผนการดำเนินงานหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559

ตารางที่ 4 แผนการดำเนินงานหมู่บ้าน ปีงบประมาณ 2559

กิจกรรม
(สอดคล้องกับข้อ 9 - 10) 2558 2559 รวมเงิน
(บาท)
ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4
ตค. พย. ธค. มค. กพ. มีค. เมย. พค. มิย. กค. สค. กย.
1. ประชุมเพื่อทำความเข้าในการดำเนินงานโครงการ และรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ  5,000
2. อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี 5 เรื่อง ได้แก่ 1) ต่อยอดธุรกิจฯ 2) ดินและปุ๋ย 3) ศัตรูพืช และ 4) บัญชีต้นทุน             143,400
3. ค่าจ้างเหมาสำรวจข้อมูลภูมิปัญญา/สมุนไพร และเก็บข้อมูลแปลงทดสอบเทคโนโลยี   5,000
4. พัฒนาแหล่งเรียนรู้ชุมชน เริ่มต้นหาเครือข่ายผู้ผลิตปุ๋ยหมักและผู้ปลูกผักปลอดสาร
43,200
5. ติดตามประเมินผลโครงการ     18,400

6. รายงานความก้าวหน้า/ฉบับสมบูรณ์ (และค่าหักเข้าสนับสนุนมหาวิทยาลัย)   35,000
รวมงบประมาณที่เสนอขอ 250,000

 


13 เป้าหมายผลผลิต/ผลลัพธ์ และตัวชี้วัด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559-2561

ตารางที่ 5 เป้าหมายผลผลิต/ผลลัพธ์ และตัวชี้วัด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559-2561

ผลผลิต/ผลลัพธ์ หน่วย ข้อมูลพื้นฐาน** ค่าเป้าหมายแต่ละปี หมายเหตุ
ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3
1. จำนวนหมู่บ้าน/ชุมชน ที่นำเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดไปใช้ประโยชน์ (สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มคุณภาพชีวิต) 3
หมู่บ้าน
- 1 2 3 สะสม
1. จำนวนเทคโนโลยีที่มีการถ่ายทอด เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ ลำดับที่ 1-3 (1. ต่อยอดธุรกิจฯ 2. ดินและปุ๋ย 3. ศัตรูพืช เทคโนโลยีรอง ได้แก่ ลำดับที่ 4 (บัญชี) 4
เรื่อง - 4
เรื่อง 4
เรื่อง 4
เรื่อง สะสม
2. จำนวน Change Agent ที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีที่ถ่ายทอด อย่างน้อย 4 คน/ชุมชน - 2 คน 3 คน 4 คน สะสม
3. จำนวนผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี อย่างน้อย 80
คน - 50 70 80 สะสม
4. ร้อยละ 50 ของผู้รับการถ่ายทอดนำไปใช้ประโยชน์ (ตัวชี้วัดคือ ความสามารถในการนำความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดไปปฏิบัติ เช่น ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น) ร้อยละ 50 50 50 ไม่สะสม
5. ความพึงพอใจของผู้รับบริการในหมู่บ้าน/ชุมชนที่ดำเนินการในระดับดี-ดีมาก อย่างน้อยร้อยละ 80 - ร้อยละ 80 ร้อยละ 80 ร้อยละ 80 ไม่สะสม

14 ผลกระทบ
สิ่งแวดล้อม
- การผลิตพืชผักปลอดสารมีส่วนในการรักษาและลดผลตกค้างจากสารเคมีเกษตรต่อสิ่งแวดล้อม
- มีส่วนช่วยในการกำจัดกลิ่นเหม็น และลดปริมาณมูลจากฟาร์มปศุสัตว์ รวมทั้งวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกร เพื่อนำมาหมักเป็นปุ๋ยหมักใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเพาะปลูก
- ปุ๋ยหมักมีส่วนช่วยในการปรับปรุงคุณภาพดิน และรักษาสมดุลทางธรรมชาติในระบบนิเวศของดิน
เศรษฐกิจ
- ลดรายจ่ายต้นทุนที่เป็นสารเคมีทางการเกษตร (ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช) อย่างน้อย ร้อยละ 20 ของต้นทุนการผลิตเดิม
- เพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือนของสมาชิกกลุ่มธุรกิจเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก จากการจ้างแรงงานทำปุ๋ยหมักและปุ๋ยอัดเม็ดของธุรกิจฯ อย่างน้อย 10,000 บาทต่อปี
- สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่นำมาเป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยหมัก อย่างน้อย 6,000 -12,000 บาทต่อครัวเรือนปี
- ปุ๋ยที่ชุมชนสามารถผลิตได้เองและมีมาตรฐาน อย่างน้อย 2 ชนิด (ปู๋ยหมัก/อัดเม็ด) สำหรับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มฯ และเกษตรกรที่สนใจ
- องค์ความรู้ต่างๆ อาทิ การจัดการดินและปุ๋ย การจัดการศัตรูพืช การทำบัญชีครัวเรือน
สังคม
- การสร้างความเข้มแข็งระดับชุมชนในการทบทวนตนเอง ร่วมกันคิด ร่วมปฏิบัติ เพื่อแก้ปัญหาของตนเอง บนฐานทรัพยากรชุมชน และการผสมผสานเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทำให้สามารถลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน
- ความร่วมมือระหว่างคณะทำงานต่างสถาบันเพื่อพัฒนาชนบท ไปพร้อมกับการมีส่วนร่วมในการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพดีและมีจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม


15 งบประมาณ ในการดำเนินการ ปีงบประมาณ พ.ศ.2559 ขอสนับสนุนงบประมาณ 250,000 บาท
ตารางที่ 6 งบประมาณโครงการ ปีงบประมาณ 2559

รายการค่าใช้จ่ายตามกิจกรรมที่ระบุไว้ในข้อ 10 จำนวนเงิน
(บาท)
1. ค่าจ้างเหมางานบริการบุคคลธรรมดา 5,000
• ค่าจ้างเหมาสำรวจข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น (500 บาท/คน * 2 คน = 1,000 บาท)
• ค่าจ้างเหมาเก็บข้อมูลแปลงทดสอบเทคโนโลยี (2,000 บาท/คน * 2 คน = 4,000 บาท)
2. ประชุมเพื่อทำความเข้าในการดำเนินงานโครงการ และรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 5,000
3. ค่าใช้จ่ายในการต่อยอดธุรกิจ, ถ่ายทอดเทคโนโลยี (ดินและปุ๋ย + ศัตรูพืช) และทำบัญชีต้นทุนอาชีพ)
3.1) จัดประชุมให้ความรู้/วางแผนต่อยอดธุรกิจกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก 29,600 บาท
• ค่าจ้างวิทยากรด้านธุรกิจชุมชน แผนพัฒนาธุรกิจ/การตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์ ฯลฯ (2 คนๆ ละ 1,500 บาท/ครั้ง * 2 ครั้ง = 6,000 บาท)
• ค่าอาหารและเครื่องดื่ม (80 บาท/คน *30 คน/ครั้ง * 2 ครั้ง = 4,800 บาท )
• ค่ายานพาหนะเข้าร่วมประชุมทุกๆ 3 เดือน (3,000 บาท/ครั้ง * 4 ครั้ง = 12,000 บาท)
• ค่าวิเคราะห์ปุ๋ยหมักและปุ๋ยอัดเม็ด (1,700 บาท/ตัวอย่าง * 4 ตัวอย่าง = 6,800 บาท)
3.2 การจัดการดินและปุ๋ย 26,000 บาท
- ค่ายานพาหนะ 3,000 บาท
- ค่าอาหารและเครื่องดื่ม (80 บาท/คน *30 คน = 2,400 บาท )
- ค่าจ้างเหมาทำสื่อวิชาการ 3,500 บาท
- ค่าเอกสารประกอบการอบรม 50 บาท/คน * 30 คน = 1,500 บาท
- ค่าวัสดุสำนักงานและคอมพิวเตอร์ 1,000 บาท
- ค่าบำรุงสถานที่ 1,000 บาท
- ค่าวิเคราะห์ตัวอย่างดินก่อน (850 บาท/ตัวอย่าง * 4 ตัวอย่างแปลง = 3,400 บาท)
- ค่าวิเคราะห์ตัวอย่างดินหลังทดลอง (850 บาท/ตัวอย่าง * 4 แปลง * 3 ทรีตเมนต์ = 10,200 บาท)
3.3 การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน 69,800 บาท
- ค่ายานพาหนะ (3,000 บาท/ครั้ง * 2 ครั้ง = 6,000 บาท )
- ค่าอาหารและเครื่องดื่ม (80 บาท/คน *30 คน/ครั้ง * 2 ครั้ง = 4,800 บาท )
- ค่าจ้างเหมาทำสื่อวิชาการ (3,500 บาท/ครั้ง * 2 ครั้ง = 7,000 บาท )
- ค่าเอกสารประกอบการอบรม (50 บาท/คน * 30 คน/ครั้ง * 2 ครั้ง = 3,000 บาท)
- ค่าวัสดุสำนักงานและคอมพิวเตอร์ 1,000 บาท/ครั้ง * 2 ครั้ง = 2,000 บาท)
- ค่าบำรุงสถานที่ 1,000 บาท/ครั้ง * 2 ครั้ง = 2,000 บาท)
- ค่าวัสดุเกษตร อาทิ สารชีวภัณฑ์ (เอ็นพีวี, บีที, ไตรโคเดอม่า, บิววาเรียฯ) สมุนไพร กาวเหนียว ฯ = 40,000 บาท)
- ค่าวัสดุไฟฟ้า อาทิ หลอดไฟ (ไล่/ล่อแมลง) สายไฟฯ = 5,000 บาท)
3.4 การทำบัญชีต้นทุนอาชีพ และเทคโนโลยีสารสนเทศ = 18,000 บาท
- ค่ายานพาหนะ (3,000 บาท/ครั้ง * 2 ครั้ง = 6,000 บาท )
- ค่าอาหารและเครื่องดื่ม (80 บาท/คน *50 คน/ครั้ง * 2 ครั้ง = 8,000 บาท )
- ค่าวัสดุสำนักงานและคอมพิวเตอร์ (1,000 บาท /ครั้ง * 2 ครั้ง = 2,000 บาท )
- ค่าบำรุงสถานที่ (1,000 บาท/ครั้ง * 2 ครั้ง = 2,000 บาท ) 143,400
4. การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ (คู่มือและสื่อการเรียนรู้ อาทิ แผนพับ โปสเตอร์ วีดีโอ ปรับปรุงสถานที่ ฯลฯ) 43,200
5. ค่าใช้จ่ายในการติดตาม ประเมินผล 18,400
• ค่าจ้างเหมายานพาหนะ (3,000 บาท/ครั้ง * 4 ครั้ง = 12,000 บาท)
• ค่าอาหารและเครื่องดื่ม (80 บาท/คน * 20 คน/ครั้ง * 4 ครั้ง = 6,400 บาท)
6. ค่าใช้จ่ายในการจัดทำรายงานผล 10,000
7. ค่าใช้จ่ายที่หักเข้าหน่วยงาน/สถาบันการศึกษา (10% ขอค่าใช้จ่ายรวมของโครงการ) 25,000
รวมงบประมาณที่เสนอขอ 250,000

หมายเหตุ ขอถัวจ่ายทุกรายการ

 

 



16 การรายงานผล ประเมินผลและติดตามผล:
ผู้รับผิดชอบโครงการต้องรายงานความก้าวหน้าผ่านระบบออนไลน์ทุกไตรมาสหลังจากยืนยันของรับการสนับสนุนงบประมาณ กับสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยรายผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณ ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://www.clinictech.most.go.th/online/index.asp เมนู Sci & Tech Village และต้องจัดส่งผลงานและเอกสารตามที่ปรากฏในคู่มือฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559

17 การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การดำเนินโครงการ:
ในการจัดกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แผ่นพับ ป้ายประชาสัมพันธ์ จดหมายข่าว วารสาร และสื่ออื่นใด จะต้องมีข้อความและสัญลักษณ์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนงบประมาณปรากฏด้วยทุกครั้ง และหมู่บ้านยินดีให้ความร่วมมือเข้าร่วมจัดแสดงผลงานในกิจกรรมต่างๆ ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นผู้จัดขึ้น พร้อมทั้งทำตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ระบุในคู่มือการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ทุกประการ

ลงชื่อ .........................................
(นางวาสนา มานิช)
ผู้เสนอโครงการ

 

 


แบบสำรวจความต้องการชุมชน
แบบสำรวจความต้องการของชุมชนในการเข้ารับการฝึกอบรม/การถ่ายทอดเทคโนโลยี โครงการหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก โดยมีผู้นำชุมชน หมู่ที่ 4 บ้านหนองหม้อแตก ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม (ผู้ใหญ่บ้าน วิศาล เกล้าลิ้ม) โดยมีหัวข้อดังแสดงในแบบฟอร์มแสดงความจานงเข้าร่วมเป็นหมู่บ้านแม่ข่าย วท. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 และพร้อมทั้งรายชื่อสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


รายชื่อผู้แสดงเจตจำนงเข้าร่วมกิจกรรมหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ 2559
บ้านหนองหม้อแตก ต.หนองงูเหลือม อ.เมือง จ.นครปฐม
***********************
ตารางที่ 7 รายชื่อชาวบ้านหนองหม้อแตก ที่แสดงเจตจำนงเข้าร่วมกิจกรรมหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ 2559
ลำดับ ชื่อ-สกุล ที่อยู่ อาชีพ/พืชที่ปลูก
1. นางสาวรัตนา เรืองรอง บ้านเลขที่ 1 หมู่ 4 ทำไร่อ้อย ตะไคร้
2. นางวันณา แซ่ลิ้ม บ้านเลขที่ 4 หมู่ 4 ทำไร่
3. นายตี๋ แซ่ลี้ บ้านเลขที่ 4 หมู่ 4 ทำไร่, ตะไคร้, ถั่ว, ผักบุ้ง
4. นางสุชาดา ธีรพิมาน บ้านเลขที่ 4/1 หมู่ 4 เผือก, ตะไคร้
5. นางรุ่งอรุณ เดือนหงาย บ้านเลขที่ 4/2 หมู่ 4 ทำไร่, ชะอม
6. นายบุญทรัพย์ แซ่ตั๊น บ้านเลขที่ 5 หมู่ 4 ตะไคร้
7. นายสภิตย์ บุษราคัมกุล บ้านเลขที่ 6 หมู่ 4 อ้อย, กระชาย, หน่อไม้ฝรั่ง
8. นางสุนี บุญราคัมกุล บ้านเลขที่ 6 หมู่ 4 อ้อย, กระชาย, หน่อไม้ฝรั่ง
9. นางสคนร์ บุษราคัมกุล บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ 4 อ้อย, ตะไคร้
10. นางวิภา บุษราคัมกุล บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ 4 อ้อย, ผัก
11. นางพุทธชาติ ลลิตวสุภิญโญ บ้านเลขที่ 8 หมู่ 4 ถั่ว, ผัก
12. นายพิพัฒน์ ลลิตวสุภิญโญ บ้านเลขที่ 8 หมู่ 4 ไร่อ้อย
13. นางวัลภา ลลิตวสุภิญโญ บ้านเลขที่ 8 หมู่ 4 รับจ้าง, ไร่อ้อย
14. นางพรทิพย์ บุบวิเศษ บ้านเลขที่ 8 หมู่ 4 แพะ
15. นางกิมฮัน แซ่หลู บ้านเลขที่ 8/1 หมู่ 4 ทำไร่, ตะไคร้
16. นายนคร บุบวิเศษ บ้านเลขที่ 8/4 หมู่ 4 ผัก
17. นายบริวัฒน์ บุบวิเศษ บ้านเลขที่ 8/4 หมู่ 4 แพะ
18. นายสุชาติ บุญรักษา บ้านเลขที่ 14/1 หมู่ 4 กุหลาบ
19. นายเดียว ไพโรจน์ บ้านเลขที่ 15 หมู่ 4 ผัก
20. นางทุเรียน แซ่เฮ็ง บ้านเลขที่ 23 หมู่ 4 อ้อย
21. นางสมญา มั่นคง บ้านเลขที่ 28 หมู่ 4 รับจ้าง
22. นายเซี้ยมจู แซ่ลิ้ม บ้านเลขที่ 28 หมู่ 4 รับจ้าง
23. นางวรารัตน์ สีสา บ้านเลขที่ 28 หมู่ 4 รับจ้าง
24. นางอำไพ ไชยเดช บ้านเลขที่ 32 หมู่ 4 ทำไร่, ปลูกชะอม
25. นายจำเนียร จันทรัตน์ บ้านเลขที่ 35/2 หมู่ 4 ทำไร่
26. นางสาวนพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ บ้านเลขที่ 49/1 หมู่ 4 เกษตรผสมผสาน
27. นายบุญเต็ก ก้องวิวัฒน์พงศ์ บ้านเลขที่ 55/1 หมู่ 4 กระชาย
28. นางมาลัย ส่องแสงกาญจนา บ้านเลขที่ 59 หมู่ 1 ตะไคร้, กล้วย
29. นายพนิตนันท์ สงค์น้อย บ้านเลขที่ 66/1 หมู่ 4 เย็บผ้า
30. นางอัมพร ภูศรี บ้านเลขที่ 68 หมู่ 4 แม่บ้าน
ตารางที่ 7 รายชื่อชาวบ้านหนองหม้อแตก ที่แสดงเจตจำนงเข้าร่วมกิจกรรมหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ 2559 (ต่อ)

ลำดับ ชื่อ-สกุล ที่อยู่ อาชีพ/พืชที่ปลูก
31. นางสาวมณี ภูศรี บ้านเลขที่ 68/1 หมู่ 4 รับจ้าง
32. นางสาวยุวดี ศรีดาวเรือง บ้านเลขที่ 78 หมู่ 4 หน่อไม้ฝรั่ง
33. นายวินัย ศรีดาวเรือง บ้านเลขที่ 78/3 หมู่ 4 ผักใบ
34. นางสุนัน ศรีดาวเรือง บ้านเลขที่ 78/5 หมู่ 4 ทำไร่, ปลูกกระชาย
35. นายวสันต์ เก้าลิ้ม บ้านเลขที่ 83 หมู่ 4 เกษตรผสมผสาน, ผักสลัด
36. นายวิศาล เก้าลิ้ม บ้านเลขที่ 83 หมู่ 4 ชะอม
37. นางอรัญญา เก้าลิ้ม บ้านเลขที่ 83 หมู่ 4 ชะอม
38. นางสุมิตรา คล้ายเมือง บ้านเลขที่ 84/1 หมู่ 4 ตะไคร้
39. นายประเสริฐ คล้ายเมือง บ้านเลขที่ 84/2 หมู่ 4 ฝรั่ง
40. นายเล็ก แซ่ลี้ บ้านเลขที่ 86/2 หมู่ 4 หน่อไม้ฝรั่ง
41. นางจิราพร ทะแดง บ้านเลขที่ 86/2 หมู่ 4 ดาวเรือง
42. นางสาวสา สุขทิม บ้านเลขที่ 86/4 หมู่ 4 ผักบุ้ง, ถั่ว
43. นางซิ่วฮวย แก้ววันนา บ้านเลขที่ 86/5 หมู่ 4 กะเพรา, โหรพา
44. นางวันเพ็ญ จันทรัตน์ บ้านเลขที่ 87 หมู่ 4 ตะไคร้, ผัก
45. นางสุวิมล จันทร์อ่อน บ้านเลขที่ 91 หมู่ 4 อ้อย
46. นายณัฐวุฒิ แซ่ลิ้ม บ้านเลขที่ 110 หมู่ 4 ไร่นาสวนผสม
47. นางลำยอง เนตรธุวกุล บ้านเลขที่ 139 หมู่ 4 กล้วย
48. นางนิตยา โพธิ์ชื่น บ้านเลขที่ 271 หมู่ 4 แม่บ้าน

 


บทที่ 2
การดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยี

2.1 กิจกรรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยี
กิจกรรมที่ดำเนินการในหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ปีที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ประกอบด้วย กิจกรรมหลักและกิจกรรมรอง ดังนี้

กิจกรรมหลัก คือ การอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี จำนวน 5 ครั้ง
ครั้งที่ 1 โครงการให้ความรู้ด้านการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์คุณภาพดิน และการลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร เมื่อวันศุกร์ที่ 22 เมษายน 2559 ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 บ้านหนองหม้อแตก ต.หนองงูเหลือม อ.เมือง จ.นครปฐม
มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 43 คน ประกอบด้วย คณะทำงาน มจธ. 3 คน คณะทำงาน มรภ.นครปฐม 7 คน เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดิน นครปฐม 1 คน และเกษตรกร 32 คน กิจกรรมเริ่มด้วยการแนะนำคณะทำงานของ มจธ. และ มรภ.นครปฐม รวมทั้งเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม จากนั้นเป็นการแจ้งถึงหัวข้อและวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้ คือ
หัวข้อที่ 1 เพื่อถ่ายทอดความรู้การจัดการดินด้านการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์คุณภาพดิน โดย นางพรรณปพร กองแก้ว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
หัวข้อที่ 2 เพื่อทราบถึงขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ดิน โดย รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
และการสาธิตวิธีการเก็บตัวอย่างดินสำหรับตรวจวัดคุณภาพดิน โดย นายวสันต์ เก้าลิ้ม (หมอดินประจำหมู่บ้านหนองหม้อแตก) และคุณบุษบา รู้น้อม นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม หน่วยพัฒนาที่ดินที่ 2 (สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 1 กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
หัวข้อที่ 3 เพื่อให้ความรู้ด้านการลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร และ
หัวข้อที่ 4 เพื่อประเมินและเฝ้าระวังสุขภาพผู้มีภาวะเสี่ยงจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดย ผศ.ดร.พิมสุภาว์ จันทนะโสตถิ์ และอาจารย์นงนุช เชาวน์ศิลป์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้ทำให้เกษตรกรและชาวบ้าน ได้เรียนรู้การใช้ประโยชน์จากผลวิเคราะห์คุณภาพดิน (ภาคผนวก ก เอกสารประกอบการอบรม เรื่อง องค์ประกอบดิน และความสำคัญของการวิเคราะห์ดิน) ทราบถึงสถานการณ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในเลือดของเกษตรกร รวมไปถึงเกษตรกรได้ทราบถึงแนวทางการดูแลสุขภาพจากสารเคมีภาคการเกษตร อาทิ การนำใบรางจืด 7 ใบ มาต้มกับน้ำ 1 ลิตร ดื่มทุกวัน

ครั้งที่ 2 โครงการอบรมเชิงปฎิบัติการ เรื่อง การวิเคราะห์คุณภาพดินและการเลือกใช้ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสม วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ณ ที่ทำการกลุ่มแม่บ้าน หมู่ 4 (บ้านหนองหม้อแตก) ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
หัวข้อการอบรมประกอบด้วย 1) การเตรียมสารเคมีเพื่อการวิเคราะห์ 2) ความสำคัญของการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีของดิน เช่น ความเป็นกรดด่างของดิน ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน การวิเคราะห์ธาตุไนโตรเจนทั้งหมดในดิน การวิเคราะห์ธาตุโพแทสเซียม 3) การแปลผลการวิเคราะห์ดิน เพื่อการเลือกใช้ปุ๋ยเคมี และ 4) การใช้ปุ๋ยสั่งตัดตามค่าการวิเคราะห์ดิน (ภาคผนวก ข)
มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 27 คน เป็นเกษตรกร 11 คน จาก มรภ. นครปฐม 12 คน นักวิชาการเกษตรชำนาญการ (สถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม หน่วยพัฒนาที่ดินที่ 2) 1 คน และคณะทำงานจาก มจธ. 3 คน

ครั้งที่ 3 การทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ การลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร และการหารือเพื่อจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2559 ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 (บ้านหนองหม้อแตก) ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 42 คน ประกอบด้วย คณะทำงาน มจธ. 3 คน คณะทำงาน มรภ.นครปฐม 16 คน เป็นเกษตรกร 23 คน (ภาพที่ 3) กิจกรรมเริ่มด้วยการแนะนำวิทยากร จากนั้นเป็นการแจ้งถึงหัวข้อและวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์และหัวข้อกิจกรรม ดังนี้
หัวข้อที่ 1 ถ่ายทอดความรู้การทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ โดย อาจารย์สุทิศา ไพบูลย์วัฒนกิจ และอาจารย์สมใจ เภาด้วง คณะวิทยาการการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
หัวข้อที่ 2 ประเมินและเฝ้าระวังสุขภาพผู้มีภาวะเสี่ยงจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดย อาจารย์นงนุช เชาวน์ศิลป์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลที่ได้ ทราบถึงสถานการณ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในเลือด
หัวข้อที่ 3 การตรวจวิเคราะห์ดิน โดย รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
หัวข้อที่ 4 ประชุมหารือถึงแนวทางการจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก โดย นางวาสนา มานิช และนางสาวพรพิมล สมัครสมาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ครั้งที่ 4 จากการประชุมครั้งที่ 3 ได้เสนอให้มีการประชุมเพื่อลงหุ้น ในวันที่ 9 กันยายน 2559 ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ระหว่างเวลา 10.00 – 12.00 น. เพื่อจัดตั้งกลุ่มปุ๋ยชุมชน

ครั้งที่ 5 โครงการให้ความรู้ด้านการจัดการโรคเน่าในกระชาย และแนวทางการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2560 วันพุธที่ 21 ธันวาคม 2559 ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 (บ้านหนองหม้อแตก) ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โดยมีนางณัฎฐิมา โฆษิตเจริญกุล วิทยากรจากกลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้บรรยายให้ความรู้เรื่อง โรคเน่าของกระชายและแนวการจัดการโรคกระชาย หัวข้อต่างๆ (ภาคผนวก ค) อาทิ เชื้อสาเหตุ ลักษณะอาการ การดำรงชีวิตของเชื้อ การแพร่ระบาดของเชื้อ พืชอาศัยของเชื้อ แนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันและควบคุม
เกษตรกรเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 31 ราย เป็นเกษตรกรผู้ปลูกกระชาย (ร้อยละ 35.48) ตะไคร้ (ร้อยละ 32.26) อ้อย (ร้อยละ 19.36) และพืชผักอื่นๆ (ร้อยละ 12.90) เช่น พริก ผักใบ กล้วย เป็นต้น

กิจกรรมรอง คือ แปลงสาธิตการจัดการดินและปุ๋ย จำนวน 3 ราย พืชทดลอง 3 ชนิด จำนวนแปลงทดลอง 6 แห่ง (แปลง)
รายละเอียดเป็นดังนี้
แปลงทดลองที่ 1 แปลงปลูกตะไคร้ ของคุณนพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ ระหว่างเดือนพฤษภาคม-เดือนพฤศจิกายน 2559
ขนาดแปลง กว้าง 1.5 เมตร * ยาว 36 เมตร (54 ตารางเมตร)
พันธุ์ เขียวเกษตร เขียวหยวก
ปลูก 1 ต้น ต่อ หลุม หรือ ประมาณ 45 ต้น (หลุม) ต่อ แปลง
วางแผน การทดลองแบบ RBCD จำนวน 3 กรรมวิธีๆ ละ 10 ซ้ำ (กอ)
กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ (สูตร 25-7-7) อัตรา ½ ช้อนโต๊ะ
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 50 ของที่เกษตรกรปฏิบัติ (สูตร 25-7-7) อัตรา 1 ช้อนชา
+ ปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 50 ของอัตราแนะนำ) หรือ 50 กิโลกรัม
กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมัก 100% ของอัตราแนะนำ หรือ 100 กิโลกรัม
หมายเหตุ ปีที่ผ่านมา เคยทดลองตามกรรมวิธีที่ 2 แล้ว ให้ผลผลิตดี และผลตอบแทนมากที่สุด
การบำรุงดูแลรักษา เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2559 ใส่ปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 อัตรา ½ ช้อนโต๊ะ/ต้น สังเกตว่าต้นตะไคร้พึ่งตั้งตัวได้ และเริ่มแตกใบใหม่
เก็บข้อมูลผลผลิต หลังปลูกประมาณ 5 เดือน วันที่ 31 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2559

แปลงทดลองที่ 2 แปลงปลูกกระชาย ของนายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ระหว่างเดือนพฤษภาคม-เดือนพฤศจิกายน 2559
ขนาดแปลง กว้าง 2.5 เมตร * ยาว 15 เมตร (ระยะระหว่างต้นและแถว 15 เซนติเมตร)
พันธุ์ พื้นบ้าน (ก่อนปลูกคลุกท่อนพันธุ์ด้วย metalaxyl กันเชื้อรา)
วางแผน การทดลองแบบ RBCD จำนวน 4 กรรมวิธีๆ ละ 20 ซ้ำ (กอ) คือ
กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR1 + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 50%
กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 100% + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 100%
กรรมวิธีที่ 4 ใส่ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ (100%)
การบำรุงดูแลรักษา อายุ 1 ½ เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 21-0-0 + ฉีดพ่นฮอร์โมนบำรุง
อายุ 2 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 30-6-0
อายุ 2 ½ เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 20-10-10
อายุ 3 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15
ฉีดยาป้องกันโรคเน่า 2 ครั้ง ทุกสัปดาห์
อายุ 4 เดือน ฉีดยา + ฮอร์โมน
อายุ 4 ½ เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21
อายุ 5 เดือน ฉีดพ่นปุ๋ยน้ำบำรุง
อายุ 6 เดือน โรคเน่าระบาด หยุดใช้สารเคมี (ไม่คุ้มค่า)
อายุ 7 เดือน เก็บผลผลิต คือ วันที่ 7 พฤษศจิกายน 2559
แปลงทดลองที่ 3 การปลูกกระชายในถุงดำ ของนายวิศาล เก้าลิ้ม ระหว่างเดือนกรกฏาคม-เดือนธันวาคม 2559 (1 กค. – 21 ธค.59) รวม 6 เดือน การทดลอง ประกอบด้วย 3 ปัจจัย
1. สถานที่วางถุงปลูก ได้แก่ ในที่ร่ม/ใต้ร่มไม้ และตากแดด
2. ชนิดของปุ๋ย ได้แก่ ปุ๋ยหมัก และมูลวัวเก่า (ใช้ผสมดินปลูก อัตราส่วน 1 ต่อ 1)
รวมกรรมวิธี 2 * 2 เท่ากับ 4 กรรมวิธี ๆ ละ 5 ซ้ำ (ถุง) ประกอบด้วย
1) กรรมวิธีที่ 1 ดินปลูก + ปุ๋ยหมัก + วางในที่ร่ม
2) กรรมวิธีที่ 3 ดินปลูก + มูลวัวเก่า + วางในที่ร่ม
3) กรรมวิธีที่ 5 ดินปลูก + ปุ๋ยหมัก + วางตากแดด
4) กรรมวิธีที่ 7 ดินปลูก + มูลวัวเก่า + วางตากแดด

แปลงทดลองที่ 4 แปลงปลูกถั่วลิงสง ของนายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ระหว่างเดือนสิงหาคม – เดือนธันวาคม 2559 (วันที่ 25 สิงหาคม 2559 - วันที่ 30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2559)
ขนาดแปลง กว้าง 2.0 เมตร * ยาว 36 เมตร (72 ตารางเมตร)
พันธุ์ ถั่วลิสงฝักเล็ก (ไทยแลนด์) และฝักใหญ่ ปลูก 3-4 เมล็ด ต่อ หลุม
วางแผน การทดลองแบบ RBCD จำนวน 2 กรรมวิธีๆ ละ 2 แปลง และสุ่มเก็บ 20 ต้น (ซ้ำ)
กรรมวิธีที่ 1 ไม่ใส่ปุ๋ยไรโซเบียม Control
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ไรโซเบียม
การบำรุง ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 เมื่อกลางเดือนตุลาคม 2559
ฉีดพ่นฮอร์โมนไข่
เก็บผลผลิต ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2559

แปลงทดลองที่ 5 แปลงปลูกกระชาย ของนายวิศาล เก้าลิ้ม ระหว่างเดือนกรกฏาคม 2559 - เดือนมกราคม 2560
ขนาดแปลง ปลูกกระชายในแปลง ขนาด 6 * 8 เมตร หรือ 48 ตรม.
ระยะระหว่างต้นและแถว 15 และ 30 เซนติเมตร)
พันธุ์ พื้นบ้าน (ก่อนปลูกคลุกท่อนพันธุ์ด้วย metalaxyl กันเชื้อรา)
วางแผน การทดลองแบบ RBCD จำนวน 4 กรรมวิธีๆ ละ 14 ซ้ำ (กอ)
กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR คือ (ปุ๋ยหมัก 70 กก./แปลง)
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR1 + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 50% คือ (ปุ๋ยเคมี 21-0-0 จำนวน 100 กรัม/แปลง + ปุ๋ยหมัก 70 กก./แปลง)
กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 100% + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 100% คือ (ปุ๋ยเคมี 21-0-0 จำนวน 200 กรัม/แปลง + ปุ๋ยหมัก 70 กก./แปลง)
กรรมวิธีที่ 4 ใส่ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ (100%) คือ ปุ๋ยเคมี 21-0-0 จำนวน 200 กรัม/แปลง
หมายเหตุ ใส่ปุ๋ยหมัก + PGPR เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 และปุ๋ยเคมี เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559
เก็บผลผลิต วันที่ 6 มกราคม 2560

แปลงทดลองที่ 6 แปลงปลูกตะไคร้ ของนายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ระหว่างเดือนกรกฏาคม 2559 – เดือนกุมภาพันธ์ 2560
ขนาดแปลง 1.5 เมตร ยาว 20 เมตร (30 ตารางเมตร)
พันธุ์ เขียวเกษตร เขียวหยวก ปลูก 1 ต้น ต่อ หลุม
วางแผน การทดลองแบบ RBCD จำนวน 3 กรรมวิธีๆ ละ 10 ซ้ำ
กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ (สูตร 25-7-7) อัตรา ½ ช้อนโต๊ะ
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 50 ของที่เกษตรกรปฏิบัติ (สูตร 25-7-7) อัตรา 1 ช้อนชา
+ ปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 50 ของอัตราแนะนำ) หรือ 50 กิโลกรัม
กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมัก 100% ของอัตราแนะนำ หรือ 100 กิโลกรัม
การบำรุงดูแลรักษา เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2559 ใส่ปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 อัตรา ½ ช้อนโต๊ะ/ต้น สังเกตว่าต้นตะไคร้พึ่งตั้งตัวได้ และเริ่มแตกใบใหม่
เก็บข้อมูลผลผลิต หลังปลูกประมาณ 6 เดือน (ประมาณวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560)



บทที่ 3
ผลการประเมินระหว่างถ่ายทอดเทคโนโลยี

ผลการดำเนินงานกิจกรรมหลัก คือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี จำนวน 5 ครั้ง

ครั้งที่ 1
โครงการให้ความรู้ด้านการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์คุณภาพดิน และการลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร เมื่อวันศุกร์ที่ 22 เมษายน 2559 ผลการประเมินความพึงพอใจเกษตรกรผู้ตอบแบบประเมิน 27 คน (ตารางภาคผนวกที่ 1) หรือร้อยละ 84.38 จากเกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 44.44-62.96 ต่อ 4 กิจกรรมเหล่านี้ คือ 1) ขั้นตอนการให้บริการ 2) เนื้อหาที่วิทยากรสอน 3) วิทยากรถ่ายทอดความรู้ทำให้เข้าใจและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น และ 4) ช่วงเวลาของการจัดอบรมมีความเหมาะสม ทั้งนี้สังเกตว่าเกษตรกรให้สนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี
สำหรับการตรวจสารเคมีในเลือด โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ 1) ปกติ 2) ไม่ปลอดภัย 3) มีความเสียง และ 4) ไม่ปลอดภัย ซึ่งผู้เข้ารับการตรวจทั้งสิ้น 32 ราย ผลการตรวจพบว่า
- ไม่ปลอดภัย ร้อยละ 3.13 (หรือ 1 คน)
- มีความเสี่ยง ร้อยละ 43.75 (หรือ 14 คน)
- ไม่ปลอดภัย ร้อยละ 53.12 (หรือ 17 คน)
นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยถึงการประกอบอาชีพ ปัญหาที่พบในพื้นที่ ดังนี้
1. เกษตรกรส่วนใหญ่ทำการเกษตรกึ่งผสมผสาน โดยจะมีการปลูกพืชมากกว่า 1 ชนิดในพื้นที่เกษตรกรรมของตนเอง โดยพืชที่เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรม ปลูกมากที่สุด คือ ตะไคร้ รองลงมาคือ กระชาย อ้อย มะเขือเปราะ ผักชี และพืชอื่นๆ เช่น ถั่วฝักยาว ผักสลัด ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง แตงกวา พริก แมงลัก โหระพา กะหล่ำ มะกรูด ถัวพู ถั่วอินคา มะม่วงหาวมะนาวโห่ ข้าว เป็นต้น รวมทั้ง ไม้ผล อาทิ กล้วย มะม่วง ทั้งนี้มีเกษตรกรบางรายปลูกผักปลอดสารพิษ และผักอินทรีย์
2. ปัญหาที่พบที่สำคัญมี 2 เรื่อง คือ
- สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อากาศร้อน และแล้ง เกิดการระบาดของโรคแมลง สร้างความเสียหายแก่ผลผลิต เช่น โรคเน่าในกระชาย โรคใบขีดโปร่งแสงในข้าวโพด เพลี้ยแป้งในพริก และแมลงวันทองที่เจาะผลผลิตเสียหาย สำหรับปัญหากระชายเน่า พบว่าเกษตรกรพยายามใช้วิธีพลิกหน้าดินตาก เพื่อฆ่าเชื้อโรค แต่เนื่องจากใช้ท่อนพันธุ์ปลูกของเดิมซึ่งติดโรค ทำให้ไม่สามารถกำจัดโรคได้ ดังนั้นควรจะมีการสอนให้เกษตรกรกำจัดโรคจากท่อนพันธุ์
- ถูกกดราคาผลผลิตของพ่อค้าคนกลาง สืบเนื่องจากไม่มีการรวมกลุ่ม ต่างคนต่างผลิต ต่างคนต่างขาย จึงขาดอำนาจในการต่อรอง
- ปัญหาเรื่อง ดิน พบว่า เกษตรกรจำนวนทั้งหมด 20 กว่าคน เคยมีการส่งตัวอย่างดินเพียงแค่ 5 คน และในอดีตพบปัญหาในเรื่องของ ดินเป็นกรด ค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นการใช้พื้นที่ที่ใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณสูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกษตรกรขาดความเข้าใจในการเก็บตัวอย่างดินอย่างถูกต้อง รวมทั้งไม่เห็นความสำคัญและประโยชน์ของการวิเคราะห์ดิน


ครั้งที่ 2
การวิเคราะห์คุณภาพดินและการเลือกใช้ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสม วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 มีเกษตรกรส่งตัวอย่างดินตรวจวิเคราะห์ จำนวน 13 ตัวอย่าง (ตารางภาคผนวกที่ 2) ภาพรวม เป็นดังนี้
• เกษตรกรนิยมปลูก ตะไคร้ กระชาย รองลงมาคือ กะเพรา มะเขือ ผักสลัด คื่นช่าย ถั่วลิสง
• ปริมาณอินทรียวัตถุ อยู่ในระดับต่ำ-ต่ำมาก (ยกเว้นแปลงคุณวสันต์ที่ปลูกพืชอินทรีย์ อยู่ในระดับปานกลาง)
• ปริมาณแอมโมเนียม อยู่ในระดับต่ำ (ยกเว้นแปลงคุณชาตรีที่ปลูกพืชอินทรีย์ ระดับปานกลาง)
• ปริมาณไนเตรท อยู่ในระดับต่ำ-ต่ำมาก
• ปริมาณฟอสฟอรัส อยู่ในระดับสูง-สูงมาก
• ปริมาณโพแทสเซียม อยู่ในระดับต่ำ (ยกเว้นแปลงปลูกกระชายและถั่วลิสงของคุณศรีพิชัย อยู่ในระดับสูง)

ครั้งที่ 3
การทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ การลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร และการหารือเพื่อจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2559 ผลเป็นดังนี้
1. การทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ ผลที่ได้ วิทยากรและแนะนำเล่มบัญชี และได้ลองให้เกษตรกรกรอกข้อมูลค่าใช้จ่าย ทำให้เกษตรกรได้รับความรู้ ความเข้าใจ จนสามารถกรอกข้อมูลได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ที่ประชุมเสนอให้เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน เข้าร่วมประกวดการทำบัญชี โดยวิทยากรทั้งสองท่านและคณะทำงาน ทำหน้าที่เป็นมีกรรมการตรวจเล่มบัญชี
2. ผลการตรวจสารเคมีในเลือด เกษตรกร 23 ราย แบ่งเป็น 4 ระดับ และมีผลการตรวจ ดังนี้
ระดับ 1) ปกติ จำนวน 1 คน ร้อยละ 4.35
ระดับ 2) ปลอดภัย จำนวน 6 คน ร้อยละ 26.09
ระดับ 3) มีความเสียง จำนวน 13 คน ร้อยละ 56.52
ระดับ 4) ไม่ปลอดภัย จำนวน 3 คน ร้อยละ 13.04
ทั้งนี้วิทยากรได้ให้คำแนะนำ ต่อแนวทางการดูแลสุขภาพจากสารเคมีภาคการเกษตร อาทิ การนำใบรางจืด 7 ใบ มาต้มกับน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน
3. การตรวจวิเคราะห์ดิน โดย รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลที่ได้ ผลวิเคราะห์คุณภาพดิน (ตารางภาคผนวกที่ 3) ของพืชที่ปลูก อาทิ ตะไคร้ หอมแบ่ง กระชาย อ้อย ถั่วพู จำนวน 8 ตัวอย่าง เป็นดังนี้
- ปริมาณอินทรียวัตถุ อยู่ในระดับต่ำ-ต่ำมาก
- ปริมาณแอมโมเนียม อยู่ในระดับต่ำ ต่ำมาก และปานกลาง
- ปริมาณไนเตรท อยู่ในระดับต่ำมาก
- ปริมาณฟอสฟรัส อยู่ในระดับสูง-สูงมาก
- ปริมาณโพแทสเซียม อยู่ในระดับต่ำ
- ความเป็นกรด-ด่าง อยู่ในระดับกรดอ่อน กลาง ด่างอ่อน และด่างปานกลาง
4. ประชุมหารือถึงแนวทางการจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก รวมทั้งการฟื้นฟูการผลิตปุ๋ยหมักที่กลุ่มเกษตรกรเคยทำผ่านมา บางรายที่เคยใช้ปุ๋ยหมักที่กลุ่มผลิต เล่าว่า
“ใช้ได้ดี และอยากใช้อีก อยากให้ผู้ใหญ่ทำอีก และขายในราคาถูกให้กับสมาชิก”
ในหมู่บ้านมีทั้งขี้หมู ขี้แพะ เศษพืชก็เยอะ”

นอกจากนี้ ผญ.วิศาล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนที่ทำไร่อ้อยเคยเอามูลแพะไปใส่ พบว่าหนูไม่มารบกวน คาดว่าน่าจะเป็นเพราะกลิ่นของมูลแพะ น่าจะมาลองใช้กับแปลงตะไคร้ของบ้านเราได้ เพราะทุกวันนี้หนูเริ่มระบาดและทำความเสียหายมากขึ้น
ทั้งนี้ คณะทำงานได้นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการกลุ่มปุ๋ยหมักบ้านดอนขุนวิเศษ เป็นตัวอย่างให้กับที่ประชุม โดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน อาทิ
1. การลงหุ้น ไม่เกิน จำนวน 5 หุ้น ต่อคน หุ้น ละ 100 บาท
2. การคำนวณราคาขาย ให้คิดต้นทุนของกลุ่มอีกครั้ง
3. การทำงาน ควรเป็นลักษณะการจ้างงาน คิดเป็น 40 บาท ต่อ ชั่วโมง
4. กองปุ๋ยหมักตั้งอยู่ที่บ้าน ผญ. วิศาล และ ผญ. ช่วยดูแลกระบวนการผลิต
5. การจ่ายเงินค่าแรง ผญ. จะเป็นคนให้ใบเสร็จที่มีตราประทับพร้อมลายเซ็นให้กับคนงาน เพื่อนำไปขึ้นเงินกับเหรัญญิกกลุ่มต่อไป
6. การจัดหาเศษพืช เป็นการให้คนงานนำรถไปขนจากแปลงหลังเก็บเกี่ยวของเกษตรกร (ต้นตะไคร้ เศษกระถินที่แพะไม่กิน ผักตบชวา) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ยกเว้น ค่าน้ำมันรถขนส่ง
7. มูลสัตว์ อาทิ มูลแพะ คิดในราคา 2 บาท ต่อ กิโลกรัม
8. ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ควรติดมิเตอร์ และจ่ายตามจริง

ผลการประเมินความพึงพอใจจากเกษตรกรผู้ตอบแบบประเมิน 22 คน ผลการประเมินความพึงพอใจ (ตารางภาคผนวกที่ 4) กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมพึงพอใจในระดับมากที่สุด ได้แก่ วิทยากร เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความยิ้มแย้ม (ร้อยละ 81.82) รองลงมาคือ สถานที่อบรม อาหาร (ร้อยละ 54.55) ขั้นตอนการให้บริการ รวมทั้งเนื้อหาที่วิทยากรสอน (ร้อยละ 45.45)
สำหรับความพึงพอใจในระดับมาก คือ เวลาการอบรม (ร้อยละ 68.18) รองลงมาคือ วิทยากรถ่ายทอดความรู้ ทำให้ท่านเข้าใจ และความคุ้มค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับ(ร้อยละ 59.09) ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ (ร้อยละ 54.55) ช่วงเวลาของการจัดอบรม (ร้อยละ 50) ขั้นตอนการให้บริการ (ร้อยละ 45.45) ทั้งนี้เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อภาพรวม ระดับมากที่สุด (ร้อยละ 50) อีกทั้งสังเกตว่าเกษตรกรให้สนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี

ครั้งที่ 4
การจัดตั้งคณะกรรมการ กลุ่มปุ๋ยหนองหม้อแตก รวมใจพัฒนา ประกอบด้วย
1. นายวิศาล เก้าลิ้ม ประธาน
2. นายประสาร ธีรพิมาน รองประธาน
3. นางสุนัน ศรีดาวเรือง เลขานุการกลุ่ม คนที่ 1
4. นางสมจิตร ลิมป์นิธิธนากุล เลขานุการกลุ่ม คนที่ 2
5. นางสาวอรุณี อำนวยทรัพย์ เหรัญญิก คนที่ 1
6. นางสุมิตรา คล้ายเมือง เหรัญญิก คนที่ 2
7. นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กรรมการ
8. นางสาวนพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ กรรมการ
9. นางวิภา บุษราคัมกุล กรรมการ
10. นายยุทธ ดีพุ่ม กรรมการ
11. นางสุชาดา ธีรพิมาน กรรมการ

ครั้งที่ 5
โครงการให้ความรู้ด้านการจัดการโรคเน่าในกระชาย และแนวทางการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2560 วันพุธที่ 21 ธันวาคม 2559 นางณัฎฐิมา โฆษิตเจริญกุล วิทยากรจากกลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้บรรยายให้ความรู้เรื่อง โรคเน่าของกระชายและแนวการจัดการโรคกระชาย หัวข้อต่างๆ (ภาคผนวก ค) อาทิ เชื้อสาเหตุ ลักษณะอาการ การดำรงชีวิตของเชื้อ การแพร่ระบาดของเชื้อ พืชอาศัยของเชื้อ แนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันและควบคุม สำหรับปัญหาที่การระบาดของโรคในหมู่บ้าน พบว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการปลูกซ้ำในที่เดิม ผลกระทบจากปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง ระยะปลูกที่ชิดเกินไป คือ 10-15 ซม. เท่านั้น ซึ่งระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 25 ซม. ในการนี้ วิทยากรได้เสนอแนวทางการจัดการ เช่น 1) การปลูกพืชหมุนเวียน 2) การคัดท่อนพันธุ์ปลอดโรค และการแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมี 3) การฆ่าเชื้อในบริเวณแปลงที่มีการระบาดของโรคด้วยปุ๋ยยูเรียผสมปูนขาว อัตราส่วน 80:800 กิโลกรัม ทิ้งไว้อย่างน้อย 3 สัปดาห์ 4) การตรวจคุณภาพดิน
จากผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีผู้ตอบแบบประเมิน 22 ราย คิดเป็น ร้อยละ 71 ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด ผลการประเมินแบ่งเป็น 2 ส่วน (ตารางภาคผนวกที่ 5) ผลเป็นดังนี้
1. ความพึงพอใจต่อกิจกรรม พบว่าขั้นตอนการให้บริการของการจัดกิจกรรม วิทยากร และสถานที่ อยู่ในระดับที่เหมือนกันคือ ระดับมาก ร้อยละ 54.54
2. ความพึงพอใจต่อหลักสูตร พบว่าผู้เข้ารับการอบรมส่วนใหญ่พึงพอใจระดับมาก ระหว่างร้อยละ 40.90-68.18



ผลการดำเนินงานกิจกรรมรอง คือ แปลงสาธิต รายละเอียดของกิจกรรมที่ดำเนินงานเป็นดังนี้
แปลงที่ 1 แปลงปลูกตะไคร้ ของคุณนพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์
กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ (สูตร 25-7-7) อัตรา ½ ช้อนโต๊ะ
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 50 ของที่เกษตรกรปฏิบัติ (สูตร 25-7-7) อัตรา 1 ช้อนชา
+ ปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 50 ของอัตราแนะนำ) หรือ 50 กิโลกรัม
กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมัก 100% ของอัตราแนะนำ หรือ 100 กิโลกรัม
ผลการทดลอง (ภาพที่ 2) เป็นดังนี้
การแตกกอ เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของจำนวนต้นตะไคร้ต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า การแตกกอในกรรมวิธีที่ 3 มีจำนวนต้นมากที่สุด คือ 88.80 ต้น/กอ โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กับกรรมวิธีที่รองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 1 (73.60 ต้น/กอ.) และ กรรมวิธีที่ 2 (71.80 ต้น/กอ) ตามลำดับ
น้ำหนักต้นตะไคร้ ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของน้ำหนักต้นตะไคร้ต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า น้ำหนักของต้นตะไคร้กรรมวิธีที่ 3 มีน้ำหนักสูงสุด คือ 3.96 กิโลกรัม/กอ และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากกรรมวิธีอื่น ทั้งนี้น้ำหนักผลผลิตรองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 1 (3.32 กิโลกรัม/กอ) และกรรมวิธีที่ 2 (3.15 กิโลกรัม/กอ) ตามลำดับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


* อักษรภาษาอังกฤษที่แตกต่างกัน หมายถึง ข้อมูลมีความแตกต่างกันที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยวิธี DMRT
ภาพที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลผลิตตะไคร้แปลงปลูกตะไคร้ของคุณนพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ ปีเพาะปลูก 2559
แปลงทดลองที่ 2 แปลงปลูกกระชาย ของนายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
การแตกหน่อ เมื่อเปรียบบเทียบค่าเฉลี่ยของจำนวนหน่อกระชายต่อกอ พบว่าแต่ละกรรมวิธีไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้กรรมวิธีที่ 2 และกรรมวิธีที่ 4 มีการแตกหน่อมากที่สุด คือ 8.2 หน่อ/กอ รองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 1 (7.8 หน่อ/กอ) และ 3 (7.05 หน่อ/กอ) ตามลำดับ (ภาพที่ 3 และตารางภาคผนวกที่ 6)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


* อักษรภาษาอังกฤษที่แตกต่างกัน หมายถึง ข้อมูลมีความแตกต่างกันที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยวิธี DMRT

ภาพที่ 3 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลผลิตกระชายแปลงทดลองของคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
น้ำหนักเหง้ากระชาย ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของน้ำหนักเหง้ากระชายต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า น้ำหนักของเหง้ากระชายกรรมวิธีที่ 4 มีน้ำหนักสูงสุด คือ 0.40 กิโลกรัม/กอ และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากกรรมวิธีอื่น ทั้งนี้น้ำหนักผลผลิตรองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 3 (0.15) กรรมวิธีที่ 2 (0.14) และกรรมวิธีที่ 1 (0.12) ตามลำดับ (ภาพที่ 3 และตารางภาคผนวกที่ 6)
ความยาวของเหง้ากระชาย ผลวิเคราะห์ค่าความยาวเฉลี่ยของเหง้ากระชายในต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า ความยาวของเหง้าในกรรมวิธีที่ 4 มีความยาวมากที่สุด คือ 15.22 เซนติเมตร (ซม.)โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กับกรรมวิธีที่รองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 2 (13.51 ซม.) กรรมวิธีที่ 3 (12.78 ซม.) และ กรรมวิธีที่ 1 (12.55 ซม.) ตามลำดับ (ภาพที่ 3 และตารางภาคผนวกที่ 6)

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 4 การระบาดของโรคเน่าในกระชาย อายุ 4 เดือน (บน) และอายุ 7 เดือน (ล่าง)

ปีเพาะปลูก 2559 เมื่อพิจารณาภาพรวมของการจัดการปุ๋ย พบว่ากรรมวิธีที่ 4 คือ ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรปฏิบัติ ทำให้การเจริญเติบโตของกระชายดีที่สุด อีกทั้งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
แม้กระนั้นก็ตาม ช่วงเดือนสิงหาคม 2559 ประสบปัญหาโรครากเน่าระบาดอย่างรุนแรง (ภาพที่ 4) ยังผลให้ต้นกระชายเน่าและแห้งตายในที่สุด (ภาพที่ 3) ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตกระชาย ทั้งนี้เกษตรกรเล่าว่าที่ผ่านมาจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 150 กก. / 1.5 ร่อง ประมาณ 56 ตรม. หรือประมาณ 4 ตัน/ไร่
ในการนี้ คณะทำงานได้นำตัวอย่างพืชที่เป็นโรคทดสอบสาเหตุของโรคในเบื้องต้นด้วยวิธีตัดเนื้อเยื่อพืชมาแช่น้ำ ผลการทดสอบในเบื้องต้น คาดว่าเป็นเชื้อแบคทีเรีย จากนั้นจึงนำตัวอย่างต้นที่เป็นโรคส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กองอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร) ซึ่งผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทราบเชื้อสาเหตุ คือ เชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanaceaerum โดยกลุ่มงานบักเตรีวิทยา (โทร. 02-5798599)
สิ่งที่สำคัญที่เป็นปัญหาในการปลูกกระชาย คือ โรคต้นล้ม ที่เกิดจากอาการรากเน่า ต้นเน่า ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ แต่ที่สังเกตเห็นได้ง่ายก็อยู่ในช่วงอายุ 2 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะในช่วงเดือน ส.ค.- พ.ย. หรือในหน้าฝน จะเกิดปัญหาโรคนี้ค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็ต้องฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อรา แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ จึงมีกระชายเกิดโรคอยู่ในแปลงเป็นหย่อมๆ ซึ่งต้องฉีดพ่นยากันราประคับประคองไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบอายุ 6 เดือนที่สามารถขุด

กระชายหัวกุด เป็นเพราะแพ้ราก/เหง้าเก่าอ้อย ต้องเว้นปี จึงจะปลูกได้
จุดที่สมบูรณ์ คือ แปลงที่ซื้อดินมาถม
ต้นแจ้ คือ ต้นสั้น+ขอบใบแห้ง จะได้ผลผลิตน้อย
ปีนี้โรคเน่าระบาด ยิ่งได้ผลผลิตน้อย
ข้อสังเกตของนายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559

แปลงทดลองที่ 3 การปลูกกระชายในถุงดำ ของนายวิศาล เก้าลิ้ม
ผลการทดลอง แสดงดังภาพที่ 5 และตารางภาคผนวกที่ 8
จากการทดลองครั้งนี้พบว่า การปลูกกระชายในถุงดำตามกรรมวิธีที่ 4 (ดินปลูกผสมมูลวัวและวางตากแดด) ให้จำนวนหน่อและความยาวได้ดีที่สุด สำหรับน้ำหนักผลผลิตกรรมวิธีที่ 2 (ดินปลูกผสมมูลวัวและวางในที่ร่ม) ให้น้ำหนักมากที่สุด (ตารางภาคผนวกที่ 7)

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่ 5 ผลผลิตกระชายที่ปลูกในถุงดำ

แปลงทดลองที่ 4 แปลงปลูกถั่วลิงสง ของนายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ปีเพาะปลูก 2559
ผลผลิตถั่วลิสงที่ได้จากการทดลองใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม พบว่าการใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมมีผลทำให้จำนวนฝัก น้ำหนักฝัก และน้ำหนักต้นถั่วลิสง-พันธุ์ฝักเล็ก ให้จำนวนที่มีความแตกต่างอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีที่ไม่ใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม ในขณะที่ถั่วลิสง-พันธุ์ฝักใหญ่ กรรมวิธีที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมให้น้ำหนักรวมฝักต่อต้น (129.75 กรัม) แตกต่างอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีที่ไม่ใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม (86.75 กรัม) สำหรับจำนวนฝักและน้ำหนักต้น พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมมีแนวโน้มให้น้ำหนักมากกว่าการไม่ใช้ไรโซเบียม (ภาพที่ 6 และตารางภาคผนวกที่ 8-9)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่ 6 ถั่วลิสงพันธุ์ฝักใหญ่ (ซ้ายบน) พันธุ์ฝักเล็ก (ขวาบน) ที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม
และถั่วลิสงพันธุ์ฝักใหญ่ (ซ้ายล่าง) พันธุ์ฝักเล็ก (ขวาล่าง) ที่ไม่ใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม (บน)

 

 



แปลงทดลองที่ 5 แปลงปลูกกระชาย ของนายวิศาล เก้าลิ้ม
การทดลองนี้เป็นการผสมผสานการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยหมักและปุ๋ยชีวภาพ PGPR ในการปลูกกระชายที่ระยะห่างระหว่างต้นและแถว 2 ช่วง คือ 15 และ 30 เซนติเมตร ผลการทดลองเป็นดังนี้
ระยะห่างระหว่างต้นและแถว 15 เซนติเมตร พบว่าการทดลองกรรมวิธีที่ 3 (ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 50%) ให้จำนวนหน่อ (31.86 หน่อ) มากที่สุด และให้ผลทางสถิติเหมือนกับกรรมวิธีที่ 2 (ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 100% + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 100% ) สำหรับน้ำหนักนั้นทุกกรรมวิธีไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกรรมวิธีที่ 3 ให้น้ำหนัก (166.93 กรัม/ต้น) มากที่สุด ในขณะที่ความยาวของเหง้า หรือรากกระชายนั้น กรรมวิธีที่ 3 ให้ความยาวเท่ากับ 10.14 ซม. ซึ่งเป็นค่ามากที่สุด และแตกต่างจากกรรมวิธีอื่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ตารางภาคผนวกที่ 10)
ทั้งนี้ที่ระยะห่างระหว่างต้นและแถว 30 เซนติเมตร นั้นให้ผลที่แตกต่างกัน กล่าวคือ การใช้ปุ๋ยเคมีที่เกษตรกรปฏิบัติ (กรรมวิธีที่ 1) ในอัตรา 200 กรัมต่อแปลง ขนาด 48 ตางเมตร ทำให้ได้จำนวนหน่อมากที่สุด คือ 46.56 หน่อ/ต้น แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีอื่น สำหรับน้ำหนักกระชายพบว่าการทดลองกรรมวิธีที่ 1 ให้น้ำหนักมากที่สุดคือ 383.12 อีกทั้งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีอื่นๆ โดยกรรมวิธีที่ให้น้ำหนักรองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 2 (279.62 กรัม) กรรมวิธีที่ 4 (263.44 กรัม) และกรรมวิธที่ 3 (210.62 กรัม) ตามลำดับ ในส่วนของความยาวเหง้าพบว่าการทดลองกรรมวิธีที่ 4 คือ การใช้ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 100% ทำให้ความยาวของเหง้า หรือรากกระชายมีค่ามากที่สุด คือ 9.92 ซม. แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีที่ 1 (9.63 ซม.) และ กรรมวิธีที่ 3 (9.59 ซม.) ที่ให้ความยาวรองลงมา ตามลำดับ ในทางตรงข้ามพบว่ากรรมวิธีที่ 4 มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีที่ 2 ซึ่งให้ความยาวน้อยที่สุด (ตารางภาคผนวกที่ 11)
สรุปได้ว่า ในการปลูกกระชายที่ระยะห่างระห่างต้นและแถว เป็นดังนี้
- ระยะปลูก 15 ซม. การใช้ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติเพียงครึ่งหนึ่งของอัตราปกติ ร่วมกับปุ๋ยหมักตามอัตราแนะนำ และปุ๋ยชีวภาพ PGPR คือ กรรมวิธีที่ 3 มีแนวโน้มทำให้ได้ผลผลิตมากที่สุด (ภาพที่ 7)
- สำหรับระยะปลูก 30 ซม. การใช้ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ (กรรมวิธีที่ 1) จะมีส่วนทำให้ได้ผลผลิตมากที่สุด (ภาพที่ 8)

 

 

 

 

ภาพที่ 7 ผลผลิตกระชายที่ระยะห่างระหว่างต้นและแถว 15 เซนติเมตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่ 8 ผลผลิตกระชายที่ระยะห่างระหว่างต้นและแถว 30 เซนติเมตร

แปลงทดลองที่ 6 แปลงปลูกตะไคร้ ของนายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
เก็บผลผลิตประมาณวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 กรรมวิธีทดลองแบบ RBCD จำนวน 3 กรรมวิธี (10 ซ้ำ/กรรมวิธี) แปลงทดลอง ขนาด 30 ตรม. ปลูกหลุมละ 1 ต้น
กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 50 ของที่เกษตรกรปฏิบัติ + ปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 50 ของอัตราแนะนำ) หรือ 50 กิโลกรัม
กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมัก 100% ของอัตราแนะนำ หรือ 100 กิโลกรัม
ผลการทดลอง เป็นดังนี้
การแตกกอ เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของจำนวนต้นตะไคร้ต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า การแตกกอในกรรมวิธีที่ 3 มีจำนวนต้นมากที่สุด คือ 94 ต้น/กอ รองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 1 (87.45 ต้น/กอ.) และ กรรมวิธีที่ 2 (83 ต้น/กอ) ตามลำดับ ทั้งนี้กรรมวิธีที่ 3 (ใส่ปุ๋ยหมักอย่างเดียว) และกรรมวิธีที่ 1 (ใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว) ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคุญทางสถิติ
น้ำหนักต้นตะไคร้ ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของน้ำหนักต้นตะไคร้ต่อกอ ของแต่ละกรรมวิธีพบว่า กรรมวิธีที่ 3 มีน้ำหนักสูงสุด คือ 1.99 กิโลกรัม/กอ และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากกรรมวิธีอื่น ทั้งนี้น้ำหนักผลผลิตรองลงมาคือ กรรมวิธีที่ 1 (1.70 กิโลกรัม/กอ) และกรรมวิธีที่ 2 (1.59 กิโลกรัม/กอ) ตามลำดับ
ผลการทดลองของคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร คล้ายคลึงกับของคุณนพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ แต่ให้น้ำหนักน้อยกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตะไคร้ที่ปลูกในฤดูหนาว มักเจริญเติบโตช้ากว่าตะไคร้ที่ปลูกช่วงฤดูฝน

บทที่ 4
ผลการติดตามหลังการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี

คณะทำงานได้ลงพื้นที่ดำเนินงานต่างๆ (ตารางภาคผนวกที่ 12) เป็นดังนี้ ผู้เข้ารับการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี (กิจกรรมหลัก) กิจกรรมอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี 5 กิจกรรม พบว่ากิจกรรมที่มีเกษตรกรเข้ารับการอบรม รวมทั้งสิ้น 63 คน ผู้เข้าร่วมดำเนินงานแปลงสาธิต (กิจกรรมรอง) จำนวน 3 ราย และคณะกรรมการกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก จำนวน 11 คน
ข้อมูลใบสมัคร ผู้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการ หมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ประจำปีงบประมาณ 2559 รวมทั้งสิ้น จำนวน 53 คน เป็นเพศชาย 21 คน เป็นเพศหญิง 32 คน อายุเฉลี่ย 54.6 ปี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร (ร้อยละ 92.45) รองลงมาคือ รับจ้าง แม่บ้าน ค้าขาย ระดับการศึกษาส่วนใหญ่จบประถมศึกษา (ร้อยละ 66.04) รองลงมาคือ มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่มีรายได้มากกว่า 10,000 บาท (ร้อยละ 15.09) รองลงมา คือ 4,000-5,000 บาท และ (เท่ากัน) มี 2 ช่วงรายได้ คือ 1,001-2,000 บาท / 7,001-8,000 บาท สำหรับการได้รับข้อมูลข่าวสารการจัดกิจกรรมผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่ทราบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ร้อยละ 52.83) ซึ่งในที่นี้คือผู้ใหญ่บ้าน (นายวิศาล เก้าลิ้ม) และสมาชิก อบต. (นายวสันต์ เก้าลิ้ม) รวมทั้งคณะทำงานโครงการเองด้วย ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมกว่าร้อยละ 56.60 ไม่เคยเข้าร่วมอบรม (ตารางภาคผนวกที่ 13)
นอกจากนี้ คณะทำงานได้หารือร่วมกับกลุ่มเกษตรกร ในการประชุมเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2559 เกษตรกรได้เล่าถึงปัญหาต่างๆ ในการปลูกพืช ตัวอย่างเช่น 1) ตะไคร้ (อายุเก็บเกี่ยว 5 เดือน) พบว่าต้นเจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร บางต้นเหี่ยว และยืนต้นตายในที่สุด บางครั้งจะพบหนอนตัวสีขาวหัวสีแดงบริเวณโคนต้น 2) เผือก (อายุเก็บเกี่ยว 6 เดือน) เชื้อราที่ใบ “โรคตาเสือ” และบางครั้งต้นพืชเจริญเติบโตช้า 3) กะเพรา/โหระพา (ระยะเก็บผลผลิต 6 เดือน) อายุตัดได้ตั้งแต่ 1 ½ - 2 เดือน พบอาการขุยสีขาวใต้ใบ บนใบเป็นจุดสีน้ำตาลดำ บางครั้งพบอาการใบเหลืองและร่วงในที่สุด 4) พริก เป็นโรคกุ้งแห้ง และ 5) อ้อย เจริญเติบโตช้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฝนตกล่าช้า และต้นตอเก่า
ดังนั้นในปีงบประมาณ 2560 ที่ประชุมจึงเสนอให้ดำเนินกิจกรรมแปลงสาธิต (เกษตรกรรายเดิม และเพิ่มเติม) ดังนี้ (คาดว่าจะเริ่มเตรียมแปลงในเดือนมีนาคม 2560)
1. แปลงสาธิตผลิตท่อนพันธุ์ปลอดโรค 2 ราย คือ 1) นายวิศาล เก้าลิ้ม และ 2) นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร พื้นที่ประมาณ 1 งาน/ราย โดยการสนับสนุนจากกองอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร
2. แปลงสาธิตปลูกตะไคร้ 3 ราย คือ 1) น.ส.นพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ (รายเดิม) และเกษตรกรรายใหม่ 2 คน คือ 1) นางสมจิตร ลิมป์นิธิธนากุล 2) น.ส.อรุณี อำนวยทรัพย์
3. แปลงสาธิตปลูกถั่วลิสง (อายุเก็บเกี่ยว 3 เดือน) 2 ราย คือ 1) นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร (รายเดิม) และ 2) น.ส.สรินทิพย์ ก้องวิวัฒนพงศ์
4. แปลงสาธิตปลูกกะเพรา/โหระพา/แมงลัก (ระยะเก็บผลผลิต 6 เดือน) 2 ราย คือ 1) นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร และ 2) นายถนอน แก้ววันทา
อย่างไรก็ตาม คณะทำงานโครงการได้นำเสนอผลการทดลองในแปลงสาธิต ได้แก่ ตะไคร้ ถั่วลิสง ที่ผ่านมา พบว่าการใช้ปุ๋ยหมัก และสารชีวภัณฑ์ต่างๆ มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของพืช และผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงมีเกษตรกรแสดงความจำนงซื้อปุ๋ยหมักของกลุ่มปุ๋ยฯ จำนวน 9 ราย ๆ ละ 500 กิโลกรัม เป็นการจำหน่ายในราคา 4 บาท/กก.

บทที่ 5
สรุปผลการดำเนินโครงการตามข้อเสนอโครงการ

5.1 สรุปผลการดำเนินโครงการ

ตารางที่ 5.1 ผลผลิตโครงการตามข้อเสนอ
ผลผลิต/ผลลัพธ์ หน่วย ค่า
เป้าหมาย ผลการ
ดำเนินงาน
1. จำนวนหมู่บ้าน/ชุมชน ที่นำเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดไปใช้ประโยชน์ หมู่บ้าน/ชุมชน 1 1
2. จำนวนเทคโนโลยีที่มีการถ่ายทอด เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ ลำดับที่ 1-3 (1. ต่อยอดธุรกิจฯ 2. ดินและปุ๋ย 3. ศัตรูพืช เทคโนโลยีรอง ได้แก่ ลำดับที่ 4 (บัญชี) เรื่อง 4 4
3. จำนวน Change Agent ที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีที่ถ่ายทอด คน 5 1. นายวิศาล เก้าลิ้ม (ปุ๋ยหมัก)
2. นายนคร บุบวิเศษ(เศรษฐกิจพอเพียง, ปลูกผัก, บัญชี)
3. นายวสันต์ เก้าลิ้ม (หมอดินหมู่บ้าน, ผักอินทรีย์)
4. นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร (ปุ๋ยหมัก/น้ำหมักชีวภาพ)
5. นางสาวอรุณี อำนวยทรัพย์ (บัญชี)
4. จำนวนผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี คน 50 63
5. ร้อยละ 50 ของผู้รับการถ่ายทอดนำไปใช้ประโยชน์ (ตัวชี้วัดคือ ความสามารถในการนำความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดไปปฏิบัติ เช่น การจัดการดินและปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น) ร้อยละ 50 30
6. ความพึงพอใจของผู้รับบริการในหมู่บ้าน/ชุมชนที่ดำเนินการในภาพรวมระดับดี-ดีมาก ร้อยละ ร้อยละ 80 77.28-90.91

 

 


5.2 ปัญหา/อุปสรรค และแนวทางการแก้ไข ในการดำเนินโครงการ
ในการดำเนินงานโครงการหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ปีงบประมาณ 2559 ซึ่งเป็นปีที่ 1 พบว่ามีปัญหาและอุปสรรค ดังต่อไปนี้
1) ในเดือนสิงหาคม 2559 พบการเกิดโรคเน่าของกระชายเป็นหย่อมๆ ในพื้นที่เกือบทั้งแปลงสาธิต และแปลงของเกษตรกร (นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร) ต้นกระชายแสดงอาการใบเหลือง และใบเหี่ยว จากนั้นจะยืนต้นตาย ในเบื้องต้นได้ทดสอบหาเชื้อสาเหตุ เป็นเชื้อแบคทีเรีย และได้เก็บตัวอย่างพืชที่เป็นโรค เพื่อหาชนิดของเชื้อสาเหตุทางห้องปฏิบัติการกองอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร (บางเขน) รวมทั้งขอความช่วยเหลือและคำแนะนำต่อไป
2) การเก็บผลผลิตในแปลงสาธิต อาทิ กระชายของนายวิศาล เก้าลิ้ม ไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ทั้งแปลงใหญ่ เนื่องจากในช่วงดังกล่าว (มกราคม 2560) ราคาผลผลิตตกต่ำ ไม่คุ้มค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยว คณะทำงานจึงเก็บเฉพาะส่วนของงานทดลองเท่านั้น
3) การเข้าร่วมกิจกรรมอบรมต่างๆ พบว่าบางครั้งมีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากเกษตรกรบางรายจำเป็นต้องเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งได้ราคาค่อนข้างดี
นอกจากนี้ พบว่าเกษตรกรหลายรายมีความสามารถในการเป็น “ผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี” ดังนั้นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือ การสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร คณะที่ปรึกษาควรติดตามอย่างใกล้ชิด และหมั่นให้ความรู้กับเกษตรกรท่านนั้นเพิ่มเติม สำหรับสมาชิกรายอื่นควรอาศัยการลงพื้นที่ เพื่อสรุปผลการอบรมให้แก่สมาชิกทราบอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งจัดทำเอกสารหรือคู่มือการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อการเผยแพร่ต่อไป


ภาคผนวก
ภาคผนวก ก


เอกสารประกอบการอบรม
เรื่อง


องค์ประกอบดิน และความสำคัญของการวิเคราะห์ดิน

 

เรียบเรียงและจัดทำโดย

พรรณปพร กองแก้ว และวาสนา มานิช
ศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

 

 

 


ภายใต้โครงการ หมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ปีงบประมาณ 2559


องค์ประกอบของดิน
“ดิน” (soils) หมายถึง วัตถุทางธรรมชาติที่เกิดจากการสลายตัวของหินและแร่ธาตุต่างๆ ผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุซึ่งปกคลุมผิวโลกอยู่เป็นชั้นบางๆ
ดินประกอบด้วยแร่ธาตุที่เป็นของแข็ง อินทรียวัตถุ น้ำ และอากาศที่มีสัดส่วนแตกต่างกันออกไป การเกิดขึ้นของดินเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำร่วมกันของปัจจัยต่างๆ เช่น สภาพภูมิอากาศ พืช และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต่อวัตถุต้นกำเนิดของดิน ในสภาพพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ดังนั้น “ดิน” ในที่แห่งหนึ่งจึงอาจเหมือนหรือต่างไปจากดินในที่อีกแห่งหนึ่งได้ ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของปัจจัยเหล่านี้
ดินที่มีคุณภาพดีและให้ผลผลิตสูงควรที่จะมีส่วนประกอบตามสัดส่วน ดังนี้ แร่ธาตุร้อยละ 45, อินทรียวัตถุร้อยละ 5, อากาศร้อยละ 25 และน้ำร้อยละ 25 (ภาพที่ 1)

 

 

 

 


ภาพที่ 1 องค์ประกอบของดิน

อนินทรียวัตถุ ได้แก่ ส่วนของแร่ต่างๆ ภายในหิน ซึ่งผุพังสึกกร่อนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
อินทรียวัตถุ ได้แก่ ส่วนที่เกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังหรือสลายตัวของซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกัน
น้ำ ซึ่งพบอยู่ในช่องระหว่างเม็ดดิน หรืออนุภาคดิน
อากาศ อยู่ในที่ว่างระหว่างเม็ดดินหรืออนุภาคดิน ก๊าซส่วนใหญ่ที่พบทั่วไปในดิน
ได้แก่ ไนโตรเจน ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์

ความสำคัญของการวิเคราะห์ดิน
ดินเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อมนุษย์มาก เพราะเป็นแหล่งผลิตปัจจัยทั้ง 4 การทำการเกษตรในช่วงที่ผ่านมา การเพาะปลูกโดยมีการใช้ดินอย่างเข้มข้น แต่กลับละเลยการดูแลรักษาสภาพของดินอย่างถูกต้อง ทำให้ดินเกิดการเสื่อมโทรมทั้งด้านโครงสร้างของดินและคุณสมบัติของดินอย่างมาก จากการสำรวจพื้นที่สำหรับใช้ทำการเกษตรในประเทศไทย จำนวน 130 ล้านไร่ พบว่าพื้นที่กว่า 77% หรือประมาณ 100 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ดินเสื่อมโทรม เนื่องจากการใช้สารเคมีในการทำการเกษตรกรเป็นระยะเวลานาน ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงกับตัวเกษตรกรในด้านการลงทุน ทำให้เกษตรกรต้องเพิ่มปัจจัยการผลิตมากขึ้น ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจของตัวเกษตรกร
ปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรมนั้น มีลักษณะความผิดปกติของดินที่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ สำหรับวิธีการที่ทำให้เราทราบถึงสาเหตุได้ถูกต้องและใกล้เคียงที่มากที่สุดคือ การวิเคราะห์ดิน เป็นวิธีการหนึ่งของการหาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ซึ่งเกษตรกรบางท่านอาจไม่ทราบถึงความสำคัญของการวิเคราะห์ดิน สำหรับความสำคัญของการวิเคราะห์ดินมีหลายประการ เช่น
- ทราบถึงระดับความเป็นกรดเป็นด่างของดิน เนื่องจากพืชโดยทั่วไปมีความต้องการระดับความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ในระดับกลาง ประมาณ 5.5-7.5 พื้นที่ทำการเกษตรกส่วนใหญ่ดินมักประสบปัญหาดินเป็นกรด แม้จะใส่ปุ๋ยเคมีลงไปมากเท่าใดก็ตาม พืชก็ไม่สามารถนำธาตุอาหารมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เพราะธาตุอาหารส่วนใหญ่ต้องการระดับความเป็นกรดเป็นด่างในช่วงกลาง
- ทราบถึงปริมาณธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ในดิน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับตัวเกษตรกรเองสามารถช่วยให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสมแก่พืช เนื่องจากเมื่อทราบปริมาณธาตุอาหารในดินแล้ว เกษตรกรจะสามารถกำหนดปริมาณของธาตุอาหาร ตามความต้องการธาตุอาหารของพืช เพราะหลายครั้งเกษตรกรต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งที่ในดินปริมาณธาตุอาหารชนิดนั้นเพียงพออยู่แล้ว แต่กลับใส่เข้าไปอีกทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
- ทราบถึงปริมาณอินทรียวัตถุในดิน อินทรียวัตถุจะค่อยๆ ถูกปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างต่อเนื่อง และช่วยปรับโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช นอกจากนั้น ยังช่วยรักษาระดับความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
- ทราบถึงเนื้อดิน ทำให้เกษตรกรสามารถทราบว่าเป็นดินชนิดไหน ทราบความเหมาะสมของเนื้อดินกับพืชที่ปลูกได้ สามารถจัดการกับพื้นที่และการให้น้ำได้ตามลักษณะเนื้อดิน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเนื้อดินเป็นดินเหนียวจะต้องเพิ่มอินทรียวัตถุเพื่อปรับโครงสร้างให้โปร่ง ระบายอากาศได้ดี
การวิเคราะห์ดินเป็นแนวทางให้เกษตรกรปรับประยุกต์แก้ไขกับปัญหาที่เกิดขึ้นให้ตรงจุด ปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดิน ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ย่อมจะช่วยให้พืชที่ปลูกเจริญงอกงาม ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น
สำหรับเกษตรกรที่สนใจมีความต้องการที่จะนำดินวิเคราะห์สามารถส่งดินมาวิเคราะห์ได้ที่ สำนักงานพัฒนาที่ดิน หรือหน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด

การเก็บตัวอย่างดินมาตรวจ
การเก็บตัวอย่างดิน คือ การเก็บดินจากพื้นที่ดินแปลงหนึ่ง เพื่อนำไปวิเคราะห์ว่าดินแปลงนั้นมีธาตุอาหารเพียงพอ ต่อการปลูกพืช หรือไม่เนื่องได้พบว่า ความผิดพลาดในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินนั้น ส่วนใหญ่เนื่องมาจากเก็บตัวอย่างดินไม่ถูกต้อง ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องเพื่อให้ตัวอย่างดินที่เก็บจะต้องเป็นตัวแทนของดินในพื้นที่นั้นอย่างแท้จริงซึ่งย่อยจะรวมถึงสภาพความแปรปรวนของดินนั้นอีกด้วย
ประโยชน์ที่จะได้รับ จากผลการวิเคราะห์ตัวอย่างดิน จะทำให้ทราบถึงระดับความอุดมสมบูรณ์และคุณสมบัติอื่นๆ ของดินแปลงนั้นนักวิชาการจะนำผลการวิเคราะห์มาเป็นแนวทางสำหรับการให้คำแนะนำการจัดการที่เหมาะสมกับพื้นที่ดินและเหมาะสมกับชนิดของพืชที่จะปลูก
เวลาที่เหมาะสม การเก็บตัวอย่างดิน ควรจะเก็บหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วเพราะระยะนี้ดินยังมีความชื้นอยู่พอสมควร ดินไม่แห้งหรือแฉะเกินไป นอกจากนี้เมื่อส่งดินไปวิเคราะห์แล้วได้รับคำแนะนำ ในการจัดการก่อนที่จะปลูกพืชในฤดูถัดไปอีกด้วย
การแบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลงย่อย ถ้าที่ดินเป็นแปลงใหญ่ ควรจะแบ่งดินออกเป็นแปลงย่อย แต่ละแปลงย่อยไม่ควรมีขนาดมากกว่า 30 ไร่ แต่ละแปลงย่อยจะเก็บดิน 1 ตัวอย่าง
การแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงย่อยนั้น กำหนดเป็นหลักตายตัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่ ชนิดพืช และประวัติการใส่ปุ๋ยและปูน ถ้าดินมีลักษณะราบเรียบมีความลาดเอียงน้อยก็อาจเก็บดิน 1 ตัวอย่างต่อพื้นที่ 10-20 ไร่
เครื่องมือ จอบหรือเสียม ถังน้ำ หรือถุงพลาสติก ข้อควรระวัง เครื่องมือทุกชิ้นต้องสะอาด

วิธีการเก็บตัวอย่างดิน
1. กำหนดจุดที่จะเก็บตัวอย่างดิน
สำหรับพืชไร่และข้าว ในพื้นที่หนึ่งแปลงย่อย จะเก็บตัวอย่างดินหลายจุดดินที่เก็บได้แต่ละจุดจะนำมารวมกันเป็น 1 ตัวอย่าง ซึ่งจะเป็นตัวอย่างของที่ดินดินในแปลงย่อยนั้น ถ้าแปลงย่อยมีขนาด 10-20 ไร่ ก็ควรจะเก็บดิน 10-20 จุด ถ้าเป็นที่สูงๆ ต่ำๆ ก็ควรจะเก็บให้มากจุดขึ้น (ภาพที่ 1)

 

 

 


ภาพที่ 1 จุดที่จะเก็บตัวอย่างดินสำหรับพืชไร่และข้าว

สำหรับจุดที่จะเก็บตัวอย่างดินสวนไม้ผล (ภาพที่ 2)

       
       
       
       
       
       
       
       


ภาพที่ 2 จุดที่จะเก็บตัวอย่างดินสวนไม้ผล

 

 

 

 

แสดงจุดเก็บตัวอย่างดินรอบทรงพุ่มไม้ผล

2. วิธีเก็บตัวอย่างดิน (ภาพที่ 3)
1. กวาดเศษไม้ใบหญ้าบนดินให้สะอาด
2. ใช้เสียบขุดหลุมลึกประมาณ 6 นิ้ว
3. แซะดินข้างหลุม
4. งัดดินติดเสียมขึ้นมา แล้วปาดดินด้านข้างออกทั้งสองข้างเก็บดินส่วนกลางใส่ถุงไว้ รวมกับดินที่เก็บจากจุดอื่นๆ ในแปลงย่อยนั้น

 

 

 

 

 

ภาพที่ 3 วิธีเก็บตัวอย่างดิน

3. การเตรียมตัวอย่างดินเพื่อส่งไปวิเคราะห์
1. ย่อยหรือทุบดินให้เป็นก้อนเล็ก คลุกเคล้าดินให้เข้ากันดี
2. ผึ่งลมไว้ประมาณ 2-3 วัน ข้อควรระวัง คือ ไม่ผึ่งแดด
3. นำดินที่แห้งแล้วแบ่งเป็นสี่ส่วน (ภาพที่ 4) และสุ่มตัวอย่างจากหนึ่งส่วนมาประมาณหนึ่งกิโลกรัม ใส่ถุงพลาสติกเพื่อส่งวิเคราะห์
4. เขียนรายละเอียดของดิน (ตามแบบฟอร์ม) ใส่ลงไปในถุงแล้วรัดปากถุงให้แน่น

 

 

 

 


ภาพที่ 4 การแบ่งดินเป็น 4 ส่วน และจัดเก็บส่วนที่ส่งวิเคราะห์

คำแนะนำ และข้อควรระวัง
• ควรเก็บหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว หรือก่อนเตรียมดินปลูกพืชครั้งต่อไป
• พื้นที่ที่จะเก็บตัวอย่างดินไม่ควรเปียกแฉะหรือมีน้ำท่วมขัง จะทำให้เข้าไปทำงานลำบาก แต่ถ้าแห้งเกินไปดินจะแข็ง ดินควรมีความชื้นเล็กน้อยจะทำให้ขุดและเก็บได้ง่ายขึ้น
• ไม่เก็บตัวอย่างดินบริเวณที่เคยเป็นบ้าน หรือโรงเรือนเก่า จอมปลวก เก็บให้ห่างไกลจากบ้านเรือน อาคารที่อยู่อาศัย คอกสัตว์ และบริเวณจุดที่มีปุ๋ยตกค้างอยู่
• อุปกรณ์ที่ใช้เก็บตัวอย่างดินต้องสะอาด ไม่เปื้อนดิน ปุ๋ย สารฆ่าแมลง สารปราบศัตรูพืช หรือสารเคมีอื่นๆ
• คำแนะนำจากผลการวิเคราะห์ดิน จะต้องนำมาใช้ให้ทันในการเตรียมดินปลูกพืช เช่น การใส่ปูน การไถกลบอินทรียวัตถุ การใส่ปุ๋ยรองพื้น เป็นต้น

 

 



แบบฟอร์ม
วันเดือนปีที่เก็บตัวอย่างดิน……………………………………………………………………………..…………..………
ชื่อนามสกุลเจ้าของตัวอย่างดิน………………........................................โทร. ........................……………
สถานที่เก็บตัวอย่างดิน บ้านเลขที่...............หมู่ ......… ตำบล ..........................................................
อำเภอ ................................... จังหวัด…………………………………………………
จำนวนเนื้อที่ที่เก็บตัวอย่างดินตัวอย่างนี้………………...ไร่
ในรอบที่ผ่านมา ท่านใช้ปุ๋ยเคมีสูตร ................................................................................................
ขอคำแนะนำในการจัดการดินและการใช้ปุ๋ย ในการปลูกพืช...........................................................
ปัญหาและข้อจำกัดของดินของท่าน...................................................................................................

บันทึก
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

 


ภาคผนวก ข

เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการ
เรื่อง


การวิเคราะห์คุณภาพดินและการเลือกใช้ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสม

 

เรียบเรียงและจัดทำโดย
รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานัต์
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
ร่วมกับ
พรรณปพร กองแก้ว และวาสนา มานิช
ศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

 

 

 

 

http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/3/science/bio3/natural-agri2.htm
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ภายใต้โครงการ หมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ปีงบประมาณ 2559

หลักการและขั้นตอนการวิเคราะห์ดิน

หลักการวิเคราะห์ดิน หลักการสำคัญในการวิเคราะห์ดินมี 2 ประการ คือ
1) การสกัด คือ การละลายธาตุอาหารที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพืช ออกมาทั้งหมดหรือออกมาในปริมาณที่เป็นสัดส่วนที่แน่นอนกับปริมาณที่พืชใช้ ประโยชน์ได้จริง โดยใช้น้ำยาสกัดซึ่งเป็นสารละลายที่เหมาะสม
2) การวิเคราะห์ปริมาณ คือการนำน้ำยาที่สกัดได้จากดินมาวิเคราะห์หาปริมาณของธาตุอาหารแต่ละชนิดโดยใช้เครื่องมือที่อ่านค่าได้ละเอียดมีความแม่นยำและแน่นอน

ขั้นตอนการวิเคราะห์ดิน ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ
1) การเก็บตัวอย่างดิน เป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากตัวอย่างดินที่เก็บจะต้องเป็นตัวแทนที่ดีของพื้นที่ทั้งหมดจึงควร แบ่งพื้นที่ออกเป็น แปลงย่อยที่มีขอบเขตชัดเจนโดยภายในแปลงย่อยเดียวกันควรมีความแตกต่างกันน้อย ที่สุดหรือไม่มีเลย
2) การวิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการ เป็นการวิเคราะห์ดินด้วยวิธีมาตรฐานเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้อง
3) การแปลความหมายของผลการวิเคราะห์ดิน เป็นการนำข้อมูลที่ได้จาก การวิเคราะห์มาเปรียบเทียบกับผลการวิจัยที่มีผู้ศึกษามาก่อน แล้วแปลข้อมูลนั้นว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ในระดับใด
4) การให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยหรือการปรับปรุงดิน คือ การให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการจัดการที่ทำให้ได้ผลตอบแทนสูงในการปลูกพืช เช่น คำแนะนำเกี่ยวกับชนิดอัตราและวิธีการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม

การแปลความหมายผลการวิเคราะห์ดิน
กการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดินจากค่าวิเคราะห์ทางเคมีของดินที่ สำคัญ ได้แก่ ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวก ความอิ่มตัวด้วยประจุบวกที่เป็นด่าง ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์และปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ โดยทำการแบ่งระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินออกเป็น 3 ระดับคือ ต่ำ ปานกลาง และสูง ดังแสดงในตารางที่ 1
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ดินเพียงอย่างเดียว จะเป็นเพียงตัวเลขที่ไม่มีความหมายใดๆ หากไม่นำตัวเลขนั้นไปหาความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของพืชหรือการตอบสนอง ของพืช ต่อระดับธาตุอาหารชนิดที่ต้องการประเมินที่มีอยู่ในดินหรือในรูปของปุ๋ยที่ ใส่เสียก่อน

 

 

 

ตารางที่ 1 วิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินจากผลการวิเคราะห์ดิน

ระดับความ อุดมสมบูรณ์ ของดิน ปริมาณ อินทรียวัตถุ
(%) ความอิ่มตัวด้วย ประจุบวกที่เป็นด่าง
(%) ความจุในการ แลกเปลี่ยน ประจุบวก (me/ ดิน 100 กรัม ) ปริมาณ P ที่เป็น ประโยชน์ (ppm) ปริมาณ K
ที่เป็นประโยชน์ (ppm)
ต่ำ <1.5 <35 <10 <10 <60
(1)
(1) (1) (1) (1)
ปานกลาง 1.5-3.5 35-75 10-20 10-25 60-90
(2) (2) (2) (2) (2)
สูง >3.5 >75 >20 >25 >90
(3) (3) (3) (3) (3)

วิธีประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินใช้วิธีการให้คะแนน (ตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บในตาราง ) ถ้าคะแนนเท่ากับ 7 หรือน้อยกว่าถือว่าดินมีระดับความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ถ้าคะแนนอยู่ระหว่าง 8-12 ถือว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ถ้าคะแนนเท่ากับ 13 หรือมากกว่า ถือว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง

ความสำคัญของการตรวจวิเคราะห์ดิน ก่อนปลูกพืช ยังช่วยลดต้นทุนในการปุ๋ยอีกด้วย
การใช้ปุ๋ยให้คุ้มค่า เกษตรกรต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการใช้ปุ๋ยให้ “ถูกชนิด ถูกปริมาณ ถูกเวลา และถูกวิธี” แต่ขณะนี้เกษตรกรไทยเกือบ 100% ไม่มีการตรวจวิเคราะห์ เอ็น-พี-เค ในดินก่อนปลูกพืช ทั้งยังใส่ปุ๋ยไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ใส่ปุ๋ยไม่เหมาะสมกับดินและไม่ตรงตามความต้องการของพืช ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของการผลิตพืช ดังนั้น จึงได้พัฒนาเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะผู้ปลูกข้าว ข้าวโพด และอ้อย

เอกสารอ้างอิง
ฟาร์มเกษตร ชีวิตเกษตรครบวงจร. ความสำคัญของการตรวจวิเคราะห์ดิน ก่อนปลูกพืช http://www.farmkaset.org/contentsNET/default.aspx?content=00861# วันที่ 17 พฤษภาคม 2559
ประทีป วีระพัฒน์นิรันดร์. คำแนะนำ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน พืชไร่ พืชผัก ไม้ผล และไม้ยืนต้น. มูลนิธิพลังนิเวศและชุมชน. 24 หน้า

 

 

 

ภาคผนวก ค

โรคเหี่ยวหรือโรคเน่าของกระชายและแนวทางในการป้องกันกำจัด
โดย
ณัฏฐิมา โฆษิตเจริญกุล (นักวิชาการโรคพืช ชำนาญการพิเศษ)
กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร


เชื้อสาเหตุ
เชื้อสาเหตุจากโรค คือเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum จากการศึกษา Biovar ในประเทศไทย พบว่าอยู่ใน Biovar IV โรคเหี่ยวของกระชายนี้พบระบาดในทุกพื้นที่ที่มีการปลูกขิงในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะมีการระบาดอย่างรุนแรง ลักษณะอาการของโรค ต้นกระชายจะแสดงอาการใบซีดเหลือง ต้นเฉาคล้ายขาดน้ำ ต่อมาต้นกระชายเน่ายุบตัวและตายในที่สุด ต้นกระชายที่เป็นโรคเมื่อผ่าออกดูจะเห็นบริเวณท่อน้ำท่ออาหารช้ำฉ่ำน้ำ เมื่อบีบดูจะเห็นของเหลวสีขาวไหลออกมา ซึ่งของเหลวนี้คือ ตัวแบคที่เรียนั่นเอง พืชอาศัยของเชื้อนี้ได้แก่ พืชที่อยู่ในกลุ่ม solanaceae ได้แก่ พริก ยาสูบ มะเขือเทศ มะเขือพวง มะเขือเปราะ มะเขือยาว มันฝรั่ง ปทุมมา ดาวเรือง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพวกวัชพืช ได้แก่ หญ้าละออง งวงช้าง ระเม็ง เป็นต้น

ลักษณะอาการ
เชื้อแบคทีเรียจะเข้าทำลายทางแผลหรือช่องเปิดตามธรรมชาติของพืช การเข้าทำลายที่รากหรือส่วนของพืชที่อยู่ในดิน ส่วนมากจะเข้าทางแผลที่เกิดจากการเขตกรรม หรือถูกไส้เดือนฝอยทำลาย ในกรณีที่มีไส้เดือนฝอยเข้าทำลายจะทำให้โรคระบาดรุนแรงมากขึ้น เมื่อเชื้อเข้าทำลายพืชแล้วจะไปเจริญอยู่ในท่อน้ำท่ออาหาร ทำให้พืชดูดน้ำและอาหารขึ้นไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของลำต้นได้น้อยกว่าปกติ พืชจึงแสดงอาการเหี่ยวให้เห็นชัดเจนโดยเริ่มจากใบอ่อนของกระชาย มีอาการห่อและม้วนเข้า สีซีด อาการเหี่ยวจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพืชเหี่ยวทั้งต้น บริเวณโคนต้นจะยุบตัว เนื่องจากหัวกระชายเกิดอาการเน่าและตายในที่สุด

การดำรงชีวิตของเชื้อ
เชื้อ Ralstonia solanacearum เป็นเชื้อที่อาศัยอยู่ในดิน (soil borne pathogen) และอยู่ได้นานโดยแพร่กระจายอยู่ตามชั้นดินต่างๆ บริเวณรากพืชและเศษซากพืช จึงเป็นแหล่งเชื้อที่จะระบาดในปีต่อไปได้ การอยู่ข้ามฤดูของเชื้อนี้ จะอยู่ในดินเศษซากพืช หรือบริเวณรากพืชอาศัยต่างๆ รวมทั้งวัชพืชอีกหลายชนิด การที่เชื้อสามารถอยู่ในดินได้นานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายชนิด เช่น ลักษณะของดิน อุณหภูมิ ความชื้น เป็นต้น

 

การแพร่ระบาดของเชื้อ
ระบาดโดยน้ำ ดิน มนุษย์และส่วนขยายพันธุ์ ถ้าสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น อุณหภูมิดินที่ 36o C อุณหภูมิอากาศ 28o C จะทำให้เป็นโรคมาก โดยเฉพาะที่ดินชื้อ เชื้อสามารถเพิ่มจำนวนได้มากกว่าในดินแห้งและเชื้อแพร่กระจ่ายไปในเนื้อเยื่อของพืชได้ดีขึ้นด้วย เชื้อแบคทีเรียนี้จะทำความเสียหายอย่างรุนแรงเมื่อดินมีสภาพเป็นกรดที่ pH 6.8 และลดความเสียหายลง เมื่อดินมีความเป็นกรดที่ pH 4.3
พืชอาศัยของเชื้อ
พืชอาศัยของโรคนี้กว้างมาก ส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูล Solanaceae เช่น พริก มะเขือชนิดต่างๆ มันฝรั่ง นอกจากนี้มีไม้ยืนต้น เช่น ต้นสัก และมะกอก พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพู ถั่วลิสง และถั่วฝักยาว พืชพวกไม้ดอกไม้ประดับอีกหลายชนิด ได้แก่ ดาวเรือง ปทุมมา และฤาษีผสม พืชสมุนไพร ได้แก่ พิมเสน เปราะหอม ขิง ข่า กระชาย กะเพรา และกานพลู เป็นต้น ส่วนพืชอาศัยที่เป็นวัชพืชมีหลายชนิด ได้แก่ สาบแร้งสาบกา หญ้าละออง ผักงวงช้าง กะเม็ง มะแว้งนก ต้อยติ่ง โทงเทง เทียนนา ผักเบี้ยใหญ่ แมงลักคา ตาลเหลี่ยม ผักขมหัด สาบเสือ ผักเสี้ยนป่า ผักแครด หญ้าปืนนกไส้ ผักคราดหัวแหวน กระต่ายจาม ซึ่งวัชพืชเหล่านี้พบมีอยู่ทั่วไปและเป็นแหล่งอาหารของเชื้อที่จะระบาดในฤดูจ่อไปได้ เมื่อสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย

แนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันและควบคุม
โรคเหี่ยวนี้เมื่อเชื้อเข้าทำลายแล้ว เป็นการยากที่จะใช้สารเคมีใดๆกำจัดได้โดยสมบูรณ์ ทางแก้ไขต้องมีแนวทางในการปฏิบัติเพื่อป้องกันและควบคุมการเกิดโรค ไม่ให้ลุกลามต่อไป โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
1. การเลือกพื้นที่ปลูก ก่อนปลูกควรคำนึงถึงการเลือกพื้นที่ควรเลือกพื้นที่ที่ไม่เคยปลูกพืชอาศัยของโรคนี้ เช่น ขิง ข่า งา ยาสูบ มะเขือต่างๆ และพริก หรือหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน สำหรับในพื้นที่ที่พบมีไส้เดือนฝอย ต้องกำจัดไส้เดือนฝอยเสียก่อนด้วย การเลือกพื้นที่ปลูกหลังนาข้าวก็เป็นการช่วยอีกทางหนึ่ง
2. การเตรียมดิน เมื่อเลือกพื้นที่ที่จะปลูกได้แล้วควรเก็บดินในแปลงเพื่อทำการวิเคราะห์ความเป็นกรด-ด่าง ของดิน ธาตุอาหาร ไนโตรเจน โปรแตสเซียม อินทรียวัตถุ และความต้องการปูนขาวของดิน เมื่อทราบผลการวิเคราะห์ดินแล้ว จะได้เป็นข้อมูล ได้ทราบว่าดินนั้นต้องการปูนขาวหรือไม่ในอัตราเท่าใดเป็นต้น จากนี้ควรไถพลิกดินตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน แล้วใส่ปูนขาวในกรณีที่ดินต้องการปูนขาว และใช้คลอรีนผง (โซเดียมไฮเปอร์คลอไรด์) ใส่ผสมลงไปในดิน ในอัตรา 16 กก.ต่อไร่ แล้วคลุมด้วยพลาสติกทิ้งไว้ 2 สัปดาห์ ไถพรวนอีกครั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ แล้วจึงปลูก
3. คัดหัวพันธุ์ ควรเลือกหัวพันธุ์ที่สมบูรณ์ หรือใช้หัวพันธุ์ปลอดโรค ร่วมกับวิธีการจัดการดินที่ถูกต้องและเหมาะสม เลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่มีการแพร่ระบาดของโรคนี้มาก่อน
4. การเขตกรรมในแปลงต้องมีการระบายน้ำดีและควบคุมความชื้นในดินให้เหมาะสม เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของโรคควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำโดยวิธีเปิดร่อง ซึ่งจะทำให้เชื้อแพร่ระบาดไปตามน้ำได้อย่างรวดเร็ว
5. การดูแลรักษาแปลงปลูก ในช่วงที่พืชกำลังเจริญเติบโตและก่อนออกดอกให้หมั่นตรวจแปลง ถ้าพบต้นใดมีอาการผิดปกติ หรือเริ่มแสดงอาการของโรคให้เห็น ให้รีบถอนทิ้งและทำลาย พร้อมทั้งขุดดินนั้นไปผึ่งแดดไว้ แล้วใช้ยูเรียกับปูนขาวในอัตรา 50:500 หรือ 70:800 กก. ต่อไร่ โรยลงในหลุมแล้วกลบดินทิ้งไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ หลังจากนี้ให้เปิดหลุมดินออก สำหรับต้นบริเวณใกล้เคียงกับต้นที่เป็นโรคให้ใช้คลอรีนผงโรยรอบต้น เพื่อกำจัดเชื้อไม่ให้ลุกลาม ในการกำจัดต้นที่เป็นโรคในแปลง ควรกำจัดทั้งรากและหัวออกให้หมด ในกรณีที่ต้นเป็นโรคอยู่ในระยะช่วงที่โรคกำลังลุกลามนั้น หรือพืชแสดงอาการเหี่ยวแล้ว เชื้ออาจจะลุกลามไปยังต้นใกล้เคียงได้รวดเร็ว ดังนั้นวิธีกำจัดต้องถอนต้นใกล้เคียงกับต้นที่เป็นโรค ต้นที่ 1 และ 2 ออกทันที และในระยะต่อไปก็เป็นต้นที่ 3 และ 4 ดังนี้

 

4 1 ต้นเป็นโรค 2 3


ถอนต้นทิ้งครั้งที่ 1

ถอนต้นทิ้งครั้งที่ 2


การถอนทำลายต้นใกล้เคียงดังกล่าว จะช่วยให้โรคลดการลุกลามและระบาดต่อไปยังต้นอื่นๆ ดังนั้นต้องหมั่นตรวจแปลงทุระยะ เพื่อเป็นการป้องกันโรคชั้นหนึ่งก่อนที่จะระบาดไปทั้งแปลง


ภาคผนวก ง
รายละเอียดกำหนดการจัดกิจกรรมหลัก จำนวน 5 กิจกรรม (ครั้ง)

ครั้งที่ 1
การให้ความรู้ด้านการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์คุณภาพดิน
และการลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร
วันศุกร์ที่ 22 เมษายน 2559 ระหว่างเวลา 10.00-15.00 น.
ณ ที่ทำการกลุ่มแม่บ้าน หมู่ 4 (บ้านหนองหม้อแตก) ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
***************************************

10.00 – 10.30 น. ลงทะเบียนรับเอกสารและอาหารว่าง
10.30 – 11.00 น. องค์ประกอบของดิน และประโยชน์ของการวิเคราะห์คุณภาพดิน
โดย นางพรรณปพร กองแก้ว (ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี)
11.00 – 11.30 น. ขั้นตอนการวิเคราะห์ดินโดยใช้ชุดตรวจสอบดินแบบง่าย
โดย รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
11.30 – 12.00 น. สาธิตวิธีการเก็บตัวอย่างดิน
โดย นายวสันต์ เก้าลิ้ม (หมอดินประจำหมู่บ้านหนองหม้อแตก)
12.00 – 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 13.30 น. การลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร
โดย อาจารย์ ผศ.ดร.พิมสุภาว์ จันทนะโสตถิ์
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
13.30 – 14.30 น. การตรวจสารพิษตกค้างในเลือด และวิเคราะห์ผล
โดยอาจารย์นงนุช เชาวน์ศิลป
ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
14.30 – 15.00 น. สรุปผลกิจกรรม พร้อมทั้งตอบข้อซัก-ถาม


ครั้งที่ 2
โครงการอบรมเชิงปฎิบัติการ
เรื่อง การวิเคราะห์คุณภาพดินและการเลือกใช้ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสม
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม 2559 ระหว่างเวลา 10.30-14.00 น.
ณ ที่ทำการกลุ่มแม่บ้าน หมู่ 4 (บ้านหนองหม้อแตก) ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
***************************************

เวลา หัวข้อ วิทยากร
10.30 – 10.45 น. ลงทะเบียนรับเอกสารและอาหารว่าง
10.45 – 11.30 น. ภาคบรรยาย
• คุณสมบัติทางเคมีของดิน
รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
• เทคนิคการเตรียมตัวอย่างดินเพื่อการวิเคราะห์
• ประโยชน์ของการวิเคราะห์ตัวอย่างดิน
11.30 – 12.30 น. ภาคปฏิบัติ
• การวิเคราะห์ตัวอย่างดิน รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์
นางพรรณปพร กองแก้ว
นายวสันต์ เก้าลิ้ม (หมอดินประจำหมู่บ้านหนองหม้อแตก)
12.30 – 13.15 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน (รอผลวิเคราะห์ตัวอย่างดิน)
13.15 – 13.45 น. ภาคบรรยาย
• การใช้ปุ๋ยเคมีตามผลวิเคราะห์ดินที่เหมาะสมกับพืชผัก นางพรรณปพร กองแก้ว
(ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี)
13.45 – 14.00 น. สรุปผลกิจกรรม พร้อมทั้งตอบข้อซัก-ถาม



ครั้งที่ 3
การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง
การทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ การลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร
และการหารือเพื่อจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก
วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2559 ระหว่างเวลา 10.00-14.00 น.
ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 (บ้านหนองหม้อแตก) ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
***************************************

เวลา หัวข้อ วิทยากร
10.0๐ – 10.15 น. ลงทะเบียนรับเอกสาร และอาหารว่าง
10.15 – 11.15 น. การให้ความรู้ด้านการทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ อาจารย์สุทิศา ไพบูลย์วัฒนกิจ และ
อาจารย์สมใจ เภาด้วง
คณะวิทยาการการจัดการ
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
11.15 – 12.15 น. การลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร และการตรวจสารพิษตกค้างในเลือด ผศ.ดร.พิมสุภาว์ จันทนะโสตถิ์ และอาจารย์นงนุช เชาวน์ศิลป์
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
12.15 – 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน (รอผลวิเคราะห์ตัวอย่างเลือด)
13.00 – 13.45 น. การหารือเพื่อการจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก นางพรรณปพร กองแก้ว
นางวาสนา มานิช
(ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี)
ผญ.วิศาล เก้าลิ้ม
แกนนำชาวบ้าน หมู่ 4
13.45 – 14.00 น. สรุปผลกิจกรรม พร้อมทั้งตอบข้อซัก-ถาม
1. การทำบัญชีครัวเรือน
2. วิเคราะห์ตัวอย่างเลือด
3. การจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก คณะทำงานและวิทยากร



ครั้งที่ 4
โครงการ จัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมักชุมชน
วันอังคารที่ 25 ตุลาคม 2559 ระหว่างเวลา 10.30-12.30 น.
ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 (บ้านหนองหม้อแตก) ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
***************************************

เวลา หัวข้อ วิทยากร
10.15 – 10.30 น. ลงทะเบียนรับเอกสาร และอาหารว่าง
10.30 – 11.30 น. • หารือการจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก
• รูปแบบการบริหารจัดการ
• การตั้งคณะกรรม อย่างน้อย 7 คน นางพรรณปพร กองแก้ว
นางวาสนา มานิช
(ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี)
ผญ.วิศาล เก้าลิ้ม
แกนนำชาวบ้าน หมู่ 4
11.30-12.30 น. 1. สรุปผลกิจกรรม พร้อมทั้งตอบข้อซัก-ถาม
2. รับสมัครสมาชิกกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก
(พร้อมรับประทานอาหารกลางวัน) คณะทำงาน และคณะกรรมการกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก

ครั้งที่ 5
การให้ความรู้ด้านการจัดการโรคเน่าในกระชาย
วันพุธที่ 21 ธันวาคม 2559 ระหว่างเวลา 10.00-15.00 น.
ณ ที่ทำการกลุ่มแม่บ้าน หมู่ 4 (บ้านหนองหม้อแตก) ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
***************************************

เวลา หัวข้อ วิทยากร
09.00 – 09.30 น. ลงทะเบียนรับเอกสาร เจาะเลือด และรับอาหารว่าง
10.00 – 11.00 น. บรรยาย เรื่อง โรคเน่าของกระชาย วิทยากรจากกรมวิชาการเกษตร
กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร
11.00-12.30 น. บรรยาย เรื่อง แนวทางการป้องกันกำจัด และจัดการโรคเน่าของกระชาย
(พร้อมคำถามและคำตอบ) โดย นางณัฎฐิมา โฆษิตเจริญกุล
กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร
12.30-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.00 น. แนวทางการดำเนินงานหมู่บ้าน คณะทำงาน และคณะกรรมการกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก


ตารางภาคผนวก
ตารางภาคผนวกที่ 1 ผลการประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรม เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2559
รายการ ระดับความพึงพอใจ
ท่านมีความพึงพอใจในคำถามต่อไปนี้ระดับใด มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
ข้อมูลวัดความพึงพอใจ
1. มีขั้นตอนการให้บริการ เช่น การแจ้งให้ทราบก่อนอบรม การประสานงานและให้ข้อมูล ทำให้ท่านได้รับความสะดวกแค่ไหน 18.52 62.96 18.52 0 0
2. วิทยากร เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใสและเป็นกันเอง 37.04 51.85 11.11 0 0
3. สถานที่อบรม อาหาร เครื่องโสตฯ เอกสารอบรมมีพร้อมในการอบรม 18.52 55.56 25.93 0 0
ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงหลักสูตร
4. ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ประกอบอาชีพ หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด 18.52 48.15 29.63 3.70 0
5. เนื้อหาที่วิทยากรสอน ท่านสามารถเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด 7.41 62.96 29.63 0 0
6. วิทยากรถ่ายทอดความรู้ ทำให้ท่านเข้าใจและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น 22.22 62.96 14.81 0 0
7. เวลาการอบรมเหมาะสมหรือไม่ 7.41 55.56 33.33 3.70 0
8. ช่วงเวลาของการจัดอบรมมีความเหมาะสม 0 62.96 33.33 3.70 0
9. ความคุ้มค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อเทียบกับเวลาและค่าใช้จ่าย 29.63 55.56 14.81 0 0
10. ความพึงพอใจต่อภาพรวมของการจัดกิจกรรม 33.33 44.44 18.52 3.70 0


ตารางภาคผนวกที่ 2 สรุปผลการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีตัวอย่างดินบ้านหนองหม้อแตก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เกษตรกร พืชที่ปลูก อินทรีย์วัตถุ ปริมาณธาตุอาหาร ความเป็น
กรด-ด่าง
แอมโมเนียม ไนเตรท ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม
1. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กระชาย ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูง สูง กรดปานกลาง
(5.0-5.5)
2. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ถั่วลิสง ต่ำมาก ต่ำ ต่ำมาก สูง สูง ด่างอ่อน
(7.5-8.0)
3. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กะเพรา ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน
(6.0-6.5)
4. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ตะไคร้ ต่ำมาก ต่ำ ต่ำ สูงมาก ต่ำ ด่างอ่อน
(7.5-8.0)
5. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กระชาย
บ.หนองโพธิ์ ต่ำมาก ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน
(6.0-6.5)
6. ประชา พรอรุณีสกุล ตะไคร้ ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง
(7.0)
7. ยุวดี ศรีดาวเรือง กระชาย ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง
(7.0)
8. บุญเรือน ศรีดาวเรือง ตะไคร้ ต่ำ ต่ำ ต่ำ สูงมาก ต่ำ กรดปานกลาง
(5.0-5.5)
9. สุนัน ศรีดาวเรือง ตะไคร้,
มะเขือ ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน
(6.0-6.5)
10. ตุ้งสิน แซ่ตั๊น ตะไคร้ ต่ำมาก ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง
(7.0)
11. สรินทิพย์ ก้องวิวัฒน์พงศ์ ตะไคร้,
กระชาย ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง
(7.0)
12. วสันต์ เก้าลิ้ม สลัด,
คื่นช่าย ปานกลาง ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน
(6.0-6.5)
13. ชาตรี เทิดไท ตะไคร้, กระชาย ต่ำมาก ปานกลาง ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กรดอ่อน
(6.0-6.5)



ตารางภาคผนวกที่ 3 ผลวิเคราะห์ตัวอย่างดินของเกษตรกรบ้านหนองหม้อแตก วันที่ 1 กันยายน 2559

เกษตรกร พืช อินทรีย์
วัตถุ ปริมาณ
แอมโมเนียม ปริมาณ
ไนเตรท ปริมาณ
ฟอสฟรัส ปริมาณ
โพแทสเซียม ความเป็น
กรด-ด่าง
1. สรินทิพย์ ก้องวิวัฒน์พงศ์ ตะไคร้ ต่ำ ต่ำมาก ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างปานกลาง
2. นพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ ตะไคร้ ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างปานกลาง
3. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ตะไคร้ ต่ำมาก ปานกลาง ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างปานกลาง
4. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร หอมแบ่ง ต่ำมาก ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างปานกลาง
5. ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กระชาย ต่ำ ปานกลาง ต่ำมาก สูง ต่ำ กรดอ่อน
6. มาลัย ส่องแสงกาญจนา อ้อย ต่ำ ปานกลาง ต่ำมาก สูง ต่ำ ด่างอ่อน
7. ยุพิน จันทร์เทวี ถั่วพู ต่ำ ต่ำ ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ ด่างอ่อน
8. วิศาล เก้าลิ้ม มะม่วงหาว ต่ำ ต่ำมาก ต่ำมาก สูงมาก ต่ำ กลาง


ตารางภาคผนวกที่ 4 ผลการประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรม การทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ การลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร และการหารือเพื่อจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2559

รายการ ระดับความพึงพอใจ
ท่านมีความพึงพอใจในคำถามต่อไปนี้ระดับใด มากที่สุด มาก ปานกลาง
ข้อมูลวัดความพึงพอใจ
1. มีขั้นตอนการให้บริการ เช่น การแจ้งให้ทราบก่อนอบรม การประสานงานและให้ข้อมูล ทำให้ท่านได้รับความสะดวกแค่ไหน 45.45 45.45 9.10
2. วิทยากร เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใสและเป็นกันเอง 81.82 18.18
3. สถานที่อบรม อาหาร เครื่องโสตฯ เอกสารอบรมมีพร้อมในการอบรม 54.55 31.81 13.64
ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงหลักสูตร
4. ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ประกอบอาชีพ หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด 40.91 54.55 4.54
5. เนื้อหาที่วิทยากรสอน ท่านสามารถเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด 45.45 40.91 13.64
6. วิทยากรถ่ายทอดความรู้ ทำให้ท่านเข้าใจและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น 40.91 59.09
7. เวลาการอบรมเหมาะสมหรือไม่ 22.72 68.18 9.10
8. ช่วงเวลาของการจัดอบรมมีความเหมาะสม 36.36 50.00 13.64
9. ความคุ้มค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อเทียบกับเวลาและค่าใช้จ่าย 36.36 59.09 4.55
10. ความพึงพอใจต่อภาพรวมของการจัดกิจกรรม 50 40.91 9.09
ตารางภาคผนวกที่ 5 ผลการประเมินความพึงพอใจต่อกิจกรรม โครงการให้ความรู้ด้านการจัดการโรคเน่าในกระชาย เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2559
รายการ ระดับความพึงพอใจ (ร้อยละ)
มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย
ข้อมูลวัดความพึงพอใจ
1. มีขั้นตอนการให้บริการ เช่น การแจ้งให้ทราบก่อนอบรม การประสานงานและให้ข้อมูล ทำให้ท่านได้รับความสะดวกแค่ไหน 36.36
(8 คน) 54.54
(12 คน) 9.10
(2 คน)
2. วิทยากร เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใสและเป็นกันเอง 40.90
(9 คน) 54.54 (12 คน) 4.56
(1 คน)
3. สถานที่อบรม อาหาร เครื่องโสตฯ เอกสารอบรมมีพร้อมในการอบรม 27.27
(6 คน) 54.54
(12 คน) 18.19
(4 คน)
ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงหลักสูตร
4. ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ประกอบอาชีพ หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด 31.81
(7 คน) 59.09
(13 คน) 9.10
(2 คน)
5. เนื้อหาที่วิทยากรสอน ท่านสามารถเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด 18.19
(4 คน) 63.62
(14 คน) 18.19
(4 คน)
6. วิทยากรถ่ายทอดความรู้ ทำให้ท่านเข้าใจและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น 27.27
(6 คน) 59.09
(13 คน) 13.64
(3 คน)
7. เวลาการอบรมเหมาะสมหรือไม่ 27.27
(6 คน) 50.00
(11 คน) 13.64
(3 คน) 9.09
(2 คน)
8. ช่วงเวลาของการจัดอบรมมีความเหมาะสม 13.64
(3 คน) 68.18
(15 คน) 13.64
(3 คน) 4.54
(1 คน)
9. ความคุ้มค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อเทียบกับเวลาและค่าใช้จ่าย 31.83
(7 คน) 40.90
(9 8o) 27.27
(6 8o)
10. ความพึงพอใจต่อภาพรวมของการจัดกิจกรรม 31.83
(7 คน) 45.45
(10 คน) 22.72
(5 คน)

 

 

 



ตารางภาคผนวกที่ 6 ข้อมูลเก็บผลผลิตกระชาย คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร เมื่อวันที่ 7 พ.ย.59

กอที่ T1 ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ + PGPR T2 ใส่ปุ๋ยเคมี 50% ของเกษตรกร +
ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ T3 ใส่ปุ๋ยเคมี 100% ของเกษตรกร +
ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ T4 ใส่ปุ๋ยเคมี 100% ของเกษตรกร
จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.) จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.) จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.) จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.)
1 6 0.12 9.7 3 0.11 12.5 10 0.20 11.7 6 0.12 11.2
2 12 0.13 9.3 9 0.14 12.5 11 0.13 9.2 14 0.19 14.8
3 7 0.13 10.8 6 0.12 15.1 5 0.11 9.0 8 0.19 15.0
4 13 0.17 8.5 10 0.25 16.8 5 0.10 8.1 5 0.13 15.3
5 8 0.11 8.5 11 0.18 13.2 6 0.16 12.1 12 0.3 18.0
6 11 0.29 14.5 12 0.17 15.4 5 0.12 12.4 5 0.17 15.0
7 7 0.1 18.5 10 0.14 13.2 6 0.14 13.6 8 0.17 14.7
8 9 0.16 14.9 7 0.10 14.4 6 0.10 12.7 6 0.2 15.3
9 7 0.13 16.3 6 0.14 12.8 13 0.3 16.7 12 0.16 11.9
10 6 0.10 12.8 3 0.12 11.0 8 0.21 13.7 11 0.30 14.6
11 11 0.17 11.8 7 0.14 10.8 8 0.12 11.1 10 0.25 15.1
12 5 0.10 13.5 13 0.18 10.2 6 0.12 14.3 5 0.12 14.0
13 7 0.11 17.0 9 0.16 14.8 11 0.21 17.1 4 0.11 16.4
14 7 0.10 9.3 6 0.10 12.7 3 0.10 14.0 10 0.20 16.7
15 8 0.11 13.8 10 0.13 15.1 6 0.13 12.7 13 2.50 13.3
16 6 0.08 13.8 7 0.13 11.2 7 0.14 13.5 8 2.4 17.2
17 6 0.06 10.1 7 0.11 15.7 6 0.21 15.7 5 0.12 15.0
18 10 0.12 13.6 8 0.11 15.8 4 0.11 14.2 7 0.10 11.8
19 5 0.07 12.6 8 0.14 13.4 7 0.13 13.6 7 0.15 20.5
20 5 0.09 11.7 12 0.19 13.6 8 0.16 10.2 8 0.2 18.6
เฉลี่ย 7.8 0.1225 12.55 8.2 0.143 13.51 7.05 0.15 12.78 8.2 0.404 15.22
SD 2.42 0.05 2.87 2.76 0.04 1.85 2.54 0.05 2.42 3.00 0.70 2.29



ตารางภาคผนวกที่ 7 ข้อมูลค่าเฉลี่ยผลผลิตกระชายในถุงดำ คุณวิศาล เก้าลิ้ม เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.59

กรรมวิธี จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาว
(ซม.)
1. ดินปลูก + ปุ๋ยหมัก + วางในที่ร่ม 9.7 66.3 9.2
2. ดินปลูก + มูลวัว + วางในที่ร่ม 23.0 109 7.3
3. ดินปลูก + ปุ๋ยหมัก + วางตากแดด 18.8 79.2 9.2
4. ดินปลูก + มูลวัว+ วางตากแดด 24.4 105.4 10.5

ตารางภาคผนวกที่ 8 เปรียบเทียบผลผลิตเฉลี่ยจากการใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมกับการปลูกถั่วลิสง ปีเพาะปลูก 2559

กรรมวิธี จำนวนฝัก (ฝัก) น้ำหนักรวมฝัก (กรัม) น้ำหนักต้น (กรัม)
1. ไม่ใส่ปุ๋ยไรโซเบียม 2. ใส่ปุ๋ยไรโซเบียม 1. ไม่ใส่ปุ๋ยไรโซเบียม 2. ใส่ปุ๋ยไรโซเบียม 1. ไม่ใส่ปุ๋ยไรโซเบียม 2. ใส่ปุ๋ยไรโซเบียม
1. ถั่วฝักเล็ก 20.7 54.25 63.5 135.25 96.75 380.50
2. ถั่วฝักใหญ่ 22.20 27.75 86.75 129.75 184 244.50

ตารางภาคผนวกที่ 9 การเปรียบเทียบทางสถิติของผลผลิตถั่วลิสงระหว่างการใช้และไม่ใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม ปีเพาะปลูก 2559
การเปรียบเทียบ Mean Std.
Deviation Std. Error
Mean ต่ำสุด สูงสุด df Sig.
(2-tailed)
ฝักเล็ก – จำนวนฝัก 33.55 32.48 7.26 18.35 48.75 19 .000*
ฝักเล็ก – น้ำหนักฝัก 71.75 70.75 15.82 38.64 104.86 19 .000*
ฝักเล็ก – น้ำหนักต้น 283.75 244.27 54.62 169.43 398.07 19 .000*
ฝักใหญ่ – จำนวนฝัก 5.55 10.87 2.43 .46 10.64 19 .034
ฝักใหญ่ – น้ำหนักฝัก 43.00 61.55 13.76 14.20 71.80 19 .006*
ฝักใหญ่ – น้ำหนักต้น 60.50 119.95 26.82 4.36 116.64 19 .036
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

 

 


ตารางภาคผนวกที่ 10 เปรียบเทียบข้อมูลทางสถิติของผลผลิตกระชาย ของนายวิศาล เก้าลิ้ม ปีเพาะปลูก 2559 ที่ระยะระหว่างต้นและแถว 15 เซนติเมตร

กรรมวิธี จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาวเหง้า
(ซม.)
T1 ใส่ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ (100%) 25.718.13 ข 128.1455.50 8.611.08 ขค
T2 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 100% + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 100% 27.508.22 กข 135.9353.74 8.241.11 ค
T3 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 50% 31.866.74 ก 166.9339.46 10.141.40 ก
T4 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR 23.797.35 ข 141.2146.34 9.211.20 ข
* อักษรภาษาไทยที่แตกต่างกัน หมายถึง ข้อมูลมีความแตกต่างกันที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยวิธี DMRT

ตารางภาคผนวกที่ 11 เปรียบเทียบข้อมูลทางสถิติของผลผลิตกระชาย ของนายวิศาล เก้าลิ้ม ปีเพาะปลูก 2559 ที่ระยะระหว่างต้นและแถว 30 เซนติเมตร

กรรมวิธี จำนวนหน่อ
(หน่อ) น้ำหนัก
(กรัม) ความยาวเหง้า
(ซม.)
T1 ใส่ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ (100%) 46.5615.10 383.12177.97 ก 9.630.93 กข
T2 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ 100% + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 100% 44.3713.47 279.62111.65 ข 8.961.24 ข
T3 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR + ปุ๋ยเคมีที่เกษตรปฏิบัติ 50% 38.567.22 210.6251.81 ข 9.590.98 กข
T4 ใส่ปุ๋ยหมักอัตราแนะนำ (100%) + PGPR 41.319.15 263.4464.18 ข 9.921.20 ก
* อักษรภาษาไทยที่แตกต่างกัน หมายถึง ข้อมูลมีความแตกต่างกันที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยวิธี DMRT

 

 

 

ตารางภาคผนวกที่ 12 รายชื่อเกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ (ตัวเลขในวงเล็บ คือ ผลตรวจสารเคมีตกค้างในเลือด) ของโครงการหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ปีงบประมาณ 2559
ชื่อ-สกุล ครั้งที่ 1
22 เม.ย. ครั้งที่ 2
26 พ.ค. ครั้งที่ 3
1 ก.ย. ครั้งที่ 4
25 ต.ค. ครั้งที่ 5
21 ธ.ค. แปลง
สาธิต กลุ่มปุ๋ย
หมักฯ
32 คน 10 คน 23 คน 18 คน 30 คน 3 คน 11 คน
1. นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร  (3)   (3)    
2. นายยุทธ ดีพุ่ม  (4)   (2)   
3. นางสาวสรินทิพย์ ก้องวิวัฒน์พงศ์  (3)   (2)  
4. นายประสาร ธีรพิมาน  (4)  (3)   
5. นางสุมิตรา คล้ายเมือง  (3)  (2)   
6. นางสาวอรุณี อำนวยทรัพย์  (4)  (4)   
7. นางสุนัน ศรีดาวเรือง  (4)   (3)  
8. นางพุทธชาด ลลิตวสุภิญญโญ   (2)  
9. นางสาวนพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์  (4)  (4)    
10. นายวิศาล เก้าลิ้ม  (4)  (3)   
11. นายวสันต์ เก้าลิ้ม  (3)  
12. นางยุวดี ศรีดาวเรือง  (3)   (3)
13. นางสมจิตร ลิมป์นิธิธนากุล  (4)   
14. นางสมัย กุหลาบแก้ว  (4) 
15. นางสาวสำรวย กุหลาบแก้ว  (3) 
16. นายสุทธิชัย ผลบุญเสริม  (4) 
17. นางซิวหงส์ ดีพุ่ม  (4) 
18. นางวิภา บุษราคัมกุล  (3)  (2) 
19. นางสุนี บุษราคัมกุล  (3)  (3)
20. นางสาวบุญทรัพย์ แซ่ตั้น  
21. นางบุญเรือน ศรีดาวเรือง  (3) 
22. นางมาลัย ส่องแสงกาญจนา  (2) 
23. นางณัฐสุดา ส่องแสงกาญจนา  (3) 
24. นางสละ จันทร์รัตน์  (3) 
25. นางสายพิณ ทองดอนแป่ม  (1) 
26. นางสุชาดา ธีรพิมาน  (3)  
27. นางสอน แซ่จู  (4)
28. นางมะลิ เก้าล้ม  (4)
29. นางวรัญญา เก้าลิ้ม  (3)
30. นางสาวชุนบ๊วย ศรีสกุลอำพร  (3)
31. นายถิรชัย ผลบุญเสริม  (4)
32. นายประเสริฐ ธีรพิมาน 
33. นายสถิต บุษราคัมกุล  (4)
34. นายบุญชา แซ่เตียว  (4)
35. นางจุฑามาศ แซ่หลู  (4)
36. นางสาวขวัญใจ นาคศรี  (4)
ตารางภาคผนวกที่13 รายชื่อเกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ (ตัวเลขในวงเล็บ คือ ผลตรวจสารเคมีตกค้างในเลือด) ของโครงการหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ปีงบประมาณ 2559 (ต่อ)
ชื่อ-สกุล ครั้งที่ 1
22 เม.ย. ครั้งที่ 2
26 พ.ค. ครั้งที่ 3
1 ก.ย. ครั้งที่ 4
25 ต.ค. ครั้งที่ 5
21 ธ.ค.
37. นายสมบูรณ์ แซ่ตั้น  (3)
38. นายตุ้งสิน แซ่ตั้น 
39. นายบุญเต็ก ก้องวิวัฒน์พงศ์ 
40. นางวันณา แซ่ลิ้ม  (4)
41. นายสงวน น้อยจีน  (3)
42. นายยศศักดิ์ อำนวยทรัพย์  (3)
43. นางสาววิไล แก้วสา  (2)
44. นางสาวสำราย แก้วสา  (3)
45. นายประชา พรอรุณีสกุล 
46. นายชาตรี เกิดไท 
47. นางยุพิน จันทร์เทวี  (3)
48. นายหนูเล็ก ส่องแสงกาญจนา 
49. นางจำเนียร จันทร์รัตน์ 
50. นายวรวิทย์ กวินจารุพงศ์  (3)
51. นางสิริพร ต้นหอมช่วย  (3)
52. นางฉลอม สุรกวินวงศ์ 
53. นางฟ้า แซ่จิว 
54. นายถนอม แก้ววันทา 
55. นายเกียว ไพโรจน์ 
56. นายเสถียร บุษราคัมกุล 
57. น.ส.สุนี บุษราคัมกุล 
58. นางวิภา บุษราคัมกุล 
59. นายสุรินทร์ พันธ์ศรี 
60. นายสมควร ยังวัน 
61. นางระเบียบ บัวเงิน 
62. นายเศรษฐพงศ์ นิยมพงศ์ 
63. นายนคร บุบวิเศษ 

 

 

 


ตารางภาคผนวกที่ 13 รายละเอียดผู้สมัครเข้าร่วมโครงการหมู่บ้าน ปีงบประมาณ 2559 จำนวน 53 คน
ข้อที่ ข้อมูล จำนวนคน ร้อยละ
1. เพศ
ชาย 21 39.62
หญิง 32 60.38
2. อายุเฉลี่ย (ปี) 54.6
3. อาชีพหลัก
เกษตรกร 49 92.45
แม่บ้าน 1 1.89
รับจ้าง 2 3.77
ค้าขาย 1 1.89
4. การศึกษาสูงสุด
ประถม 35 66.04
มัธยมต้น 4 7.55
มัธยมปลาย/ปวช. 4 7.55
อื่นๆ 2 3.77
ไม่ตอบ 8 15.09
5. รายได้ต่อเดือน (บาท)
น้อยกว่า 1,000 5 9.43
1001-2000 6 11.32
2001-3000 3 5.66
3001-4000 1 1.89
4001-5000 7 13.21
5001-6000 5 9.43
6001-7000 1 1.89
7001-8000 6 11.32
8001-9000 1 1.89
9001-10000 4 7.55
มากกว่า 10000 8 15.09
ไม่ตอบ 6 11.32
6. การทราบข่าว
คนรู้จัก 12 22.64
หน่วยงานท้องถิ่น 7 13.21
เจ้าหน้าที่รัฐ 28 52.83
อื่นๆ 1 1.89
ไม่ตอบ 5 9.43
7. การเข้าอบรม
เคย 16 30.19
ไม่เคย 30 56.60
ไม่ตอบ 7 13.21


 

ค่าใช้จ่าย : 28,715
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
2560250,000|232,000|144,000|88,0002017451031431.pdf20182281153481.pdf
รายงานผลการดำเนินงาน
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 1 [IG=2217]   วันที่รายงาน  [5/4/2560]

 

เมือวันที่ 17 มีนาคม 2560 คณะทำงานโครงการ มจธ. 2 ท่าน คือ นางพรรณปพร  กองแก้ว และนางวาสนา  มานิช ร่วมกับตัวแทนคณะทำงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม 2 ท่าน คือ รศ.ดร.พงษ์นาถ  นาถวรานันต์  และ ผศ.ดร.พิมสุภาว์  จันทนะโสตถิ์   ได้ประชุมสรุปผลการทำงานในปีที่ 1 และวางแผนการดำเนินงานโครงการ ในปีที่ 2 (พ.ศ.2560) รวมทั้งได้ลงพื้นที่กับแกนนำเกษตรกรคือ นายวิศาล  เก้าลิ้ม  และนายศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพร เพื่อสรุปงานและวางแผนงาน ประกอบด้วย 1) แปลงทดลอง 2) การพัฒนากลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยหมัก 3) การประเมินผลการตรวจสารเคมีในเลือด และอื่นๆ คณะทำงานและเกษตรกรร่วมพูดคุยถึงวิธีเตรียมท่อนพันธุ์กระชาย

คณะทำงานดูพื้นที่แปลงทดลอง กระชายปลอดโรค ของนายศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพร

 

 

ประชุมคณะทำงานเตรียมงาน

ค่าใช้จ่าย : 5,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 2 [IG=2222]   วันที่รายงาน  [5/4/2560]

คณะทำงาน มจธ. และเกษตรกร คือ นายศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพร เจ้าของแปลงทดลอง ปลูกกระชายปลอดโรค ได้ลงพื้นที่ปลูกกระชายภายหลังจากการเตรียมดิน ตามคำแนะนำของนักวิชาการเกษตร (ผอ.ณัฏฐิมา  โฆษิตเจริญกุล) กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาอารักขาพืช คือ ใช้ปูนขาวผสมกับปุ๋ยยูเรีย อัตราส่วน 800 กก. ต่อ 80 กก. ต่่อพื้นที่ 1 ไร่ หว่านให้ทั่วแปลงทดลอง จากนั้นไถกลบ ให้น้ำพอชุ่ม ทิ้งไว้ 3 สัปดาห์ จากนั้นจึงขึ้นร่องปลูก กว้าง 1.5 เมตร ยาว 60 เมตร นอกจากนี้ ก่อนปลูก จะนำหัวเชื้อ BS DOA 24 ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย สายพันธุ์ Bacillus subtilis มาละลายน้ำ อัตราส่วน 50 กรัม ต่อ น้ำ 20 ลิตร แช่ท่อนพันธุ์กระชาย นาน 30 นาที จึงนำขึ้นผึ่งลมให้แห้ง แล้วนำไปปลุูกได้ แปลงทดลองนี้ใช้พื้นที่ 2 งาน จากแปลงใหญ่ 6 งาน

ท่อนพันธุ์กระชายที่ใช้ปลูกแปลงทดลองคุณศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพรขนาดหลุมปลูกกระชาย ที่ระยะปลูก 15 ซม.ท่อนพันธุ์กระชายในหลุมปลูกผงหัวเชื้อ BS DOA 24

ค่าใช้จ่าย : 8,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 3 [IG=2223]   วันที่รายงาน  [5/4/2560]

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 คณะทำงาน ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างดิน แปลงทดลองของนายวิศาล  เก้าลิ้ม  ขนาดพื้นที่ 2 งาน เพื่อทำแปลงทดลองปลุูกกระชายปลอดโรค เป็นแปลงที่ 2 จากนี้จะดำเนินงาน เตรียมแปลงเช่นเดียวกับของนายศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพร 

ค่าใช้จ่าย :
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 4 [IG=2239]   วันที่รายงาน  [16/5/2560]

วันที่ 16 พค. 60 ติดตามงาน แปลงสาธิตปลูกกระชายปลอดโรค พบว่าต้นกระชาย (ที่ปลูกไปเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 60) เริ่มงอกเป็นหน่อเข็มขนาดเล็ก ยาวประมาณ 5-10 ซม. ในการนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้นำสารชีวภัณฑ์ BS มาให้ฉีดพ่นทุกเดือน (เดือนละครั้ง จนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิต) โดยเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 60 ท่่ผ่านมา เกษตรกรคือ นายศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพร ได้ฉีดพ่นเป็นครั้งที่ 1 โดยใช้เครื่องพ่นยา ขนาด 25 ลิตร ที่ปรับหัวฉีดให้หยาบ หรือกว้างขึ้น เพื่อป้องกันหัวฉีดอุดตัน โดยร่องขนาดยาว 64 เมตร ใช้เวลาฉีดประมาณ 5 นาที 

นอกจากนี้ เกษตรกรได้ทดลองปลูกถั่วลิสงคลุกเชื้อไรโซเบียม พบว่าถั่วลิสงให้ผลผลิตดีเช่นปีที่ผ่านมา 

สำหรับการทดลองอื่นๆ ที่เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ 1) การใช้ปุ๋ยหมัก (250 กก.) ร่วมกับ PGPR ในการปลูกอ้อย จำนวน 2 งาน และ 2) การใช้ส่วนผสมของปุ๋ยเคมีและปุ๋ยหมักในการปลูก ตะไคร้ จำนวน 3 กรรมวิธี (ทำซ้ำ การทดลองเดิมในปีที่ผ่านมา) อนึ่งด้วยพื้นที่ปลูกดินเป็นทรายจัด พบอาการขาดธาตุสังกะสี ใบเหลืองซีด จึงแนะนำให้ฉีดพ่นทางใบ พบว่าต้นพืชแสเงอาการน้อยลง  

ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย : 5,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : ฝนตกค่อนข้างมาก จึงยังไม่สามารถดำเนินงานแปลงทดลองเพิ่มเติมได้
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 5 [IG=2278]   วันที่รายงาน  [30/6/2560]

รายงานจัดกิจกรรมอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอัดเม็ด
วันที่ 28 มิถุนายน 2560
ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.หนองงูเหลือม อ.เมือง จ.นครปฐม
***********************

ผู้เข้าร่วมการอบรม ประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มปุ๋ยหนองหม้อแตก รวมใจพัฒนา และเกษตรกรที่สนใจ เข้าร่วมอบรม จำนวน 11 คน (รายชื่อตามเอกสารแนบ) คณะทำงาน มจธ. 1 คน (นางวาสนา มานิช) และ มรภ. นครปฐม 1 คน (รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์) รวมผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งสิ้น 13 คน
เริ่มประชุม 10.00 น. ด้วยสมาชิกมาไม่ครบ กอปรกับมีเรื่องที่อยากหารือกัน จึงเปลี่ยนเป็นการประชุม (ภาพที่ 1) หารือในประเด็นต่างๆ ดังนี้
ประเด็นที่ 1 รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ กล่าวถึงการจัดตั้งหน่วยงานตรวจรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่ว่า จังหวัดนครปฐมเตรียมนำร่องขับเคลื่อนโครงการต้นแบบจังหวัดเกษตรและอาหารปลอดภัยในโรงพยาบาล และการส่งเสริมสุขภาพดีสำหรับประชาชน เพื่อให้เกิดกระบวนการผลิตผักและผลไม้ที่ปลอดภัยตามแนวทางเกษตรอินทรีย์และเกษตรแบบ GAP อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรยังไม่เคยเข้ารับการอบรม GAP หรือระบบเกษตรดีที่เหมาะสม กอปรกับปัจจุบันโรงงานที่รับซื้อผลผลิต อาทิ ตะไคร้ เริ่มถามเกษตรกรถึงการมีใบรับรอง หรือ ตัว Q ตามระบบ GAP ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงสนใจเข้ารับการอบรม ทั้งนี้ในเบื้องต้น รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ ได้ประสานงานไปยังสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 (สวพ. นครปฐม) เพื่อขอความอนุเคราะห์วิทยากรมาให้ความรู้เกษตรกร เช่น
- วิธีการและขั้นตอน ในการของ GAP
- ทบทวนวิธีการผลิตของเกษตรกรแต่ละราย
- แนวทางการปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือสิ่งที่ต้องพัฒนาเพื่อให้ได้ใบรับรอง
ฯลฯ
จากนั้นกรมวิชาการเกษตรจะมาตรวจและออกใบรับรอง GAP เฉพาะพืชนั้นๆ ในลำดับถัดไป (แตกต่างจาก “อินทรีย์” ที่เป็นการรับรองเป็นรายแปลง พืชทุกชนิดที่ปลูกในแปลงจึงถูกรับรองว่าเป็นพืชอินทรีย์) อย่างไรก็ตาม เกษตรกรได้ถามถึงข้อดีของการมีใบรับรอง GAP โดยเฉพาะประเด็นของ “โอกาส/ช่องทางการตลาดของผลผลิตและสินค้าเกษตร” ในการนี้ ประธานกลุ่มฯ และคณะทำงานให้ข้อมูลว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สนองนโยบายภาครัฐ การมีใบรับรองน่าจะมีส่วนช่วยให้จำหน่ายผลผลิตได้ดีขึ้น โดยตลาดที่สามารถไปวางจำหน่ายได้ เช่น
- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ทุกวันพฤหัสบดี
- โรงพยาบาลนครปฐม
- มรภ.นครปฐม
ฯลฯ

ประเด็นที่ 2 ผลของปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์ต่อคุณค่าทางโภชนาการของพืชผัก โดยได้รับความรู้จาก รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ ว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์มีส่วนช่วยให้เพิ่มคุณค่าของสารอาหารมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี สืบเนื่องจากคณะทำงาน คือ ผศ.ดร.พิมสุภาว์ จันทนะโสตถิ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม กล่าวไว้ว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักจะมีส่วนช่วยให้อาหารมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ทั้งในส่วนของสารอาหาร สาระสำคัญ และสารออกฤทธิ์ของสมุนไพรที่มีผลต่อสุขภาพ ทั้งนี้อัตราการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสมขึ้นกับพืชแต่ละชนิด ในเบื้องต้นที่ประชุมได้เสนอให้มีการทำแปลงทดลอง เรื่อง ผลของปุ๋ยหมักต่อสารอาหารสำคัญของแก่นตะวัน (มีสารออกฤทธิ์ต่อโรคเบาหวาน) หัวใช้รับประทานสดเป็นผัก ใช้ทำขนมหรือต้มรับประทาน ภายในหัวมีน้ำ ร้อยละ 80 และคาร์โบไฮเดรต ประมาณ ร้อยละ 18 โดยคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่เป็นอินนูลิน (Inulin) เป็นสารเยื่อใยอาหารที่ให้ความหวาน จะไม่ถูกย่อยในกระเพาะ และลำไส้เล็ก อยู่ในระบบทางเดินอาหารเป็นเวลานานทำให้ไม่รู้สึกหิว กินอาหารได้น้อย ช่วยลดความอ้วนและป้องกันโรคเบาหวาน ในเชิงอุตสาหกรรมใช้หัวแก่นตะวันเป็นวัตถุดิบสำหรับสกัดน้ำตาลอินนูลินได้ ทั้งนี้ คณะทำงานของ มรภ.นครปฐม รับจัดหาหัวพันธุ์แก่นตะวันในการทดลอง เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการคือ นางสาวอรุณี อำนวยทรัพย์ การทดลองแบ่งเป็น 4 กรรมวิธี ๆ ละ 3 ซ้ำ (แปลงย่อยขนาด 2 X 4 เมตร)
กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 1 ตัน/ไร่
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 2 ตัน/ไร่
กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 4 ตัน/ไร่
กรรมวิธีที่ 4 ใส่ปุ๋ยเคมีตามอัตราแนะนำ (แปลงควบคุม)
ประเด็นที่ 3 การปลูกผักกางมุ้ง ผญ. วิศาล เก้าลิ้ม ให้ข้อมูลว่า ได้รับการสนับสนุนโรงเรือนปลูกผักแบบมุ้งตาข่ายกันแมลงจากจังหวัดนครปฐม ขนาด 6 x 24 เมตร สมาชิกกลุ่มจึงให้ความสนใจ ในเบื้องต้นได้ติดต่อไปยังบริษัท kasetplus (โทร. 089-8767656, 080-0800766) ได้นำเสนอโรงเรือนขนาด 3 X 6เมตร ในราคาประมาณ 10,000-15,000 บาท เกษตรกรที่ให้ความสนใจมี 4 รายคือ 1) นายยุทธ ดีพุ่ม
2) นางสุมิตรา คล้ายเมือง 3) นางสาวนพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ และ 4) นางศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร

การติดตามงานแปลงทดลอง (28 มิถุนายน 2560)
แปลงที่ 1 นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ปลูกพืชทดลอง 3 ชนิด (ภาพที่ 2) ได้แก่ กระชาย (อายุ  1 เดือน ) ตะไคร้ (อายุ  3 เดือน ) ถั่วลิสง (อายุ  3 เดือน )
แปลงที่ 2 นางสาวอรุณี อำนวยทรัพย์ ปลูกพืชทดลอง 1 ชนิด (ภาพที่ 3) คือ ตะไคร้ (อายุ  1 สัปดาห์)

รายชื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรรม วันที่ 28 มิถุนายน 2560
1. นายวิศาล เก้าลิ้ม ประธานกลุ่มปุ๋ยหนองหม้อแตก รวมใจพัฒนา
2. นายประสาร ธีรพิมาน รองประธานฯ / ปลูกตะไคร้ กระชาย
3. นางสมจิตร ลิมป์นิธิธนากุล เลขานุการ/ ปลูกตะไคร้ กระชาย
4. นางสาวอรุณี อำนวยทรัพย์ เหรัญญิก/ ปลูกตะไคร้
5. นางสุมิตรา คล้ายเมือง เหรัญญิก/ ปลูกตะไคร้ กระชาย
6. นายยุทธ ดีพุ่ม กรรมการ/ ปลูกตะไคร้
7. นางสาวนพรัตน์ ณัญพูลวัฒน์ กรรมการ/ ปลูกตะไคร้ กระชาย
8. นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร กรรมการ/ ปลูกตะไคร้ กระชาย หอมแบ่ง กะเพรา
9. นายตุ้งสิน แซ่ตั้น เกษตรกร/ ปลูกตะไคร้ พริก
10. นางสรินทิพย์ ก้องวิวัฒน์พงศ์ เกษตรกร/ ปลูกตะไคร้ กระชาย
11. นางพุทธชาติ ลลิตวสุภิญโญ เกษตรกร/ ปลูกตะไคร้
12. รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานัต์ มรภ.นครปฐม
13. นางวาสนา มานิช มจธ.แปลงทดลองคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ปลูกตะไคร้แปลงทดลองคุณศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพร ปลูกกระชาย (ท่อนพันธุ์ปลอดโรค)แปลงกระชาย แปลงใหญ่ 6 งานแปลงทดลองคุณศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพร ปลูกถั่วลิสงร่วมกับไรโซเบียมแปลงทดลองคุณอรุณี  อำนวยทรัพย์ ปลูกตะไคร้ประชุมกลุ่มปุ๋ยหนองหม้อแตก รวมใจพัฒนาประชุมกลุ่มปุ๋ยหนองหม้อแตก รวมใจพัฒนาประชุมกลุ่มปุ๋ยหนองหม้อแตก รวมใจพัฒนา
ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย : 11,000
จำนวนผู้รับบริการ : 13
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 6 [IG=2279]   วันที่รายงาน  [30/6/2560]

รายงานการประชุมถอดบทเรียนและวางแผนโครงการ
หมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก
วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม 2560
ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.หนองงูเหลือม อ.เมือง จ.นครปฐม
*******************************
เริ่มประชุม 10.30 น.
เกษตรกรเข้าร่วมประชุม 10 คน คณะทำงาน 2 คน (แนบท้าย) ที่ประชุมได้หารือถึงการดำเนินงานของ “กลุ่มปุ๋ยบ้านหนองหม้อแตก รวมใจพัฒนา” ดังนี้
1. เป้าหมายของการจัดตั้งกลุ่มฯ ประกอบด้วย
- การลดต้นทุน
- การปรับสภาพดิน
- การขายทั้งภายในและภายนอกชุมชน (ราคา 4 บาท/กก. หรือ 120 บาท/กส. 30 กก.)
- การลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี
2. ผลประกอบการ ปี 2559
- ผญ.วิศาล เก้าลิ้ม รับผิดชอบกองปุ๋ยหมัก แบบกลับกอง ด้วยรถไถ (รถไถหมู่บ้านที่ภาครัฐสนับสนุน) ขนาด 2 ตัน/ครั้ง นาน 2 เดือน
- ปัจจุบันมีกองปุ๋ยหมัก ได้ 1 เดือน (ปกติใช้เวลาหมักนาน 2 เดือน) ประมาณ 4 ตัน สมาชิกให้ข้อสังเกตว่า ปุ๋ยหมักที่กลุ่มผลิตควรได้มาตรฐาน ทั้งนี้ มจธ. รับเป็นผู้ดูแลการวิเคราะห์คุณภาพปุ๋ยหมัก
- วัตถุดิบคือ มูลแพะและเศษพืช (กระถิน หญ้าเนเปียร์) เหลือจากคอกแพะ (มูลแพะมากกว่าเศษพืช) ฟาร์มแพะแต่ละเดือนจะได้มูลแพะ ประมาณ 1 ตัน ผญ.เลี้ยงแพะ 100 ตัว จะเก็บมูลแพะได้ประมาณ 1 ตัน/เดือน โดยทำเป็นตาข่ายรองใต้ถุนเล้าให้มูลไหลมากองรวมกันเป็นจุดๆ
- ให้ผลค่อนข้างช้า เพราะเคยชินกับการใช้ปุ๋ยเคมี แต่ปุ๋ยหมักให้ผลในระยะยาวดีกว่า
- นำไปใส่แปลงตะไคร้แล้วได้ผลดี แต่สังเกตว่าช่วงแรกต้นไม่ค่อยเจริญเติบโต แต่กลับเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ใกล้เคียงกับการใส่ปุ๋ยเคมี
- วิธีใช้ที่ดี คือ ใส่เป็นปุ๋ยรองพื้น อาทิ ตอนทำหลุมปลูกให้รองก้นหลุม ประมาณ 1 ทัพพี หรือใส่ข้างๆ ต้นพืชที่เจริญเติบโตได้ระยะหนึ่งแล้ว จะช่วยให้ตะไคร้แตกกอดีขึ้น และกอไม่เน่าเหมือนใส่ปุ๋ยเคมี ที่อาจจะค้างบริเวณกาบใบ เมื่อมีน้ำขังจะทำให้กอเน่าได้
3. ปัญหาและข้อเสนอแนะ
- เกษตรกรเคยชินกับการใช้ปุ๋ยเคมี แก้ไข 1) เพิ่มสูตรปุ๋ยอินทรีย์เคมีอัดเม็ด 2) ลดปริมาณปุ๋ยเคมี ทดแทนด้วยปุ๋ยหมัก และ 3) ปรับใจ
- ไม่มีช่องทางจำหน่าย แก้ไข ผญ.วิศาล ให้ข้อมูลว่า ทางกลุ่มออมทรัพย์บ้านทุ่งขวาง แจ้งว่าให้นำปุ๋ยหมักบรรจุถุงไปฝากขายได้
- ตาข่ายชั้นตากปุ๋ยอัดเม็ดที่ทำไว้ชำรุด แก้ไข ควรนำไม้ไผ่มาพาดก่อนขึงตาข่าย วางผึ่งปุ๋ยไว้ประมาณ 1 คืน ไม่ตากแดด (หรือจะใช้พลังงานความร้อนจากบ่อก๊าซชีวภาพมูลหมู)
- ตอนอัดเม็ดไม่มีคนช่วย ผญ.วิศาล ต้องรู้จังหวะเครื่องอัดเม็ดกับการใส่ปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ แก้ไข หาคนมาเรียนวิธีทำ/เทคนิคการทำปุ๋ยอัดเม็ดจาก ผญ. วิศาล ในเบื้องต้น ผญ. วิศาล จะทำให้ก่อน โดยคิดค่าแรงเป้นรายชั่วโมงๆ ละ 40 บาท พร้อมกับ
4. แผนงานที่จะทำในปี 2560
- แยกหม้อไฟที่ใช้ในการทำกองปุ๋ยหมัก เพื่อสะดวกต่อการคำนวณต้นทุน
- จ้างแรงงานทำกองปุ๋ยหมัก ร่วมกับ ผญ. ในเบื้องต้นน่าจะเป็นลูกชาย ผญ.
- การเพิ่มประสิทธิภาพปุ๋ยหมัก และปุ๋ยอัดเม็ด ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะธาตอาหารหลัก ไนโตรเจน (รำ มูลแพะ กระถิน) ฟอสฟอรัส (หินฟอสเฟต) โพแทสเซียม (แกลบดำ) โดย มจธ. (คุณพรรณปพร กองแก้ว) เป็นผู้รับผิดชอบ อนึ่งในพื้นที่มีโรงเผาอิฐมอญ น่าจะมีขี้เถ้าหลังเผาอิฐจำนวนมาก กลุ่มปุ๋ยฯ จึงสนใจนำมาเป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยหมัก ทั้งนี้ มจธ. จะเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมี
ความต้องการของสมาชิกที่มีต่อกลุ่มผลิตปุ๋ยฯ และความสนใจอื่นๆ
1. อยากให้มีของใช้ตลอดทั้งปี ทุกวันนี้อยากใช้แต่ไม่มีของให้ซื้อ
2. อยากใช้ปุ๋ยอัดเม็ด ราคาแพงกว่าปุ๋ยหมักก็ซื้อ
3. อยากให้มีกระสอบปุ๋ยที่มีตราผลิตภัณฑ์กลุ่มปุ๋ยฯ
4. อยากมีตลาดจำหน่ายผลผลิต สมาชิกแจ้งว่าทุกวันพฤหัสจะมีตรวจสุขภาพผู้สูงอายุที่อนามัยหนองงูเหลือม ระหว่างเวลา 06.00-12.00 น. ตนเองนำผักปลอดสาร (ถั่วฝักยาว แตงกวา ฯลฯ) และขนมไปจำหน่ายสร้างรายได้เสริม
5. เสนอว่าคนที่ปลูกผักในชุมชน โดยเฉพาะสมาชิกลุ่มฯ ประมาณ 20 คน ควรอุดหนุนปุ๋ยหมักที่กลุ่มผลิตขึ้น
6. นัดสมาชิกทำปุ๋ยหมัก 1 ครั้ง/เดือน ในวันพุธที่ 28 มิถุนายน 2560 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่บ้านผญ. วิศาล โดยผู้ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับปุ๋ยหมัก จำนวน 50 กก. เป็นค่าแรง
7. อนึ่งในปี 2560 คาดว่าจะผลิตปุ๋ยหมักได้ประมาณ 20 ตัน (เดือนมิ.ย. – ธ.ค. เท่ากับ 6 เดือน = 6 ตัน + ของเดิม 4 ตัน เท่ากับ 10 ตัน + ของเดิม 2 ตัน รวมทั้งสิ้น 12 ตัน/ปี ดังนั้นต้องหาเกษตรกรที่สนใจทำกองปุ๋ยหมัก แบบระบบกองเติมอากาศ (ต้องขนจากบ้าน ผญ. ไปให้ โดยทาบทามคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ไว้)
8. ต้องการการสนับสนุน “ปลูกผักกางมุ้ง” จำนวน 3 ราย ได้แก่ 1) นายยุทธ ดีพุ่ม 2) นางสุมิตรา คล้ายเมือง และ 3) น.ส.นพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์
ผู้เข้าร่วมปะรชุม

ลำดับ ชื่อ-สกุล ตำแหน่ง/ที่อยู่ หมายเหตุ
1. นายวิศาล เก้าลิ้ม
(089-2547353) ประธานกลุ่มปุ๋ย - ทำแปลงกระชาย ปี 2559
- ทำแปลงกระชาย ปี 2560
2. นายประสาร ธีรพิมาน
(086-7914870) รองประธานฯ
3. นางสมจิตร ลิมป์นิธิธนากุล
(085-1419778) เลขานุการ คนที่2 ร่วมทำแปลงตะไคร้ ปี 2560
4. นางสุมิตรา คล้ายเมือง
(092-8257085) เหรัญญิก คนที่ 2 ร่วมทำแปลงกะหล่ำปลี ปี 2560
5. นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
(087-9257091) กรรมการ แปลง 59-60
6. น.ส.นพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์
(086-0276858) กรรมการ แปลง 59-60
7. นายยุทธ ดีพุ่ม
(082-3635539) กรรมการ ร่วมทำแปลงกะหล่ำปลี ปี 2560
8. นายตุ้งสิน แซ่ตั๋น
(090-6294982) 8/3 หมู่ 4
9. นางพุทธชาติ ลลิตวสุภิญโญ 8 หมู่ 4 สวนกล้วย
10. นายวสันต์ เก้าลิ้ม 83 หมู่ 4 ผักอินทรีย์
11. นางวาสนา มานิช มจธ.
12. นางพรรณปพร กองแก้ว มจธ.

ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย : 5,000
จำนวนผู้รับบริการ : 12
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 7 [IG=2280]   วันที่รายงาน  [30/6/2560]

แปลงทดลอง คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
แปลงทดลองที่ 1 ท่อนพันธุ์กระชายปลอดสาร ได้รับการสนับสนุนเชื้อบาซิลลัส จากกรมวิชาการเกษตรผ่านทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครปฐม ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม 73140 โทรศัพท์/ โทรสาร 034-351487 โดยผู้ติดต่อชื่อ คุณก้อย 083-5527554 และคุณเพทาย นักวิชาการเป็นผู้รับผิดชอบ ต้นกระชายความสูงประมาณ 7-10 นิ้ว ปลูกเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 (ดังภาพคาดว่าจะเก็บผลผลิตประมาณ กันยายน 2560
แปลงทดลองที่ 2 ตะไคร้ (เป็นการทดลองซ้ำเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง) จำนวน 17 ร่อง ปลูกต้นเดือนมีนาคม 2560 คาดว่าจะเก็บผลผลิตเดือนสิงหาคม 2560 แบ่งการทดลองเป็น 3 กรรมวิธี
กรรมวิธีที่ 1 ปุ๋ยเคมี
กรรมวิธีที่ 2 ปุ๋ยเคมี + ปุ๋ยหมัก 50 กก.
กรรมวิธีที่ 3 ปุ๋ยหมักอย่างเดียว 100 กก.
แปลงทดลองที่ 3 อ้อยพันธุ์ ขอนแก่น (ทนแล้ง) + PGPR อ้อย ปลูกเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 คาดว่าจะเก็บผลผลิตประมาณ เดือนมกราคม 2561
- ร่องปลูก ยาว 46 เมตร ระยะแถว 1.35 เมตร (ตามระยะรถไถเข้าทำงานได้)
- ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 21-0-0 เมื่ออ้อยอายุ 3 เดือน (เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2560)

แปลงทดลองที่ 3 อ้อยตอรุ่น 3 พันธุ์ลำปาง 11 (รสชาติหวาน) + PGPR ของข้าวโพด ข้าวฟ่าง

แปลงทดลองที่ 4 ถั่วลิสง (เป็นการทดลองซ้ำเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง) ต้นถั่วลิสงเจริญเติบโตดี ส่วนหนึ่งเพราะฝนตกนานกว่า 1 เดือน และเริ่มออกแล้ว เกษตรกรเกรงว่าจะงามแต่ต้น แต่ผลผลิตไม่ดี (ธรรมชาติต้นไม้จะเป็นแบบนี้) คาดว่าจะเก็บผลผลิต เดือนปลายเดือนกรกฏาคม 2560
ปัจจุบันเกษตรกรได้ทดลองปลูกถั่วลิสงคลุกเชื้อไรโซเบียม พบว่าถั่วลิสงติดฝักดี และเมล็ดแน่น อีกทั้งพบปมที่รากถั่วค่อนข้างมาก เป็นที่พอใจของเกษตรกร และแม่ค้าที่มารับซื้อ

ข้อสังเกต เกษตรกรสนใจทำปุ๋ยหมัก แต่ขอดูการจัดสรรพื้นที่ก่อน ด้วยเพราะมีเศษต้นพืชหลังเก็บเกี่ยว อาทิ ถั่วลิสง ตะไคร้ กะเพรา โหระพา แต่ด้วยเศษพืชมีขนาดใหญ่ และไม่มีแรงงานสับย่อย กอรกับบ้านข้างเคียงทำก้อนเห็ดใช้แล้ว จึงต้องการเครื่องย่อยเศษพืชเพื่อลดเวลาและแรงงานในการกองปุ๋ยหมัก


ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย : 20,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 8 [IG=2281]   วันที่รายงาน  [30/6/2560]

คณะทงำานติดตามงานแปลงทดลองคุณศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพรปมรากถั่วลิสงที่คลุกเชื้อไรโซเบียมต้นถั่วลิสงที่ทดลองใช้ไรโซเบียม (ทำซ้ำ)แปลงทดลองของคุณศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพร ปลูกกระชายระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย :
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 9 [IG=2282]   วันที่รายงาน  [30/6/2560]

การถอดบทเรียน กลุ่มปุ๋ยหนองหม้อแตก รวมใจพัฒนาการถอดบทเรียน กลุ่มปุ๋ยหนองหม้อแตก รวมใจพัฒนาระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย :
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 10 [IG=2422]   วันที่รายงาน  [31/7/2560]

 

รายงานจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี
วันที่ 21 กรกฏาคม 2560
ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.หนองงูเหลือม อ.เมือง จ.นครปฐม
***********************

ผู้เข้าร่วมการอบรม ประกอบด้วยเกษตรกรบ้านหนองหม้อแตก และเกษตรกรที่สนใจ จำนวน 68 คน (รายชื่อตามเอกสารแนบ) คณะทำงาน มจธ. 1 คน (นางวาสนา มานิช) และ มรภ. นครปฐม 1 คน (รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์) รวมผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 70 คน
เริ่มอบรม 10.30 น.
เรื่องที่ 1 คุณจงดี หารเอี่ยม นักวิชาการเกษตร จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร นครปฐม บรรยาย เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP (Good agricultural Practice) หัวข้อต่างๆ ได้แก่
1. เหตผล/ความจำเป็น
2. ความสำคัญมาตรฐาน GAP
3. ข้อกำหนดมาตรฐาน GAP และวิธีตรวจประเมิน จำนวน 8 หมวด (เรียงตามขั้นตอนการผลิต) ได้แก่ 1) แหล่งน้ำ 2) พื้นที่ปลูก 3) การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร 4) การจัดการคุณภาพการผลิตในกระบวนการผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว 5) การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว 6) การพักผลผลิต การขนย้าย การเก็บรักษา 7). สุขลักษณะส่วนบุคคล และ 8) การบันทึกข้อมูลและตามสอบ
4. ถาม-ตอบ
เรื่องที่ 2 การลดความเสี่ยงจากสารเคมีภาคการเกษตร ด้วยคณะทำงานจากคณะพยาบาลศาสตร์ ติดภารกิจจึงขอเลื่อนการตรวจสารเคมีตกค้างออกไป

ในการนี้ รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ ได้หารือการดำเนินงานโครงการ เพื่อต่อยอดการอบรม GAP ในครั้งนี้ รวมทั้งภารกิจอื่นๆ ทีคณะกรรมการตรวจประเมินให้คำแนะนำไว้ (เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2559) ดังนี้
ประเด็นที่ 1 การทำแปลง GAP นำร่อง ในปีเพาะปลูก 2560 พืชทดลอง คือ ตะไคร้ (พืชหลักของพื้นที่) จำนวน 5 ราย แนวคิดเบื้องต้นคือ ประชุมหารือกับเกษตรกรกลุ่มตัวอย่าง เพื่อประเมินสภาพการปฏิบัติภายในแปลง จากนั้นเมื่อทราบถึงข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ จึงชี้แจงให้เกษตรกรทราบถึงแนวทางการปรับปรุงวิธีปฏิบัติตามหลัก GAP
ประเด็นที่ 2 การผลิตปุ๋ยหมัก ด้วยมีโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ให้การสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 850,000 บาท เพื่อดำเนินงานด้านการผลิตปุ๋ยหมัก ให้กับกลุ่มเกษตรกรบ้านหนองหม้อแตก ในนามของวิสาหกิจชุมชนจิปาถะ ระหว่างเดือนกรกฏาคม ถึง กันยายน 2560 ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินงานโครงการหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ฯ เป็นอย่างดี
ประเด็นที่ 3 การทำบัญชีครัวเรือน ได้หารือกับคณะกรรมการกลุ่มปุ๋ยฯ เสนอให้คณะกรรมการ จำนวน 5 ราย จัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อใช้เป็นตัวอย่าง/แนวทางให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ในชุมชน
ประเด็นที่ 4 การอบรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ปุ๋ยมูลไส้เดือน
มติ สรุปให้มีการประชุมคณะกรรมการกลุ่มปุ๋ยฯ ในวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2560 ระหว่างเวลา 11.00-13.00 น. ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหนองหม้อแตก เพื่อหารือถึงแนวทางการดำเนินงานโครงการหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ฯ รวมทั้งการวางแผนการผลิตและการตลาดของปุ๋ยหมัก ตามโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

ผลประเมินการอบรมให้ความรู้ เรื่อง หลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี


รายการ ระดับความพึงพอใจ
ท่านมีความพึงพอใจในคำถามต่อไปนี้ระดับใด มากที่สุด มาก ปานกลาง
ข้อมูลวัดความพึงพอใจ
1. มีขั้นตอนการให้บริการ เช่น การแจ้งให้ทราบก่อนอบรม การประสานงานและให้ข้อมูล ทำให้ท่านได้รับความสะดวกแค่ไหน ร้อยละ 38.46
(20) ร้อยละ 44.23
(23) ร้อยละ 17.31
(9)
2. วิทยากร เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใสและเป็นกันเอง ร้อยละ 44.23
(23) ร้อยละ 32.69
(17) ร้อยละ 23.08
(12)
3. สถานที่จัดกิจกรรม เครื่องโสตฯ และเอกสารอบรม มีความพร้อม ร้อยละ 26.92
(14) ร้อยละ 51.92
(27) ร้อยละ 21.15
(11)
ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงหลักสูตร
4. ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ประกอบอาชีพ หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด ร้อยละ 26.92
(14) ร้อยละ 59.62
(31) ร้อยละ 13.46
(7)
5. เนื้อหาและข้อมูลที่วิทยากรสอน/ชี้แจง ท่านสามารถเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด ร้อยละ 28.85
(15) ร้อยละ 57.69
(30) ร้อยละ 13.46
(7)
6. วิทยากรถ่ายทอดความรู้และข้อมูล ทำให้ท่านเข้าใจและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 28.85
(15) ร้อยละ 55.77
(29) ร้อยละ 15.38
(8)
7. เวลาการอบรม/จัดกิจกรรม เหมาะสมหรือไม่ ร้อยละ 21.15
(11) ร้อยละ 51.92
(27) ร้อยละ 26.92
(14)
8. ช่วงเวลาของการจัดอบรมมีความเหมาะสม ร้อยละ 17.31
(9) ร้อยละ 57.69
(30) ร้อยละ 25.00
(13)
9. ความคุ้มค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อเทียบกับเวลาและค่าใช้จ่าย ร้อยละ 30.77
(16) ร้อยละ 44.23
(23) ร้อยละ 25.00
(13)
10. ความพึงพอใจต่อภาพรวมของการจัดกิจกรรม ร้อยละ 30.77
(16) ร้อยละ 44.23
(23) ร้อยละ 25.00
(13)

ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย : 35,000
จำนวนผู้รับบริการ : 68
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 11 [IG=2423]   วันที่รายงาน  [31/7/2560]

รายงานแปลงทดลองใช้ไรโซเบียมในถั่วลิสง คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ปีเพาะปลูก 2560

กรรมวิธี
1. คลุกเชื้อไรโซเบียม (ตามที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ + พริกป่นเล็กน้อยกันแมลงกัดดิน)
2. ไม่คลุกเชื้อไรโซเบียม (ควบคุม)
พืชทดลอง คือ 1) ถั่วลิงสงฝักเล็ก และ 2) ถั่วลิสงฝักใหญ่
พื้นที่แปลง (ร่อง) ปลูก ขนาดกว้าง 1.50 x 14 เมตร (21 ตรม.)
การบำรุงดูแล ปลูกเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 จำนวน 3 เมล็ด/หลุม ระหว่างหลุม 15-20 ซม.
1. ฉีดพ่นฮอร์โมนไข่ 2 ครั้ง 1) อายุ 1 เดือน และ 1 1/2 เดือน
2. ช่วงเริ่มออกดอกใส่ปุ๋ยเคมี 8-24-24 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ/หลุม
3. เมื่ออายุ 1 1/2 เดือน และ 2 เดือน ฉีดปุ๋ยเกล็ด 5-10-40 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ/หลุม
4. เก็บเกี่ยว 25 กรกฏาคม 2560
ผลการทดลอง
จากตารางที่ 1 ถั่วลิสงฝักใหญ่กรรมวิธีที่คลุกเชื้อไรโซเบียม (กรรมวิธีที่ 1) มีจำนวนฝัก น้ำหนักฝัก น้ำหนักต้น และความสูงน้อยกว่ากรรมวิธีที่ 2 สำหรับถั่วลิงสงฝักเล็กให้ผลผลิตที่คล้ายคลึงกัน (ยกเว้นน้ำหนักฝัก)
ตารางที่ 1 ผลผลิตถั่วลิสงแปลงทดลอง คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ปีเพาะปลูก 2560

กรรมวิธี จำนวนฝัก
(ฝัก) น้ำหนักฝัก
(กรัม) น้ำหนักต้น
(กรัม) ความสูง
(ซม.)
ใหญ่ เล็ก ใหญ่ เล็ก ใหญ่ เล็ก ใหญ่ เล็ก
กรรมวิธีที่ 1 คลุกเชื้อ 25.05 33.35 175.50 207.10 739.50 678.25 117.60 107.10
กรรมวิธีที่ 2 ไม่คลุกเชื้อ 25.95 34.25 180.50 201.00 974.00 806.00 145.60 132.95

ตารางที่ 2 ผลผลิตถั่วลิสงเฉลี่ยต่อต้นต่อหลุม แปลงทดลอง คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ปีเพาะปลูก 2560

กรรมวิธี จำนวนฝัก
(ฝัก) น้ำหนักฝัก
(กรัม) น้ำหนักต้น
(กรัม) ความสูง
(ซม.)
ใหญ่ เล็ก ใหญ่ เล็ก ใหญ่ เล็ก ใหญ่ เล็ก
กรรมวิธีที่ 1 คลุกเชื้อ 8.64 11.12 60.52 69.03 255.00 226.08 40.55 35.70
กรรมวิธีที่ 2 ไม่คลุกเชื้อ 6.92 9.133 48.13 53.60 259.73 214.93 38.83 35.45

แม้กระนั้นก็ตาม เมื่อพิจารณาผลผลิตถั่วลิสงเฉลี่ยต่อต้นต่อหลุม พบว่าทั้งฝักใหญ่และฝักเล็กกรรมวิธีที่ 1 ให้ผลผลิตมากกว่ากรรมวิธีที่ 2 ทั้งนี้การทดลองทุกกรรมวิธีไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฝนตกค่อนข้างหนักในเดือนมิถุนายน (ภาพที่ 1) ต้นพืชมีการเจริญเติบโตทางความสูงต้น (vegetative stage) มากกว่าเน้นสร้างผลผลิต (Reproductive stage) โดยถั่วลิสงฝักใหญ่มีความสูง (ภาพที่ 2) ระหว่าง 117.10 – 145.60 ซม. และถั่วลิสงฝักเล็ก เท่ากับ 107.10 – 132.59 ซม. ทั้งนี้เกษตรกรให้ข้อสังเกตว่าต้นที่อยู่บริเวณที่ดอน จะมีความสูงต้นค่อนข้างน้อย และให้ผลผลิตมากกว่าต้นที่อยู่ในที่ลุ่ม

 

 

 

 

ภาพที่ 1 ต้นถั่วลิสง อายุ 1 เดือน (ซ้าย) อายุ 1 ¾ เดือน (กลาง) และฝักถั่วลิสงที่เก็บผลผลิต อายุ 3 เดือน

 

 

 

 


ภาพที่ 2 ต้นถั่วลิสงระยะเก็บเกี่ยว ความสูงกว่า 150 เซนติเมตร


อนึ่งในช่วงฤดูฝน พบการระบาดของโรคใบด่างในต้นกะเพรา สังเกตว่าใบมีอาการเหลืองซีด โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกชุก และอาการนี้จะดีขึ้น เมื่อฝนทิ้งช่วงถั่วลิสง แแปลงทดลองคุณศรีพิชัย  ปีเพาะปลุูก 2560ต้นถั่วลิสงที่มีความสูงค่อนข้างมาก ด้วยเพราะฝนตกชุกช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2560ต้นกะเพราแสดงอาการใบด่างเหลือง โดยเฉพาะช่วงฝนชุก

ค่าใช้จ่าย : 10,000
จำนวนผู้รับบริการ : 1
ปัญหาอุปสรรค : ฝนตกค่อนข้างหนัก ต้นถั่วลิสงเจริญเติบโตทางลำต้นมากกว่าให้ผลผลิต
แนวทางแก้ไข : ให้คำแนะนำด้านการปรับพืนที่ให้น้ำระบายออกดีขึ้น
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 12 [IG=2442]   วันที่รายงาน  [28/8/2560]

รายงานผลการอบรมเชิงปฏิบัติการ
เรื่อง การเลี้ยงไส้เดือนกำจัดขยะอินทรีย์เพื่อผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน และการทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ
วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม 2560
ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.หนองงูเหลือม อ.เมือง จ.นครปฐม
***********************

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 49 คน เป็นคณะทำงาน 1 คน (มจธ.) และวิทยากร 3 คน (มรภ.นครปฐม) นักศึกษาช่วยงาน 9 คน และเกษตรกร 36 คน (รายชื่อตามเอกสารแนบ 1)

หัวข้อที่ 1 การเพาะเลี้ยงไส้เดือนผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน โดยวิทยากรคือ อาจารย์วนิดา ชัยชนะ จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
วัสดุอุปกรณ์
1. ไส้เดือนวัยหนุ่มสาว สายพันธุ์แอฟริกัน ไนท์ คลอเรอร์ หรือ AF
2. ที่อยู่ของไส้เดือน เรียกว่า “เบดดิ้ง” (Bedding) ได้แก่
- มูลสัตว์แห้ง/ ปุ๋ยคอก
- กระดาษพิมพ์ฉีกเป็นชิ้น
- ขุยมะพร้าว
- ขี้เลื่อยจากไม้ต่างๆ
- ใบไม้เก่าๆ
- เศษผัก/ ผลไม้ / อาหาร
3. น้ำสะอาด และบัวรดน้ำ
4. กะละมัง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50-55 เซนติเมตร
5. ถุงมือ
6. ผ้าบางสีดำคลุมกะละมัง หรือผ้าพรางแสง (เย็บติดยางยืดเป็นวงกลม)

วิธีเลี้ยงไส้เดือนดิน
1. เตรียมวงบ่อซีเมนต์โดยใช้พลาสติกรองพื้น (เจาะรูเหนือจากพื้นประมาณ 1 นิ้ว) วางเรียงกันในโรงเรือนที่ค่อนข้างร่ม โดยอาจมีหลังคากั้นด้วยซาแลนหรือวัสดุอื่นๆ นอกจากนี้ หากมีพื้นที่จำกัด อาจใช้กะละมัง หรือชั้นพลาสติก เรียกว่า “การเลี้ยงไส้เดือนในคอนโด คือ การนำเอาชั้นพลาสติกมาเจารูของแต่ละชั้นยกเว้นชั้นล่างสุด เพื่อไว้สำหรับรองรับน้ำสกัดที่ได้จากการเลี้ยงไส้เดือน โดยเจาะรูชั้นที่ 1 – 3 (นับจากด้านบนลงมา)
2. นำเศษกระดาษไปแช่น้ำให้ชุ่ม ผสมกับมูลสัตว์แห้ง (ใช้มูลโคนม) ให้เข้ากัน ใส่น้ำผสมลงไปอีกเล็กน้อย หรืออาจหมักรวมกับวัสดุอื่นได้ เช่น ขุยมะพร้าว ขี้เลื่อย ลงในภาชนะ เช่น วงบ่อซีเมนต์ หรือกะละมังพลาสติก หมักทิ้งไว้ประมาณ 15 – 30 วัน หรือนานกว่า ข้อสังเกต ต้องมีการทดสอบที่อยู่ของไส้เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าใช้ได้หรือยัง โดยใช้มือซุกเข้าไปในกองส่วนผสมที่หมักไว้ หากยังมีความร้อนแสดงว่ากระบวนการหมักยังไม่เสร็จสิ้น ต้องหมักไปอีกสักระยะหนึ่ง ถ้ายังมีความร้อนอยู่ไส้เดือนจะไม่สามารถอยู่ได้ โดยเฉพาะความเข้มข้นในมูลสัตว์นั้นทำให้ตัวไส้เดือนขาดเป็นปล้องๆ และอาจทำให้ไส้เดือนตายทั้งหมดได้ (กระบวนการคลายแก๊สในมูลวัว นำมูลแช่น้ำ 1 อาทิตย์ (อย่างช้า) แต่ถ้าอย่างเร็วจะใช้เวลา 3-4 วัน และต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน แช่ทิ้งไว้ค้างคืน ตอนเช้าถ่ายน้ำทิ้ง เติมน้ำใหม่เข้าไป ติดต่อกัน และควรตรวจสอบการคลายความร้อนโดยการสัมผัสมูลว่าเย็นตัวลงหรือยัง)
หมายเหตุ: ต้องระวังในเรื่องของกลิ่นเหม็นในช่วงของการหมักไปรบกวนผู้อื่น ถ้าอยู่ในเขตชุมชน
3. นำมูลสัตว์ที่แช่น้ำแล้วใส่ประมาณ ½ ของความสูงกะละมัง และเติมดินเก่าให้เต็มกะละมัง อาจสเปรย์น้ำหมักมูลไส้เดือนสร้างกลิ่นที่คุ้นเคย (ไส้เดือนชอบที่ชื้นและแฉะ และความมืดจะผสมพันธุ์หรือกินอาหารได้ดี)
4. นำไส้เดือนลงในสัดส่วน 300-500 ตัว/กะละมัง โดยจำนวนตัวมาก จะยิ่งกินเร็วภายใน 1 เดือน (ไส้เดือน 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร) และก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเลี้ยงด้วยว่าจะเลี้ยงเพื่อการกำจัดขยะเพียงอย่างเดียว หรือเพื่อผลิตปุ๋ยชีวภาพที่ได้จากการเลี้ยงไส้เดือน รวมทั้งการขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณไส้เดือน สำหรับการนำไส้เดือนลงในภาชนะที่เลี้ยงพร้อมที่อยู่ของไส้เดือน มี 2 วิธี คือ
1) นำเฉพาะตัวไส้เดือนลงไปในที่อยู่ใหม่
2) นำไส้เดือนพร้อมทั้งที่อยู่ของไส้เดือนเก่าด้วย โดยวางสัดส่วนของที่อยู่ไส้เดือนไว้อย่างละครึ่ง
5. โรยเศษผัก จากนั้นจึงเติมมูลสัตว์ทับ จากนั้นใช้ผ้าคลุมกะละมัง ช่วงพรางแสง และกันแมลง
6. ในสัปดาหที่ 3 จะเริ่มเก็บน้ำหมักมูลไส้เดือน โดยการรดน้ำในกะละมัง (ด้านบนสุด กรณีวางซ้อนกัน 5 ชั้น) วิธีนี้เป็นการทำความสะอาดตัวไส้เดือน) และรองน้ำจากกะละมังสุดท้าย น้ำหมักที่ได้ (ออกสีชา) นำมาตั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ ให้ตกตะกอน (ป้องกันหัวฉีดพ่นอุดตัน) ข้อสังเกต การรดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น จะดูตามสภาพอากาศ ถ้าอากาศร้อนอาจจะรดน้ำ 1-2 ครั้ง/อาทิตย์ แต่ถ้าฤดูฝนอาทิตย์ละ 1 ครั้ง
7. ในสัปดาห์ที่ 4 หรือ 30-45 วัน (จะไม่รดน้ำ) สามารถเก็บปุ๋ยได้ จึงควรงดให้น้ำเพื่อให้มูลไส้เดือนแห้ง (คุณภาพปุ๋ยมูลไส้เดือนเทียบเท่าปุ๋ยอินทรีย์ คือ มีธาตุอาหารหลัก N-P-K รวม ไม่เกิน ร้อยละ 2.0) ใช้ปลูกต้นไม้ หรือผสมดินปลูกจะช่วยเสริมคุณภาพดินให้มีธาตุอาหารครบถ้วนมากขึ้น

การทำน้ำหมักมูลไส้เดือน
สูตรที่ 1
1. มูลไส้เดือน 1 ส่วน (ห่อผ้าขาวบาง) ผูกเชือก หย่อนลงในถังพลาสติกที่มีน้ำอยู่ น้ำ 10 ส่วน
2. ติดเครื่องเติมอากาศ (ปั๊มอากาศตู้ปลา) นาน 72 ชั่วโมง
3. นำปั๊มอากาศออก กรองด้วยผ้าขาวบาง
หมายเหตุ อัตราการใช้ น้ำหมักมูลไส้เดือน 1 ส่วน น้ำ 10 ส่วน
สูตรที่ 2
1. มูลไส้เดือน 1 ส่วน ผสมน้ำ 5 ส่วน คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 1 คืน
2. จากนั้นกรองตะกอนออกด้วยผ้าขาวบาง
หมายเหตุ อัตราการใช้ น้ำหมักมูลไส้เดือน 4 ช้อนโต๊ะ น้ำ 20 ลิตร
ประโยชน์ของไส้เดือนดิน
1. ด้านสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ยหมัก ลดการฝั่งกลบขยะไส้เดือนช่วยพลิกกลับดิน โดยการกินดินทำให้แร่ธาตุในดินผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ช่วยทำลายชั้นดิน
2. ด้านการเกษตร ผลิตปุ๋ยหมักจากไส้เดือนและน้ำสกัดชีวภาพใช้ในการเกษตรอินทรีย์ ช่วยให้การย่อยสลายสารอินทรีย์ที่รวมถึงซากพืชสัตว์และอินทรียวัตถุต่างๆ ผลิตปุ๋ยหมัก (vermicomposting) และน้ำสกัดชีวภาพจากไส้เดือน (worm tea)
3. ส่งเสริมการละลายธาตุอาหารพืชที่อยู่ในรูปอนินทรีย์สารที่พืชใช้ประโยชน์ไม่ได้ ไปอยู่ในรูปที่พืชนำมาใช้ประโยชน์ได้
4. ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างของดินเลี้ยงเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม โดยการเปลี่ยนของอินทรีย์เป็นปุ๋ยหมัก
5. ใช้เลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ ผลิตไส้เดือนเป็นอาหารโปรตีน (vermiculture) เนื่องจากไส้เดือนมีโปรตีนสูงอาจใช้เลี้ยงปลา เลี้ยงเพื่อใช้เป็นเหยื่อตกปลา ด้านอาหารสัตว์ ใช้เป็นอาหารโปรตีนทั้งในรูปไส้เดือนเป็นและผง หรือไส้เดือนสดสำหรับเลี้ยงเป็ด หรือกบก็ได้
6. ด้านการแพทย์ รักษาโรคข้ออักเสบ แผลอักเสบ โรคผิวหนัง และสลายลิ่มเลือดในหลอดเลือดไส้เดือนเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบนิเวศ เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอย่างมากในการย่อยอินทรียสารในดิน และการเคลื่อนที่ในดินของไส้เดือน ถือเป็นการพรวนดิน ทำให้ดินมีช่องว่างที่จะเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่ดิน ซึ่งมีความสำคัญต่อการปลูกพืช อีกทั้งยังใช้ในการผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพจากไส้เดือนอีกด้วย และนอกจากนี้แล้ว ไส้เดือนยังเป็นที่นิยมอย่างยาวนานสำหรับใช้เป็นเหยื่อล่อในการตกปลา

 


หัวข้อที่ 2 การให้ความรู้ด้านการทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ โดยวิทยากรคือ อาจารย์สมใจ เภาด้วง และอาจารย์สุทิศา ไพบูลย์วัฒนกิจ คณะวิทยาการการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
เนื้อหาโดยสรุป การทำบัญชีครัวเรือน เป็นวิธีง่ายๆ ในการวางแผนการเงิน และแก้ไขปัญหาหนี้สิน ตามหลัก 3 คิด 4 รู้ ด้วยการทำบัญชี (ภาพที่ 1)

 

 

 

 

 


ภาพที่ 1 หลัก 3 คิด 4 รู้ ด้วยการทำบัญชี

ปัญหาและอุปสรรคในการทำบัญชี อาทิ ไม่เข้าใจระบบบัญชี ขาดทักษะ ขาดความรู้ ความเข้าใจ ข้อเสนอแนะในการทำบัญชีครัวเรือน ได้แก่
1. เมื่อเกิดรายการขึ้น ขอให้บันทึกรายการดังกล่าวลงในบัญชี ตามความเป็นจริง ว่า “รับเงิน” หรือ “จ่ายเงิน”
2. พิจารณาอย่างถ่องแท้ดูว่า “รายจ่าย ใด จำเป็น ฟุ่มเฟือย”
3. นำรายจ่ายฟุ่มเฟือย ไปสู่กิจกรรม “ลด ละ เลิก” ในครอบครัว เพื่อให้สมาชิกทุกคนทราบถึง
- รู้รายได้ รู้รายจ่าย รู้กำไร รู้ขาดทุน
- มีนิสัยการใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็นและเป็นประโยชน์
- รู้จักเก็บออมเงินไว้ใช้จ่ายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

 


หลักการออมเงิน ที่ถูกต้อง คือ
“รายได้ – เงินออม = รายจ่าย”
กล่าวคือ มีรายได้ควรเก็บออมก่อน แล้วจึงนำไปจ่าย

ผลประเมินการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเลี้ยงไส้เดือนกำจัดขยะอินทรีย์เพื่อผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน และการทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ เมื่อวันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม 2560ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.หนองงูเหลือม อ.เมือง จ.นครปฐม (เกษตรกรเข้าร่วมกิจกรรม 36 คน ตอบแบบสอบถาม 30 คน หรือ ร้อยละ 83.33)
รายการ ระดับความพึงพอใจ
ท่านมีความพึงพอใจในคำถามต่อไปนี้ระดับใด มากที่สุด มาก ปานกลาง
ข้อมูลวัดความพึงพอใจ
4. มีขั้นตอนการให้บริการ เช่น การแจ้งให้ทราบก่อนอบรม การประสานงานและให้ข้อมูล ทำให้ท่านได้รับความสะดวกแค่ไหน 5
ร้อยละ 16.67 18
ร้อยละ 60 7
ร้อยละ 23.33
5. วิทยากร เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใสและเป็นกันเอง 18
ร้อยละ 60 10
ร้อยละ 33.33 2
ร้อยละ 6.67
6. สถานที่จัดกิจกรรม เครื่องโสตฯ และเอกสารอบรม มีความพร้อม 8
ร้อยละ 26.67 14
ร้อยละ 46.66 8
ร้อยละ 26.67
ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงหลักสูตร
7. ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ประกอบอาชีพ หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด 13
ร้อยละ 43.33 11
ร้อยละ 36.67 6
ร้อยละ 20
8. เนื้อหาและข้อมูลที่วิทยากรสอน/ชี้แจง ท่านสามารถเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด 9
ร้อยละ 30 13
ร้อยละ 43.33 8
ร้อยละ 26.67
9. วิทยากรถ่ายทอดความรู้และข้อมูล ทำให้ท่านเข้าใจและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น 7
ร้อยละ 23.34 19
ร้อยละ 63.33 4
ร้อยละ 13.33
10. เวลาการอบรม/จัดกิจกรรม เหมาะสมหรือไม่ 7
ร้อยละ 23.33 13
ร้อยละ 43.34 10
ร้อยละ 33.33
11. ช่วงเวลาของการจัดอบรมมีความเหมาะสม 9
ร้อยละ 30 12
ร้อยละ 40 9
ร้อยละ 30
12. ความคุ้มค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อเทียบกับเวลาและค่าใช้จ่าย 4
ร้อยละ 13.33 18
ร้อยละ 60 8
ร้อยละ26.67
13. ความพึงพอใจต่อภาพรวมของการจัดกิจกรรม 6
ร้อยละ 20 16
ร้อยละ 53.33 8
ร้อยละ 26.67

ข้อคิดเห็น คือ อยากให้มีการอบรมอีก
เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรม มีการเพาะปลูกพืชหลายหลาย โดยพืชที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดของเกษตรกรแต่ละราย 3 อันดับแรก ได้แก่
1) กระชาย และตะไคร้ (6 ราย 20 ไร่)
2) อ้อย และตะไคร้ (1 ราย 11 ไร่)
3) ตะไคร้ (8 ราย 9 ไร่) กล้วย
สรุปได้ว่า พืชหลักของชุมชนหนองหม้อแตก คือ กระชาย ตะไคร้ และอ้อย

เอกสารแนบ 1

ตารางที่ 1 รายชื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรรม การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเลี้ยงไส้เดือนกำจัดขยะอินทรีย์เพื่อผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน และการทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ วันที่ 18 สิงหาคม 2560

ชื่อ-สกุล ที่อยู่ พืชที่ปลูกมากสุด พื้นที่ (ไร่)
1. นางสาวนพรัตน์ ณัญพูลวัฒน์ 49/1 ม.4 กระชาย 1
2. นางสุนัน ศรีดาวเรือง 78/5 ม.4 กระชาย ตะไคร้ 1
3. คุณบุษยมาส คล้ายเมือง 85 ม.4 ตะไคร้ 1
4. นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร 73 ม.4 กระชาย ตะไคร้ 1
5. นางสุมิตรา คล้ายเมือง 84/1 ม.4 กระชาย ตะไคร้ 1
6. นางอำไพ เอี้ยงรอด 5/3 ม.4 ชะอม 1
7. นางสมจิตร ลิมป์นิธิธนากุล 105 ม.4 กระชาย ตะไคร้ 2
8. นางสาวอรุณี อำนวยทรัพย์ 31 ม.4 ตะไคร้ 2 1/2
9. คุณกัลยา ก้องวิวัฒน์พงศ์ 55/1 ม.4 กระชาย ใบผัก 2
10. นางสุชาดา ธีรพิมาน 4/1 ม.4 กล้วย ตะไคร้ 1.2
11. นางพุทธชาติ ลลิตวสุภิญโญ 8 ม.4 กล้วย ตะไคร้ 5
12. คุณงามดี แซ่จัง 41 ม.4 พืชผสมผสาน 0.25
13. นางประเสริฐ คล้ายเมือง 84/2 ม.4 ฝรั่ง 3
14. คุณรัชนิดา อำนวยทรัพย์ 31 ม.4 ตะไคร้ ชะอม 3
15. นายนคร บุบวิเศษ 8/4 ม.4 ผักบุ้ง มะเขือ 1 1/2
16. คุณประหยัด เลี้ยงรอด 53 ม.4
17. นายบุญเต๊ก ก้องวิวัฒนกุล 55/1 ม.4 โหระพา 1
18. คุณสมบูรณ์ แซ่ตั้น 8/3 ม.4 ตะไคร้ 0.5
19. นางลมัย ตรีธัญญา 16 ม.4 กระชาย 0.5
20. คุณสมใจ ฉัตรเจริญพร 124 ม.4 ตะไคร้ 1
21. นางมาลัย ส่องแสงกาญจนา 59/1 ม.4 ตะไคร้ 1
22. นางฉลอม สุรกวินวงศ์ 23 ม.4 อ้อย ตะไคร้ 11
23. คุณรุ่งอรุณ เดือนหงาย 4/3 ม.4 ชะอม 1
24. คุณวาสนา สุขใส 26/1 ม.4 ตะไคร้ 1
25. คุณหอมหวล คำศรี 5/3 ม.4
26. นางวิภา บุษราคุมกุล 6/1 ม.4 ตะไคร้ 1
27. นายเฉลิม พากโพธิ์ 41/1 ม.4ม.4
28. คุณสุนี บุษราคัมกุล 6 ม.4 หน่อไม้ฝรั่ง 2
29. นายเสริม เอื้องรอด 81/1 ม.4 กระชาย 1
30. นายประสาร ธีรพิมาน 4/2 ม.4 ตะไคร้ กระชาย 5
31. นายวสันต์ เก้าลิ้ม 83 ม.4 มะเขือ 1
ตารางที่ 1 รายชื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรรม การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเลี้ยงไส้เดือนกำจัดขยะอินทรีย์เพื่อผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน และการทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนอาชีพ วันที่ 18 สิงหาคม 2560 (ต่อ)

ชื่อ-สกุล ที่อยู่ พืชที่ปลูกมากสุด พื้นที่ (ไร่)
32. นายณัฏฐกิตต์ อำนวยทรัพย์ 31/1 ม.4 ตะไคร้ กระชาย 10
33. คุณสุรินทร์ พันธุ์ศรี 63/1 ม.4 2
34. นายสมเจตน์ อำนวยทรัพย์ 31 ม.4 ตะไคร้ 1
35. คุณเสถียร บุษราคัมกุล 6/2 ม.4 กระชาย 2
36. นายวิศาล เก้าลิ้ม 83 ม.4
37. นางสาลี่ ธีรพิมาน 4/2 ม.4
38. น.ส.ดวงธิดา เขียวเซ็น มรภ.นครปฐม
39. น.ส.กนกวรรณ สรทองจันทร์ มรภ.นครปฐม
40. น.ส.ตรีรัตน์ มัทธวรัตน์ มรภ.นครปฐม
41. นายกิตติชัย สัมฤทธิ์สุขโชค มรภ.นครปฐม
42. นายธนพล โชติเสน มรภ.นครปฐม
43. นายปราโมทย์ รวยรื่น มรภ.นครปฐม
44. นายวันเฉลิม พิมพิรัตน์ มรภ.นครปฐม
45. น.ส.สุนิศา พันธ์เสน มรภ.นครปฐม
46. อ.สุทิศา ไพบูลย์วัฒนกิจ มรภ.นครปฐม
47. อ.สมใจ เภาด้วง มรภ.นครปฐม
48. อ.วนิดา ชัยชนะ มรภ.นครปฐม
49. นางวาสนา มานิช มจธ.

อบรมการเพาะเลี้ยงไส้เดือนอบรมการเพาะเลี้ยงไส้เดือนอบรมการเพาะเลี้ยงไส้เดือนอบรมการเพาะเลี้ยงไส้เดือนอบรมการทำบัญชีครัวเรือนอบรมการทำบัญชีครัวเรือนอบรมการทำบัญชีครัวเรือน
 

ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย : 22,000
จำนวนผู้รับบริการ : 49
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 13 [IG=2443]   วันที่รายงาน  [29/8/2560]

รายงานการประชุมสรุปผลและปรับแผนการดำเนินงานหมู่บ้านผลิตพืชผักฯ
วันที่ 4 สิงหาคม 2560
ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ต.หนองงูเหลือม อ.เมือง จ.นครปฐม
********************

มีผู้เข้าร่วมประชุม 12 คน (รายชื่อตามเอกสารแนบ) เป็นเกษตรกร 10 คน และคณะทำงาน 2 คน (มจธ. 1 คน และ มรภ.นครปฐม 1 คน)
นายวิศาล เก้าลิ้ม แจ้งที่ประชุมว่า คุณวิเชียร (พนักงาน ธกส. ที่รู้จัก เพราะเลี้ยงแพะเหมือนกัน) ให้เครื่องตีป่นพร้อมอัดเม็ดปุ๋ย 1 เครื่อง ซึ่งไม่เหมือนกับที่ได้จากโครงการ 9101 ที่เป็นแบบจานปั้นเม็ด อนึ่งโครงการ 9101 ได้สนับสนุนเครื่องจักรกลเกษตรสำหรับการทำปุ๋ยปั้นเม็ด จำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย
- เครื่องตีป่น
- เครื่องผสม
- เครื่องปั้นเม็ด
- แถมปุ๋ยหมัก จำนวน 10 ตัน
กลุ่ม วสช.จิปาถะ ของชุมชนหนองหม้อแตก ได้ร่วมกันทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกองจากมูลแพะผสมรำ จำนวน 7 กองๆ ละ 5 ตัน รวมเป็นปุ๋ยหมักทั้งสิ้น 35 ตัน (ภาพที่ 1) เมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม 2560 และกลับกองไปแล้ว 2 ครั้ง โครงการ 9101 ของชุมชนนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 21 เดือนสิงหาคม 2560
เมื่อขบวนการหมักปุ๋ยเสร็จสิ้น กลุ่ม วสช. มีแนวคิดดังนี้
1) ตีป่นแล้วบรรจุกระสอบเก็บไว้ 2)
2) จ้างแรงงาน 1-2 คน เพื่ออัดเม็ด
3) ผลิตภัณฑ์จำหน่ายบรรจุถุง 25 กิโลกรัม 2 รูปแบบ คือ 1) ตีป่น ราคา 150 บาท (หรือ 6,000 บาท/ตัน) และ 2 ปุ๋ยอัดเม็ด ราคา 200 บาท (หรือ 8,000 บาท/ตัน)
4) การตลาด อาทิ สมาชิกกลุ่มปุ๋ยหนองหม้อแตกฯ บุคคลภายนอก โดยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์
ทั้งนี้ รองศาสตรจารย์พงษ์นาถ นาถวรานันต์ เสนอว่า 1) ควรจะชั่งน้ำหนักของปุ๋ยเมื่อสิ้นสุดกระบวนการหมัก เพราะโดยปกติน้ำหนักจะหายไปบางส่วน รวมทั้ง 2) วิเคราะห์คุณภาพปุ๋ยหมัก เพราะมีส่วนช่วยสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพปุ๋ยหมักแก่ผู้ซื้อ หรืออาจจะทำสกรีนผลวิเคระห์คุณภาพปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอัดเม็ดติดบนถุงบรรจุ และ 3) การผลิตควรทำตามคำสั่ง หรือออเดอร์ ว่า ต้องการ ตีป่น หรือ อัดเม็ด (ซึ่งเหมาะกับปุ๋ยนาข้าว อาจทำเป็น 2 แบบ คือ ปุ๋ยอินทรีย์เคมี และปุ๋ยอินทรีย์)
การวางแผนการผลิต
1. วัตถุดิบ คือ มูลแพะ 3 ตัน แบ่งเป็น 1) ผู้ใหญ่วิศาล 2 ตัน 2) คุณวิเชียร 500 กิโลกรัม และ 3) อาจารย์ประณีต (อู่ทอง) 500 กิโลกรัม โดยคาดว่าจะผลิตปุ๋ยหมักได้ประมาณ 1.5 -2 ตัน/เดือน
2. ต้นทุน (ตารางที่ 1)
ตารางที่ 1 ต้นทุนการผลิตปุ๋ยหมักมูลแพะผสมรำข้าว จำนวน 3 ตัน/ครั้ง

วัตถุดิบ ราคา หน่วย จำนวนที่ใช้
(หน่วย) ต้นทุนรวม
(บาท)
1. มูลแพะ 3 บาท/กก. 3,000 กก. 9,000
2. ภูไมท์ 2 บาท/กก. 300 กก. 600
3. หินฟอสเฟต 3 บาท/กก. 100 กก. 300
4. รำข้าว 9 บาท/กก. 300 กก. 2,700
5. น้ำหมัก 25 บาท/ลิตร 30 ลิตร 750
6. ค่าแรง 300 บาท/คน/วัน 2 คน 600
7. ค่าน้ำ-ไฟฟ้า 200
รวมเป็นเงินต้นทุนการผลิต ต่อ ปุ๋ยหมักที่สิ้นสุดขบวนการหมัก 2,000 กก.
หรือ เท่ากับ 7.075 บาท/กก. 14,150 
8. ค่าถุงบรรจุ+ค่าเย็บปากถุง 7 บาท/ถุง
(บรรจุ 25 กก./ถุง) 80 ถุง 560 
คิดเป็นเงิน  + 
ตันละ 7,355 บาท หรือประมาณ 7,400 บาท
ควรจำหน่าย 8 บาท/กก. หรือ 8,000 บาท/ตัน
จะได้เงินเข้ากลุ่ม เท่ากับ 16,000 – 14,710 = 1,290 บาท 14,710

จากตารางที่ 1 ด้วยราคาจำหน่ายที่ค่อนข้างสูงถึง 8,000 บาท/ตัน อาจจะส่งผลต่อกำลังซื้อของเกษตรกรและลูกค้าทั่วไป ที่ประชุมจึงหารือถึงแนวทางการลดต้นทุน ทั้งนี้รองศาสตราจารย์ ดร.พงษ์นาถ ให้ข้อสังเกตว่า อาจจะลดปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ได้ เช่น
1) หินฟอสเฟต ด้วยเพราะคุณภาพดินของชุมชนมีปริมาณฟอสเฟตค่อนข้างสูง
2) รำข้าว อาจลดปริมาณลงเหลือ 200 กก./ตัน หรือเท่ากับ 1,800 บาท/ตัน

3. การจำหน่าย คณะกรรมการกลุ่ม วสช. จะหารือกับสมาชิกกลุ่ม และเกษตรกรในชุมชน ในประเด็นการจำหน่ายปุ๋ยหมักที่ผลิตได้ครังนี้ (ประมาณ 30-35 ตัน) ให้กับสมาชิก เพื่อการสั่งจอง (อย่างน้อย 500 – 1,000 ตัน ต่อ คน ในวันที่ 6 สิงหาคม 2560 (เพื่อปันผลในเดือนกันยายน 2561 ต่อไป)


รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมสรุปผลและปรับแผนการดำเนินงานหมู่บ้านผลิตพืชผักฯ วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2560

รายชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร
1. นายวิศาล เก้าลิ้ม 83 หมู่ 4 089-2547353
2. นางสมจิตร ลิมป์นิธิธนากุล 105 หมู่ 4 085-1419778
3. คุณสุวิมล จันทร์อ่อน 9/1 หมู่ 4 089-8059232
4. นางสุมิตรา คล้ายเมือง 84/1 หมู่ 4 092-8257085
5. คุณวิภา บุษราคัมกุล 6/1 หมู่ 4 088-5439370
6. คุณสุนัน ศรีดาวเรือง 78/5 หมู่ 4 061-5681890
7. นางสาวอรุณี อำนวยทรัพย์ 31 หมู่ 4 089-6092151
8. นายประสาร ธีรพิมาน 4/2 หมู่ 4 086-7914870
9. นายบุญเต็ก ก้องวิวัฒน์พงศ์ 55/1 หมู่ 4 089-4101655
10. นายวสันต์ เก้าลิ้ม 83 หมู่ 4 061-9164592
11. รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ มรภ.นครปฐม 081-9877946
12. นางวาสนา มานิช มจธ. 089-2038652

ประชุมเพื่อปรับแผนโครงการประชุมเพื่อปรับแผนโครงการ
ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย :
จำนวนผู้รับบริการ : 10000
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 14 [IG=2444]   วันที่รายงาน  [29/8/2560]

รายงานแปลงทดลองใช้ปุ๋ยหมักในการปลูกตะไคร้ คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ปีเพาะปลูก 2560

เป็นการทดลองซ้ำเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง) แบ่งการทดลองเป็น 3 กรรมวิธี วางแผนการทดลองแบบ RBCD ดังนี้
กรรมวิธี
1. ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ (ควบคุม)
2. ใส่ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 50 ของที่เกษตรกรปฏิบัติ + ปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 50 ของอัตราแนะนำ) หรือ 50 กิโลกรัม ต่อ แปลง
3. ใส่ปุ๋ยหมัก 100% ของอัตราแนะนำ หรือ 100 กิโลกรัม ต่อ แปลง
พืชทดลอง คือ ตะไคร้พันธุ์เขียวหยวก
พื้นที่แปลงทดสอบ (ร่อง) ปลูก ขนาดกว้าง 1.5 x 10 เมตร (15 ตรม.) จำนวน 4 ร่อง จากทั้งหมด 17 ร่อง
การบำรุงดูแล 1) ปลูกและใส่ปุ๋ยหมักเมื่อเดือนมีนาคม 2560 จำนวน 1 ต้น/หลุม ระหว่างหลุม 5 ซม. ระหว่างแถว 70 ซม.
2) ใส่ปุ๋ยเคมี 25-7-7 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ/ต้น เมื่ออายุ 1 1/2 เดือน
3) เก็บเกี่ยวเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560 (อายุ 6 เดือน)
ผลการทดลอง
พืชเจริญเติบโตได้ดี ไม่พบการระบาดของศัตรูพืช ต้นเหลือง ขาดธาตุสังกะสี จึงแนะนำให้ฉีดพ่นธาตุอาหารรอง พบว่าต้นไม้แสดงอาการดีขึ้น

ตารางที่ 1 ผลผลิตตะไคร้แปลงทดลอง คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ปีเพาะปลูก 2560

กรรมวิธี จำนวนต้นต่อกอ (ต้น) น้ำหนักรวม (กก.)
1) ใส่ปุ๋ยเคมี (ควบคุม) 63.50  16.86 2.32  662.99
2) ใส่ปุ๋ยเคมี + ปุ๋ยหมัก 61.10  11.62 2.49  406.75
3) ใส่ปุ๋ยหมักอย่างเดียว 65.70  13.80 2.77  483.16

สรุปว่า กรรมวิธีที่ใช้ปุ๋ยหมักอย่างเดียวให้ผลผลิตทั้งจำนวนต้นและน้ำหนักกรรมวิธีอื่นเก็บผลผลิตตะไคร้ คุณศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพรเก็บผลผลิตตะไคร้ คุณศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพร
ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย :
จำนวนผู้รับบริการ : 8000
ปัญหาอุปสรรค : โรงงานชะลอโควต้ารับซื้อตะไคร้ ราคาที่เกษตรกรได้รับ หลั หักค่าใช้จ่าย คือ 1 บาท/กก.
แนวทางแก้ไข : เก็บผลผลิตเฉพาะในส่วนทำแปลงทดลอง และติดต่อร้านแปรรูปทำตะไคร้แห้ง
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 15 [IG=2446]   วันที่รายงาน  [31/8/2560]

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม คณะทำงานได้ลงพื้นที่เตรียมแปลงทดลองการใช้ปุ๋ยหมักในการปลูกแก่นตะวัน ร่วมกับเกษตรกรที่สนใจ คือ นางสาวอรุณี  อำนวยทรัพย์  เบื้องต้นได้เพาะกล้าแก่นตะวันในกระบะเพาะ โดยนำหัวพันธุ์มาตัดแต่งให้มีขนาดความสูงประมาณ 2-3 ซม. จาำนั้นทาปูนแดงบริเวณตัดแต่ง ทิ้งไว้ให้แห้ง นำไปเพาะในกระบะ (ขนาด 60 หลุม) รดน้ำให้ชุ่ม คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน จึงสามารถนำลงปลุูกในแปลง โดยวางแผนการทดลอง เป็น 4 กรรมวิธี คือ 1) ใส่ปุ๋ยเคมี 2) ใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 1 ตัน/ไร่ 3) ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 2 ตัน/ไร่ และ 3) ใส่ปุ๋ยหมัก 4 ตัน/ไร่ โดยใช้ปุ๋ยหมักที่กลุ่มเกษตรกรผลิตขึ้น เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ใส่ในขั้นตอนการขึ้นร่องแปลงปลูก หัวพันธุ์แก่นตะวันหัวพันธุ์แก่นตะวันที่ทาปูนแดงบริเวณตัดแต่งเพาะท่อนพันธุ์แก่นตะวันในถาดเพาะรดน้ำถาดเพาะแก่นตะวันใช้พื้นที่ขนาดประมาณ ยาว 4 เมตร * กว้าง 2 เมตร ใช้ระยะปลูก ระหว่างแถว 60 ซม. ระหว่างหลุม 50 ซม. 

ระบุ : ใคร ทำอะไร ที่ไหน ได้ผลอย่างไร จำนวนเท่าไหร่(5W 1H) ผลผลิต..ได้อะไร ผลลัพธ์..คืออะไร

ค่าใช้จ่าย : 6,000
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 16 [IG=2493]   วันที่รายงาน  [21/9/2560]

เมือวันที่ 21 กันยายน 2560 คณะทำงาน โดย มจธ. และ มรภ.นครปฐม ร่วมกันนักศึกษา และเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ คือ นางสาวอรุณี  อำนวยทรัพย์  ได้ร่วมกันจัดทำแปลงทดลอง การใช้ปุ๋ยหมักในการปลูกแก่นตะวัน โดยแบ่งการทดลองเป็น 4 กรรมวิธี คือ

กรรมวิธีที่ 1 ใช้ปุ๋ยเคมี

กรรมวิธีที่ 2 ใช้ปุ๋ยหมัก อัตรา 1 ตัน

กรรมวิธีที่ 3 ใช้ปุ่ยหมัก อัตรา 2 ตัน

กรรมวิธีที่ 4 ใช้ปุ๋ยหมัก อัตรา 4 ตัน

หมายเหตุ   ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้จากการกลุ่มปุ๋ยบ้านหนองหม้อแตกรวมใจพัฒนา โดยใส่รองก้นหลุมก่อนปลูก

พืชทดลอง คือ กล้าแก่นตะวัน อายุ 2 สัปดาห์ (ดังภาพ)

ระยะปลูกที่ใช้ ระหว่างแถว 60 ซม. และระหว่างหลุม 50 ซม.  

ขนาดแปลงทดลองยาว 32 เมตร หน้ากว้าง 1.2 เมตร

นถาดเพาะกล้าแก่นตะวัน อายุ 2 สัปดาห์ แปลงปลุูกแก่นตะวัน ยาว 32 เมตร กว้าง 1.2 เมตรวัดระยะปลูก แถว 60 ซม. ต้น 50 ซม.ขุดหลุมตามระยะที่กำหนดปลูกแก่นตะวัน ในแปลงทดลองที่กำหนดทั้ง 4 กรรมวิธี

ค่าใช้จ่าย : 12,000
จำนวนผู้รับบริการ : 15
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 17 [IG=2494]   วันที่รายงาน  [21/9/2560]

คณะทำงานได้ลงพื้นที่ติดตามงานแปลงทดลอง และเทคโนโลยีที่เกษตรกรนำไปใช้ต่อยอด

แปลงทดลองนายศรีพิชัย  ศรีสกุลอำพร

1 แปลงทดลองใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดโรคเน่าในกระชาย ทำร่วมกับ ศวพ. นครปฐม ให้การสนับสนุนสารชีวภัณฑ์ พบว่าต้นกระชายเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี ไม่พบการระบาดของโรค เมื่อสอบถามถึงการแปลงเกษตรกรในพื้นที่พบว่ามีการระบาดของโรคเกิดขึ้นแล้ว 

2 แปลงทดลองใช้สารชีวภัณฑ์ไรโซเบียมในการปลูกถั่วลิสง พบว่าภายหลังจากการทดลองที่ผ่านมา เกษตรกรเกิดการยอมรับ และนำไปใช้/ต่อยอดในแปลงของตนเองอย่างต่อเนื่อง ดังภาพ เป็นการปลูกรุ่นที่ 3 (ภายหลังจากทำแปลทดลอง ) ระยะเริ่มติดฝักใต้ดิน สังเกตว่าบริเวณโดยรอบโคนต้น ดินจะแยกออกจากกัน คือ มีการเจริญเติบโตของฝักใต้ดินแปลงทดลองใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดโรคเน่าในกระชายแปลงทดลองใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดโรคเน่าในกระชายแปลงทดลองใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดโรคเน่าในกระชายต้นถั่วลิสงที่ใช้สารชีวภัณฑ์ไรโวเบียมที่เริ่มมีการเจริญของฝักใต้ดิน

ค่าใช้จ่าย : 5,000
จำนวนผู้รับบริการ : 2
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 18 [IG=2495]   วันที่รายงาน  [21/9/2560]

รายงานความก้วหน้าครั้งที่ 1
หมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก
****************
1. รายละเอียดโครงการ
1.1 หัวหน้าโครงการ นางวาสนา มานิช
ตำแหน่ง นักวิจัย
สถานที่ติดต่อ ศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม สำนักงานอธิการบดี ชั้น 7
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
เลขที่ 126 ถนนประชาอุทิศ แขวงบางมด เขตทุ่งครุ 10140
โทรศัพท์ มือถือ 089-2038652 ที่ทำงาน 02-4709709
โทรสาร 02-4709680
อีเมล์ wasana.man@kmutt.ac.th
1.2 ผู้ร่วมโครงการ
1.2.1 ผู้ร่วมโครงการคนที่ 1 รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานัต์
ตำแหน่ง รองศาสตราจารย์
สถานที่ติดต่อ สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ถนนมาลัยแมน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000
โทรศัพท์ มือถือ 081-9877946 ที่ทำงาน 034-261065 ต่อ 756
อีเมล์ pongnart@yahoo.com
1.2.2 ผู้ร่วมโครงการ คนที่ 2 นางพรรณปพร กองแก้ว
ตำแหน่ง นักวิจัยชำนาญการ
สถานที่ติดต่อ ศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม สำนักงานอธิการบดี ชั้น 7
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
126 ถนนประชาอุทิศ แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
โทรศัพท์ มือถือ 091-0828373 ที่ทำงาน 02-4708682
อีเมล์ anusoil20@gmail.com
1.2.3 ผู้ร่วมโครงการ คนที่ 3 ผศ.ดร.พิมสุภาว์ จันทนะโสตถิ์
ตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์
สถานที่ติดต่อ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ถนนมาลัยแมน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000
โทรศัพท์ มือถือ 093-9651719

1.3 แกนนำชุมชน นายวิศาล เก้าลิ้ม
ตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 (บ้านหนองหม้อแตก)
สถานที่ติดต่อ 83 หมู่ 4 ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000
โทรศัพท์มือถือ 089-2547353

1.4 เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น นางวสันต์ เก้าลิ้ม
ตำแหน่ง สมาชิก อบต. หนองงูเหลือม
สถานที่ติดต่อ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000
โทรศัพท์มือถือ 085-3808592
ได้รับอนุมัติงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560
งบประมาณที่ได้รับ 232,000 บาท ระยะเวลาทำการวิจัย 1 ปี
ระยะเวลาการวิจัย เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2561
การรายงานผลครั้งที่ 1 เดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนกรกฏาคม 2560
2. รายละเอียดเกี่ยวกับผลงานความก้าวหน้าของการวิจัย
2.1 วัตถุประสงค์ของแผนงานวิจัย/โครงการวิจัย (โดยสรุป)
1) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน การจัดการดินและปุ๋ย ในการผลิตพืชผักปลอดสาร
2) เพื่อให้ความรู้และคำปรึกษาในการทำธุรกิจของกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก
3) เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ปลูกผักปลอดสารพิษและผู้ผลิตปุ๋ยหมัก
พื้นที่ดำเนินการ หมู่ที่ 4 บ้านหนองหม้อแตก ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
2.2 แสดงตารางเปรียบเทียบผลการดำเนินงานตามแผนการดำเนินงานวิจัยที่ได้เสนอไว้กับงานวิจัยที่ได้ดำเนินการจริงตลอดโครงการ (ตารางที่ 1)
ตารางที่ 1 ผลการดำเนินงานตามแผนการดำเนินงาน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ (เดือนแรกที่ได้รับงบประมาณ) ถึง เดือนกรกฏาคม (เดือนที่ 6 หลังได้รับงบประมาณ) ปี พ.ศ. 2560
กิจกรรมตามเสนอโครงการ ตค. พย. ธค. มค. กพ. มี.ค. เม.ย.
กิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงหลังได้รับงบประมาณ ก.พ. มีค. เมย. พค. มิย. กค. ส.ค.
1. ประชุมทำความเข้าในแผนงาน และรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ

2. อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี 2 เรื่อง ได้แก่ ก) กลุ่มปุ๋ยฯ ข) หลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี GAP









3. ดำเนินงานแปลงทดสอบเทคโนโลยี ได้แก่ ก) กระชายปลอดโรค ข) อ้อย+PGPR ค) ตะไคร้ 1 + ปุ๋ยหมัก ง) ถั่วลิสง +ไรโซเบียม และ จ) ตะไคร้ 2 + ปุ๋ยหมัก




ข, ค, ง

จ 



4. เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลผลผลิตแปลงทดสอบ

ถั่วลิสง
 ตะไคร้1

5. รายงานความก้าวหน้า

6. เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำเสนอ (ผล ปัญหา และข้อเสนอแนะ) ได้แก่ ก) ถอดบทเรียน ข) ปรับแผนงาน




หมายเหตุ แผนงาน และ งานที่ปฏิบัติได้จริง

2.3 รายละเอียดของผลการดำเนินงาน พร้อมสรุปและวิเคราะห์ผลที่ได้ดำเนินการไปแล้ว (ตารางที่ 2)
ตารางที่ 2 กิจกรรมโครงการหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก ปีงบประมาณ 2560
กิจกรรม วัน/เดือน/ปี 2560 สถานที่
1. ประชุมทำความเข้าในแผนงาน และรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 2 กุมภาพันธ์ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ม.4
2. อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี
ครั้งที่ 1 เรื่อง กลุ่มปุ๋ยฯ 28 มิถุนายน ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ม.4
ครั้งที่ 2 เรื่อง หลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี 21 กรกฏาคม ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ม.4
3. ดำเนินงานแปลงทดสอบเทคโนโลยี
แปลงที่ 1 BS ในแปลงกระชาย มีนาคม แปลงคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
แปลงที่ 2 ปุ๋ยหมัก PGPR ในแปลงอ้อย มีนาคม แปลงคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
แปลงที่ 3 ไรโซเบียม ในแปลงถั่วลิสง เมษายน แปลงคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
แปลงที่ 4 ปุ๋ยหมัก ในแปลงตะไคร้ 1 เมษายน แปลงคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
แปลงที่ 5 ปุ๋ยหมัก ในแปลงตะไคร้ 2 พฤษภาคม แปลงคุณอรุณี อำนวยทรัพย์
4. เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลผลผลิตแปลงทดสอบ
แปลงที่ 3 ถั่วลิสง กรกฏาคม แปลงคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
แปลงที่ 4 ตะไคร้ 1 สิงหาคม แปลงคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
5. เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ครั้งที่ 1 ถอดบทเรียน พฤษภาคม ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ม.4
ครั้งที่ 2 ปรับแผน สิงหาคม ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ม.4

3. ผลการดำเนินงาน
เมื่อพิจารณารายละเอียดของกิจกรรม แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ 1) การประชุม/อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี 2) แปลงทดสอบเทคโนโลยี และ 3) การติดตามผลและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้
รายละเอียดเป็นดังนี้
ส่วนที่ 1 การประชุม/อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี
1. การดำเนินงานกลุ่มปุ๋ยหมักบ้านหนองหม้อแตก รวมใจพัฒนา เมื่อวันพุธที่ 28 มิถุนายน 2560 ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.หนองงูเหลือม อ.เมือง จ.นครปฐม (ภาพที่ 1) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 13 คน ประกอบด้วย คณะทำงาน 2 คน (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม) เป็นเกษตรกร 11 คน กิจกรรมเริ่มด้วยการหารือในประเด็นต่างๆ ดังนี้
ประเด็นที่ 1 รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ กล่าวถึงการจัดตั้งหน่วยงานตรวจรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่ว่า จังหวัดนครปฐมเตรียมนำร่องขับเคลื่อนโครงการต้นแบบจังหวัดเกษตรและอาหารปลอดภัยในโรงพยาบาล และการส่งเสริมสุขภาพดีสำหรับประชาชน เพื่อให้เกิดกระบวนการผลิตผักและผลไม้ที่ปลอดภัยตามแนวทางเกษตรอินทรีย์และเกษตรแบบ GAP อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรยังไม่เคยเข้ารับการอบรม GAP หรือระบบเกษตรดีที่เหมาะสม กอปรกับปัจจุบันโรงงานที่รับซื้อผลผลิต อาทิ ตะไคร้ เริ่มถามเกษตรกรถึงการมีใบรับรอง หรือ ตัว Q ตามระบบ GAP ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงสนใจเข้ารับการอบรม ทั้งนี้ในเบื้องต้น รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ ได้ประสานงานไปยังสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 (สวพ. นครปฐม) เพื่อขอความอนุเคราะห์วิทยากรมาให้ความรู้เกษตรกร เช่น
- วิธีการและขั้นตอนการปฏิบัติตามหลัก GAP
- ทบทวนวิธีการผลิตของเกษตรกรแต่ละราย
- แนวทางการปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือสิ่งที่ต้องพัฒนาเพื่อให้ได้ใบรับรอง
ฯลฯ
จากนั้นกรมวิชาการเกษตรจะมาตรวจและออกใบรับรอง GAP เฉพาะพืชนั้นๆ ในลำดับถัดไป (แตกต่างจาก “อินทรีย์” ที่เป็นการรับรองเป็นรายแปลง พืชทุกชนิดที่ปลูกในแปลงจึงถูกรับรองว่าเป็นพืชอินทรีย์) อย่างไรก็ตาม เกษตรกรได้ถามถึงข้อดีของการมีใบรับรอง GAP โดยเฉพาะประเด็นของ “โอกาส/ช่องทางการตลาดของผลผลิตและสินค้าเกษตร” ในการนี้ ประธานกลุ่มฯ และคณะทำงานให้ข้อมูลว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สนองนโยบายภาครัฐ การมีใบรับรองน่าจะมีส่วนช่วยให้จำหน่ายผลผลิตได้ดีขึ้น
โดยตลาดที่สามารถไปวางจำหน่ายได้ เช่น
- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ทุกวันพฤหัสบดี
- โรงพยาบาลนครปฐม
- มรภ.นครปฐม
ฯลฯ

ประเด็นที่ 2 ผลของปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์ต่อคุณค่าทางโภชนาการของพืชผัก โดยได้รับความรู้จาก
รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ ว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์มีส่วนช่วยให้เพิ่มคุณค่าของสารอาหารมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี สืบเนื่องจากคณะทำงาน คือ ผศ.ดร.พิมสุภาว์ จันทนะโสตถิ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม กล่าวไว้ว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักจะมีส่วนช่วยให้อาหารมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ทั้งในส่วนของสารอาหาร สาระสำคัญ และสารออกฤทธิ์ของสมุนไพรที่มีผลต่อสุขภาพ ทั้งนี้อัตราการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสมขึ้นกับพืชแต่ละชนิด ในเบื้องต้นที่ประชุมได้เสนอให้มีการทำแปลงทดลอง เรื่อง ผลของปุ๋ยหมักต่อสารอาหารสำคัญของแก่นตะวัน (มีสารออกฤทธิ์ต่อโรคเบาหวาน) หัวใช้รับประทานสดเป็นผัก ใช้ทำขนมหรือต้มรับประทาน ภายในหัวมีน้ำ ร้อยละ 80 และคาร์โบไฮเดรต ประมาณ ร้อยละ 18 โดยคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่เป็นอินนูลิน (Inulin) เป็นสารเยื่อใยอาหารที่ให้ความหวาน จะไม่ถูกย่อยในกระเพาะ และลำไส้เล็ก อยู่ในระบบทางเดินอาหารเป็นเวลานานทำให้ไม่รู้สึกหิว กินอาหารได้น้อย ช่วยลดความอ้วนและป้องกันโรคเบาหวาน ในเชิงอุตสาหกรรมใช้หัวแก่นตะวันเป็นวัตถุดิบสำหรับสกัดน้ำตาลอินนูลินได้
ทั้งนี้ คณะทำงานของ มรภ.นครปฐม รับจัดหาหัวพันธุ์แก่นตะวันในการทดลอง เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการคือ นางสาวอรุณี อำนวยทรัพย์ การทดลองแบ่งเป็น 4 กรรมวิธี ๆ ละ 3 ซ้ำ (แปลงย่อยขนาด 2 X 4 เมตร)
กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 1 ตัน/ไร่
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 2 ตัน/ไร่
กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 4 ตัน/ไร่
กรรมวิธีที่ 4 ใส่ปุ๋ยเคมีตามอัตราแนะนำ (แปลงควบคุม)

ภาพที่ 1 การประชุมหารือเพื่อดำเนินงานกลุ่มปุ๋ยหมักบ้านหนองหม้อแตก เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2560
ตารางที่ 3 ผลวิเคราะห์ตัวอย่างดินของเกษตรกรบ้านหนองหม้อแตก ปีเพาะปลูก 2560
คุณสมบัติทางเคมีดิน เกษตรกร/พืชทดลอง
ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร/
กระชาย ศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร/
ตะไคร้ วิศาล เก้าลิ้ม
เนื้อดิน ร่วนปนทราย ร่วนปนทราย ร่วน
ความเป็นกรด-ด่าง ด่างปานกลาง
8.0 กลาง
7.2 กลาง
7.1
อินทรีย์วัตถุ (%) ต่ำมาก
0.77 ต่ำ
1.09 ปานกลาง
1.73
ปริมาณฟอสฟรัส
(มก./กก.) สูงมาก
478 สูงมาก
483 สูงมาก
769
ปริมาณโพแทสเซียม
(มก./กก.) สูงมาก
125 สูงมาก
162 สูงมาก
374
ปริมาณแคลเซียม
(มก./กก.) สูง
4,453 สูง
4,299 สูง
1,823
ปริมาณแมกนีเซียม
(มก./กก.) สูง
342 สูง
184 สูง
364

2. การอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP (Good agricultural Practice) (ภาพที่ 2) เมื่อวันที่ 21 กรกฏาคม 2560 ณ ที่ทำการกลุ่มผู้ใหญ่บ้าน ม.4 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 70 คน เป็นเกษตรกร 68 คน คณะทำงาน 2 คน (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม) โดยได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร นครปฐม (ศวพ.นครปฐม) คือ คุณจงดี หารเอี่ยม นักวิชาการเกษตร บรรยายหัวข้อต่างๆ ได้แก่
1. เหตผล/ความจำเป็น
2. ความสำคัญมาตรฐาน GAP
3. ข้อกำหนดมาตรฐาน GAP และวิธีตรวจประเมิน จำนวน 8 หมวด (เรียงตามขั้นตอนการผลิต) ได้แก่ 1) แหล่งน้ำ 2) พื้นที่ปลูก 3) การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร 4) การจัดการคุณภาพการผลิตในกระบวนการผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว 5) การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว 6) การพักผลผลิต การขนย้าย การเก็บรักษา 7). สุขลักษณะส่วนบุคคล และ 8) การบันทึกข้อมูลและตามสอบ
4. ถาม-ตอบ
ในการนี้ รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ ได้หารือการดำเนินงานโครงการ เพื่อต่อยอดการอบรม GAP ในครั้งนี้ รวมทั้งภารกิจอื่นๆ ที่คณะกรรมการตรวจประเมินให้คำแนะนำไว้ (เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2559) ดังนี้
ประเด็นที่ 1 การทำแปลง GAP นำร่อง ในปีเพาะปลูก 2560 พืชทดลอง คือ ตะไคร้ (พืชหลักของพื้นที่) จำนวน 5 ราย แนวคิดเบื้องต้นคือ ประชุมหารือกับเกษตรกรกลุ่มตัวอย่าง เพื่อประเมินสภาพการปฏิบัติภายในแปลง จากนั้นเมื่อทราบถึงข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ จึงชี้แจงให้เกษตรกรทราบถึงแนวทางการปรับปรุงวิธีปฏิบัติตามหลัก GAP
ประเด็นที่ 2 การผลิตปุ๋ยหมัก ด้วยมีโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ให้การสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 850,000 บาท เพื่อดำเนินงานด้านการผลิตปุ๋ยหมัก ให้กับกลุ่มเกษตรกรบ้านหนองหม้อแตก ในนามของวิสาหกิจชุมชนจิปาถะ ระหว่างเดือนกรกฏาคม ถึง กันยายน 2560 ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินงานโครงการหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ฯ เป็นอย่างดี
ประเด็นที่ 3 การทำบัญชีครัวเรือน ได้หารือกับคณะกรรมการกลุ่มปุ๋ยฯ เสนอให้คณะกรรมการ จำนวน 5 ราย จัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อใช้เป็นตัวอย่าง/แนวทางให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ในชุมชน
ประเด็นที่ 4 การอบรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ปุ๋ยมูลไส้เดือน
มติ สรุปให้มีการประชุมคณะกรรมการกลุ่มปุ๋ยฯ ในวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2560 ระหว่างเวลา 11.00-13.00 น. ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหนองหม้อแตก เพื่อหารือถึงแนวทางการดำเนินงานโครงการหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ฯ รวมทั้งการวางแผนการผลิตและการตลาดของปุ๋ยหมัก ตามโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ต่อไป
อนึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 85 ปลูกพืชผัก อาทิ ตะไคร้ กระชาย พริก ถั่วฝักยาว แมงลัก โหระพา กะเพรา ข่า หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดหวาน กุยช่าย รองลงมาคือ ไม้ผล อาทิ กล้วย ฝรั่ง และพืชไร่ ได้แก่ อ้อย


ตารางที่ 4 ผลประเมินการอบรมให้ความรู้ เรื่อง หลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP

รายการ ระดับความพึงพอใจ
ท่านมีความพึงพอใจในคำถามต่อไปนี้ระดับใด มากที่สุด มาก ปานกลาง
ข้อมูลวัดความพึงพอใจ
1. มีขั้นตอนการให้บริการ เช่น การแจ้งให้ทราบก่อนอบรม การประสานงานและให้ข้อมูล ทำให้ท่านได้รับความสะดวกแค่ไหน ร้อยละ 38.46
(20) ร้อยละ 44.23
(23) ร้อยละ 17.31
(9)
2. วิทยากร เจ้าหน้าที่ ให้บริการด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใสและเป็นกันเอง ร้อยละ 44.23
(23) ร้อยละ 32.69
(17) ร้อยละ 23.08
(12)
3. สถานที่จัดกิจกรรม เครื่องโสตฯ และเอกสารอบรม มีความพร้อม ร้อยละ 26.92
(14) ร้อยละ 51.92
(27) ร้อยละ 21.15
(11)
ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงหลักสูตร
4. ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ประกอบอาชีพ หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด ร้อยละ 26.92
(14) ร้อยละ 59.62
(31) ร้อยละ 13.46
(7)
5. เนื้อหาและข้อมูลที่วิทยากรสอน/ชี้แจง ท่านสามารถเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด ร้อยละ 28.85
(15) ร้อยละ 57.69
(30) ร้อยละ 13.46
(7)
6. วิทยากรถ่ายทอดความรู้และข้อมูล ทำให้ท่านเข้าใจและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 28.85
(15) ร้อยละ 55.77
(29) ร้อยละ 15.38
(8)
7. เวลาการอบรม/จัดกิจกรรม เหมาะสมหรือไม่ ร้อยละ 21.15
(11) ร้อยละ 51.92
(27) ร้อยละ 26.92
(14)
8. ช่วงเวลาของการจัดอบรมมีความเหมาะสม ร้อยละ 17.31
(9) ร้อยละ 57.69
(30) ร้อยละ 25.00
(13)
9. ความคุ้มค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อเทียบกับเวลาและค่าใช้จ่าย ร้อยละ 30.77
(16) ร้อยละ 44.23
(23) ร้อยละ 25.00
(13)
10. ความพึงพอใจต่อภาพรวมของการจัดกิจกรรม ร้อยละ 30.77
(16) ร้อยละ 44.23
(23) ร้อยละ 25.00
(13)

 

ส่วนที่ 2 แปลงทดสอบเทคโนโลยี
แปลงที่ 1 BS กับกระชายปลอดโรค คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร (ปลูกเดือนมีนาคม 2560)
แปลงที่ 2 ปุ๋ยหมัก PGPR ในแปลงอ้อย คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร (ปลูกเดือนมีนาคม 2560)
แปลงที่ 3 ไรโซเบียม ในแปลงถั่วลิสง คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร (ปลูกเดือนเมษายน 2560)
แปลงที่ 4 ปุ๋ยหมัก ในแปลงตะไคร้ 1 คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร (ปลูกเดือนเมษายน 2560)
แปลงที่ 5 ปุ๋ยหมัก ในแปลงตะไคร้ 2 คุณอรุณี อำนวยทรัพย์ (ปลูกเดือนพฤษภาคม 2560)

แปลงที่ 1 การใช้สารชีวภัณฑ์บาซิลลัส ซับทีลิส (BS) กับการทำแปลงกระชายปลอดโรค ร่วมกับกองอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร นครปฐม
พื้นที่ ร่องปลูกกว้าง 2 เมตร ยาว 16 เมตร หรือ 32 ตารางเมตรต่อร่อง พื้นที่แปลง 6 งาน
การเตรียมแปลงปลูก นำปุ๋ยยูเรีย และปูนขาว ผสมกันอัตราส่วน 1 ต่อ 10 จากนั้นไถกลบลึกประมาณ 10-15 ซม. รดน้ำพอชุ่ม ทิ้งไว้นาน 1 เดือน เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในดิน
วันที่ปลูก เดือนเมษายน 2560 โดยก่อนปลูกคลุกท่อนพันธุ์ด้วย BS กันเชื้อรา (ภาพที่ 3) งอกประมาณเดือนพฤษภาคม 2560
เก็บข้อมูล การเกิดโรค และผลผลิต (คาดว่าจะเก็บเกี่ยวประมาณเดือนพฤศจิกายน 2560)
การติดตามผล เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 การเจริญเติบโต ต้นกระชายอายุ ประมาณ 2 เดือน ความสูงประมาณ 4-6 นิ้ว และยังไม่แตกหน่อใหม่ (ภาพที่ 4 ซ้าย) และเมื่ออายุ 2 ½ เดือน ความสูงประมาณ 6-8 นิ้ว (ภาพที่ 4 ขวา)


แปลงที่ 2 เปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR ในแปลงอ้อย คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
พื้นที่แปลงทดสอบ ขนาดแปลงกว้าง 1.35 เมตร X ยาว 46 เมตร (ตามระยะรถไถเข้าทำงานได้) หรือ 62 ตารางเมตรต่อร่อง (กรรมวิธี)
พันธุ์ อ้อยพันธุ์ ขอนแก่น (ทนแล้ง)
วันที่ปลูก วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560
การทดลอง กรรมวิธีที่ 1 แปลงที่เกษตรกรปฏิบัติ (แปลงควบคุม)
กรรมวิธีที่ 2 แปลงที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR
การดูแล ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 21-0-0 เมื่ออ้อยอายุ 3 เดือน
เก็บข้อมูล ผลผลิต อายุประมาณ 1 ปี (คาดว่าจะเก็บเกี่ยวประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2560)
การติดตามผล จากการสังเกตพบว่าต้นที่ใส่ปุ๋ยชีวภาพ สีใบพืชค่อนข้างเข้มกว่าแปลงควบคุม โดยความสูงไม่แตกต่างกัน (ภาพที่ 5)


แปลงที่ 3 เปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม ในแปลงถั่วลิสง คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร
พื้นที่แปลงทดสอบ ขนาดร่องที่ปลูกกว้าง 1.5 เมตร ยาว 14 เมตร หรือ 21 ตารางเมตรต่อร่อง (กรรมวิธี)
วันที่ปลูก วันที่ 25 เมษายน 2560 จำนวน 3 เมล็ด/หลุม ระหว่างหลุม 15-20 ซม.
การทดลอง กรรมวิธีที่ 1 แปลงที่เกษตรกรปฏิบัติ (แปลงควบคุม)
กรรมวิธีที่ 2 แปลงที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR


การบำรุงดูแล
1. ฉีดพ่นฮอร์โมนไข่ 2 ครั้ง 1) อายุ 1 เดือน และ 1 1/2 เดือน
2. ช่วงเริ่มออกดอกใส่ปุ๋ยเคมี 8-24-24 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ/หลุม
3. เมื่ออายุ 1 1/2 เดือน และ 2 เดือน ฉีดปุ๋ยเกล็ด 5-10-40 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ/หลุม
เก็บข้อมูล การเจริญเติบโต และผลผลิต (เก็บเกี่ยวเมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม 2560)
การติดตามผล ถั่วลิสงเจริญเติบโตทางความสูง ส่วนหนึ่งเพราะฝนตกนานกว่า 1 เดือน (ภาพที่ 6)


การทดลองครั้งนี้เป็นการทดลองซ้ำ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ปัจจุบันเกษตรกรได้คลุกเชื้อไรโซเบียมทุกครั้ง พบว่าถั่วลิสงติดฝักดี และเมล็ดแน่น อีกทั้งพบปมที่รากถั่วค่อนข้างมาก เป็นที่พอใจของเกษตรกร และแม่ค้าที่มารับซื้อ
ผลการทดลอง จากตารางที่ 1 ถั่วลิสงฝักใหญ่กรรมวิธีที่คลุกเชื้อไรโซเบียม (กรรมวิธีที่ 1) มีจำนวนฝัก น้ำหนักฝัก น้ำหนักต้น และความสูงน้อยกว่ากรรมวิธีที่ 2 สำหรับถั่วลิงสงฝักเล็กให้ผลผลิตที่คล้ายคลึงกัน (ยกเว้นน้ำหนักฝัก)
ตารางที่ 5 ผลผลิตถั่วลิสงแปลงทดลอง คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ปีเพาะปลูก 2560
กรรมวิธี จำนวนฝัก
(ฝัก) น้ำหนักฝัก
(กรัม) น้ำหนักต้น
(กรัม) ความสูง
(ซม.)
ใหญ่ เล็ก ใหญ่ เล็ก ใหญ่ เล็ก ใหญ่ เล็ก
กรรมวิธีที่ 1 คลุกเชื้อ 25.05 33.35 175.50 207.10 739.50 678.25 117.60 107.10
กรรมวิธีที่ 2 ไม่คลุกเชื้อ 25.95 34.25 180.50 201.00 974.00 806.00 145.60 132.95

ตารางที่ 6 ผลผลิตถั่วลิสงเฉลี่ยต่อต้นต่อหลุม แปลงทดลอง คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ปีเพาะปลูก 2560
กรรมวิธี จำนวนฝัก
(ฝัก) น้ำหนักฝัก
(กรัม) น้ำหนักต้น
(กรัม) ความสูง
(ซม.)
ใหญ่ เล็ก ใหญ่ เล็ก ใหญ่ เล็ก ใหญ่ เล็ก
กรรมวิธีที่ 1 คลุกเชื้อ 8.64 11.12 60.52 69.03 255.00 226.08 40.55 35.70
กรรมวิธีที่ 2 ไม่คลุกเชื้อ 6.92 9.133 48.13 53.60 259.73 214.93 38.83 35.45

แม้กระนั้นก็ตาม เมื่อพิจารณาผลผลิตถั่วลิสงเฉลี่ยต่อต้นต่อหลุม พบว่าทั้งฝักใหญ่และฝักเล็กกรรมวิธีที่ 1 ให้ผลผลิตมากกว่ากรรมวิธีที่ 2 ทั้งนี้การทดลองทุกกรรมวิธีไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฝนตกค่อนข้างหนักในเดือนมิถุนายน (ภาพที่ 7) ต้นพืชมีการเจริญเติบโตทางความสูงต้น (vegetative stage) มากกว่าเน้นสร้างผลผลิต (Reproductive stage) โดยถั่วลิสงฝักใหญ่มีความสูง (ภาพที่ 8) ระหว่าง 117.10 – 145.60 ซม. และถั่วลิสงฝักเล็ก เท่ากับ 107.10 – 132.59 ซม. ทั้งนี้เกษตรกรให้ข้อสังเกตว่าต้นที่อยู่บริเวณที่ดอน จะมีความสูงต้นค่อนข้างน้อย และให้ผลผลิตมากกว่าต้นที่อยู่ในที่ลุ่ม


แปลงที่ 4 การใช้ปุ๋ยหมักในแปลงตะไคร้ คุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร เป็นการทดลองซ้ำเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง) แบ่งการทดลองเป็น 3 กรรมวิธี วางแผนการทดลองแบบ RBCD
กรรมวิธีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีตามที่เกษตรกรปฏิบัติ
กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 50 ของที่เกษตรกรปฏิบัติ + ปุ๋ยหมัก (ร้อยละ 50 ของอัตราแนะนำ) หรือ 50 กิโลกรัม ต่อ แปลง
กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมัก 100% ของอัตราแนะนำ หรือ 100 กิโลกรัม ต่อ แปลง
พื้นที่แปลงทดสอบ ขนาดร่องกว้าง 1.5 เมตร ยาว 10 เมตร หรือ 15 ตรม./ร่อง จาก 17 ร่อง
วันที่ปลูก/ใส่ปุ๋ยหมัก เดือนมีนาคม 2560
เก็บข้อมูล การแตกกอ และน้ำหนักผลผลิต (คาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตเดือนสิงหาคม 2560)
การติดตามผล พืชเจริญเติบโตได้ดี (ภาพที่ 9) ไม่พบการระบาดของศัตรูพืช ต้นเหลือง ขาดธาตุสังกะสี จึงแนะนำให้ฉีดพ่นธาตุอาหารรอง พบว่าต้นไม้แสดงอาการดีขึ้น


แปลงที่ 5 ปุ๋ยหมัก ในแปลงตะไคร้ 2 คุณอรุณี อำนวยทรัพย์
พื้นที่แปลงทดสอบ ร่องที่ปลูกกว้าง 2 เมตร ยาว 30 เมตร หรือ 60 ตารางเมตรต่อร่อง (กรรมวิธี) จากพื้นที่แปลงของเกษตรกรประมาณ 3 งาน
วันที่ปลูก เดือนพฤษภาคม 2560
การทดลอง/เก็บข้อมูล เช่นเดียวกับแปลงที่ 4
การติดตามผล พืชเจริญเติบโตได้ดี (ภาพที่ 10) ไม่พบการระบาดของศัตรูพืช ต้นตั้งตัวช้าเพราะฝนตกชุก


ส่วนที่ 3 การติดตามผลและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้
1) การถอดบทเรียน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 เกษตรกรเข้าร่วมประชุม 10 คน คณะทำงาน 2 คน (ภาพที่ 11) ที่ประชุมได้หารือถึงการดำเนินงานของ “กลุ่มปุ๋ยบ้านหนองหม้อแตก รวมใจพัฒนา” ดังนี้
ประเด็นที่ 1 เป้าหมายของการจัดตั้งกลุ่มฯ ประกอบด้วย
- การลดต้นทุน
- การปรับสภาพดิน
- การขายทั้งภายในและภายนอกชุมชน (ราคา 4 บาท/กก. หรือ 120 บาท/กส. 30 กก.)
- การลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี
ประเด็นที่ 2 ผลประกอบการ ปี 2559
- ผญ.วิศาล เก้าลิ้ม รับผิดชอบกองปุ๋ยหมัก แบบกลับกอง ด้วยรถไถ (รถไถหมู่บ้านที่ภาครัฐสนับสนุน) ขนาด 2 ตัน/ครั้ง นาน 2 เดือน
- ปัจจุบันมีกองปุ๋ยหมัก ได้ 1 เดือน (ปกติใช้เวลาหมักนาน 2 เดือน) ประมาณ 4 ตัน สมาชิกให้ข้อสังเกตว่า ปุ๋ยหมักที่กลุ่มผลิตควรได้มาตรฐาน ทั้งนี้ มจธ. รับเป็นผู้ดูแลการวิเคราะห์คุณภาพปุ๋ยหมัก
- วัตถุดิบคือ มูลแพะและเศษพืช (กระถิน หญ้าเนเปียร์) เหลือจากคอกแพะ (มูลแพะมากกว่าเศษพืช) ฟาร์มแพะแต่ละเดือนจะได้มูลแพะ ประมาณ 1 ตัน ผญ.เลี้ยงแพะ 100 ตัว จะเก็บมูลแพะได้ประมาณ 1 ตัน/เดือน โดยทำเป็นตาข่ายรองใต้ถุนเล้าให้มูลไหลมากองรวมกันเป็นจุดๆ
- ให้ผลค่อนข้างช้า เพราะเคยชินกับการใช้ปุ๋ยเคมี แต่ปุ๋ยหมักให้ผลในระยะยาวดีกว่า
- นำไปใส่แปลงตะไคร้แล้วได้ผลดี แต่สังเกตว่าช่วงแรกต้นไม่ค่อยเจริญเติบโต แต่กลับเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ใกล้เคียงกับการใส่ปุ๋ยเคมี
- วิธีใช้ที่ดี คือ ใส่เป็นปุ๋ยรองพื้น อาทิ ตอนทำหลุมปลูกให้รองก้นหลุม ประมาณ 1 ทัพพี หรือใส่ข้างๆ ต้นพืชที่เจริญเติบโตได้ระยะหนึ่งแล้ว จะช่วยให้ตะไคร้แตกกอดีขึ้น และกอไม่เน่าเหมือนใส่ปุ๋ยเคมี ที่อาจจะค้างบริเวณกาบใบ เมื่อมีน้ำขังจะทำให้กอเน่าได้
ปัญหาและข้อเสนอแนะ
- เกษตรกรเคยชินกับการใช้ปุ๋ยเคมี แก้ไข 1) เพิ่มสูตรปุ๋ยอินทรีย์เคมีอัดเม็ด 2) ลดปริมาณปุ๋ยเคมี ทดแทนด้วยปุ๋ยหมัก และ 3) ปรับใจ
- ไม่มีช่องทางจำหน่าย แก้ไข ผญ.วิศาล ให้ข้อมูลว่า ทางกลุ่มออมทรัพย์บ้านทุ่งขวาง แจ้งว่าให้นำปุ๋ยหมักบรรจุถุงไปฝากขายได้
- ตาข่ายชั้นตากปุ๋ยอัดเม็ดที่ทำไว้ชำรุด แก้ไข ควรนำไม้ไผ่มาพาดก่อนขึงตาข่าย วางผึ่งปุ๋ยไว้ประมาณ 1 คืน ไม่ตากแดด (หรือจะใช้พลังงานความร้อนจากบ่อก๊าซชีวภาพมูลหมู)
- ตอนอัดเม็ดไม่มีคนช่วย ผญ.วิศาล ต้องรู้จังหวะเครื่องอัดเม็ดกับการใส่ปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ แก้ไข หาคนมาเรียนวิธีทำ/เทคนิคการทำปุ๋ยอัดเม็ดจาก ผญ. วิศาล ในเบื้องต้น ผญ. วิศาล จะทำให้ก่อน โดยคิดค่าแรงเป็นรายชั่วโมงๆ ละ 40 บาท พร้อมกับ
แผนงานที่จะทำในปี 2560
- แยกหม้อไฟที่ใช้ในการทำกองปุ๋ยหมัก เพื่อสะดวกต่อการคำนวณต้นทุน
- จ้างแรงงานทำกองปุ๋ยหมัก ร่วมกับ ผญ. ในเบื้องต้นน่าจะเป็นลูกชาย ผญ.
- การเพิ่มประสิทธิภาพปุ๋ยหมัก และปุ๋ยอัดเม็ด ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะธาตอาหารหลัก ไนโตรเจน (รำ มูลแพะ กระถิน) ฟอสฟอรัส (หินฟอสเฟต) โพแทสเซียม (แกลบดำ) โดย มจธ. (คุณพรรณปพร กองแก้ว) เป็นผู้รับผิดชอบ
ความต้องการของสมาชิกที่มีต่อกลุ่มผลิตปุ๋ยฯ และความสนใจอื่นๆ
1. อยากให้มีของใช้ตลอดทั้งปี ทุกวันนี้อยากใช้แต่ไม่มีของให้ซื้อ
2. อยากใช้ปุ๋ยอัดเม็ด ราคาแพงกว่าปุ๋ยหมักก็ซื้อ
3. อยากให้มีกระสอบปุ๋ยที่มีตราผลิตภัณฑ์กลุ่มปุ๋ยฯ
4. อยากมีตลาดจำหน่ายผลผลิต สมาชิกแจ้งว่าทุกวันพฤหัสจะมีตรวจสุขภาพผู้สูงอายุที่อนามัยหนองงูเหลือม ระหว่างเวลา 06.00-12.00 น. ตนเองนำผักปลอดสาร (ถั่วฝักยาว แตงกวา ฯลฯ) และขนมไปจำหน่ายสร้างรายได้เสริม
5. เสนอว่าคนที่ปลูกผักในชุมชน โดยเฉพาะสมาชิกลุ่มฯ ประมาณ 20 คน ควรอุดหนุนปุ๋ยหมักที่กลุ่มผลิตขึ้น
6. นัดสมาชิกทำปุ๋ยหมัก 1 ครั้ง/เดือน ในวันพุธที่ 28 มิถุนายน 2560 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่บ้านผญ. วิศาล โดยผู้ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับปุ๋ยหมัก จำนวน 50 กก. เป็นค่าแรง

อนึ่งในปี 2560 คาดว่าจะผลิตปุ๋ยหมักได้ประมาณ 20 ตัน (เดือนมิ.ย. – ธ.ค. เท่ากับ 6 เดือน = 6 ตัน + ของเดิม 4 ตัน เท่ากับ 10 ตัน + ของเดิม 2 ตัน รวมทั้งสิ้น 12 ตัน/ปี ดังนั้นต้องหาเกษตรกรที่สนใจทำกองปุ๋ยหมัก แบบระบบกองเติมอากาศ (ต้องขนจากบ้าน ผญ. ไปให้ โดยทาบทามคุณศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร ไว้)


2) ปรับแผนโครงการ จะจัดประชุมในวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2560

4. งบประมาณที่ได้ใช้จ่ายไปแล้ว นับตั้งแต่เริ่มทำโครงการ (เดือนกุมภาพันธ์ – เดือนกรกฏาคม 2560) เป็นเงินทั้งสิ้น 133,000 บาท (ณ วันที่ 31 กรกฏาคม 2560) แสดงดังตารางที่ 7
ตารางที่ 7 ค่าใช้จ่ายโครงการหมู่บ้านผลิตพืชผักปลอดสาร บ้านหนองหม้อแตก
รายการ จำนวนเงิน (บาท)
1) ค่าใช้สอย 64,000
2) ค่าวัสดุ 32,000
3) ค่าสาธารณูปโภค 2,000
4) ค่าบริหารโครงการ 35,000
รวมทั้งสิ้น 133,000

5. งานตามแผนงานวิจัยโครงการที่จะทำต่อไป
ตารางที่ 8 แผนงานโครงการที่จะทำต่อไป ระหว่างเดือนสิงหาคม 2560 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2561
กิจกรรม 2560 2561
ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ.
1. อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี   
2. เก็บข้อมูลแปลงทดสอบเทคโนโลยี/ติดตาม       
3. พัฒนาแหล่งเรียนรู้ชุมชน/ เครือข่ายผู้ผลิตปุ๋ยหมักและปลูกผัก   
4. เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 
5. รายงานฉบับสมบูรณ์ 

6. คำชี้แจงเกี่ยวกับปัญหา/อุปสรรค และวิธีการแก้ไข
ด้วยสภาพอากาศฝนตกชุก กอปรกับสภาพดินเป็นดินทราย ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชหลายประการ อาทิ ขาดธาตุอาหาร (แปลงทดลองตะไคร้) การเจริญทางลำต้นมากกว่าผลผลิต (แปลงทดลองถั่วลิสง) อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการระบาดของโรคเน่าในแปลงทดลองกระชาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักวิชาการจาก ศวพ.นครปฐม ดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี

หมายเหตุ ตัวรายงานความก้าวหน้าฉบับเต็ม ส่งทางเมล์ให้เจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว

ภาคผนวก ก
สรุปการเข้าร่วมกิจกรรม ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – กรกฏาคม 2560
***********************
ชื่อ-สกุล 2 ก.พ.
ชี้แจง/วางแผน 30 พ.ค.
ถอดบทเรียน 28 มิ.ย.
วางแผนกลุ่มฯ 21 ก.ค.
อบรม GAP
1. นายวิศาล เก้าลิ้ม / / / /
2. นายประสาร ธีรพิมาน / / / /
3. นางสมจิตร ลิมป์นิธิธนากุล / / /
4. นางสุมิตรา คล้ายเมือง / / / /
5. นายศรีพิชัย ศรีสกุลอำพร / / / /
6. นางสาวนพรัตน์ ณัฐพูลวัฒน์ / / / /
7. นายยุทธ ดีพุ่ม / / /
8. นายตุ้งสิน แซ่ตั้น / / /
9. นางพุทธชาติ ลลิตวสุภิญญโญ / / /
10. นายวสันต์ เก้าลิ้ม / / /
11. นางสาวสรินทิพย์ ก้องวิวัฒนพงศ์ / / /
12. นางสาวอรุณี อำนวยทรัพย์ / /
1. น.ส.มณี ภูศรี /
2. นางลมัย ตรีธัญญา /
3. นายตี๋ แซ่ลี้ /
4. คุณจันทนา ภูศรี /
5. คุณสมบูรณ์ แซ่ตั้น /
6. นายหนูเล็ก ส่องแสงกาญจนา /
7. นายสถิต บุษราคัมกุล /
8. นายอรวัจ แก้วพิน /
9. นายเสริม เอื้องรอด /
10. น.ส.ปาณิสรา ผิวงาม /
11. คุณอำไพ ไชยเดช /
12. นายถนอน แก้ววันทา /
13. นางจำเนียร จันทร์รัตน์ /
14. นายนภดล ธรรมเจริญ /
15. นางสุเปญญา ธรรมเจริญ /
16. นายนคร บุบวิเศษ /
17. นายสมเจตน์ อำนวยทรัพย์ /
18. นายคำเพย วังทะพันธ์ /
19. นายประวิตร พันธ์ศรี /
20. คุณบุษยมาส คล้ายเมือง /
21. คุณภรพิทร สงน้อย /
22. นายกิมชุ้น แซ่หลู /
23. นายสมพงษ์ เต่าทอง /
24. นายอุดม เดือนหงาย /
25. นายณัฏฐกิตต์ อำนวยทรัพย์ /
26. นางสุมิตรา คล้ายเมือง /
27. นางสุชาดา ธีรพิมาน /
28. คุณวิโรจน์ กิตติวิริยะการ /
29. นายเฉลิม พากโพธิ์ /
30. นางอำไพ เอี้ยงรอด /
31. นางวันเพ็ญ จันทรัตน์ /
32. นางสละ จันทรัตน์ /
33. นายกันยา อำนวยทรัพย์ /
34. นางสอน แซ่จู /
35. สกนธ์ บุษราคัมกุล /
36. นางสมัย กุหลาบแก้ว /
37. น.ส.ศุณิสา แซ่ลี้ /
38. น.ส.จิราพร ทะแดง /
39. นางประเสริฐ คล้ายเมือง /
40. นายสุธรรม นาคศรี /
41. นางสาลี่ ธีรพิมาน /
42. คุณฝันจิตต์ น้อยจีน /
43. คุณฉันทนา เท่าทอง /
44. นายอำนวย คล้ายเมือง /
45. คุณสมบัติ น้อยจีน /
46. คุณซิวหงส์ ดีพุ่ม /
47. นายสงวน น้อยจีน /
48. นางวรัทยา กิตติวิริยานนท์ /
49. นางจันทรา แซ่ลี้ /
50. นางสุนัน ศรีดาวเรือง /
51. น.ส.ขวัญใจ นาคศรี /
52. นางฉลอม สุรกวินวงศ์ /
53. นางมาลัย ส่องแสงกาญจนา /
54. คุณประหยัด เลี้ยงรอด /
55. นางสำรวย กุหลาบแก้ว /
56. นายบุญเต็ก ก้องวิวัฒน์พงศ์ /
57. นายประยูร ดีพุ่ม /
58. นางจันทร์ทิพย์ ดีพุ่ม /

 

ค่าใช้จ่าย :
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม :

ส่งข้อความถึง wasana.man@kmutt.ac.th ผู้รับผิดชอบโครงการ

ข้อความ

 

Template by OS Templates