หมู่บ้านพลังงานทดแทนและเกษตรยั่งยืน

ต.หนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

หน่วยงานรับผิดชอบ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
สถานะหมู่บ้าน : เข้มแข็งเติบโต

เรื่องเล่าความสำเร็จ...

ปีงประมาณงบขอ|ได้รับ|ใช้|คงเหลือข้อเสนอโครงการรายงานฉบับสมบูรณ์
2554782,000|220,000|132,430|87,570
รายงานผลการดำเนินงาน
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 1 [IG=361]   วันที่รายงาน  [6/9/2555]
1. สำรวจข้อมูล รายได้ รายจ่าย ความต้องการและปัญหาของชุมชนของกลุ่มตัวอย่างในชุมชน 11 หมู่บ้าน จำนวน 344 ครัวเรือน จากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 1,233 ครัวเรื่อน วันที่ดำเนินการ 4 พฤษภาคม 2554
สถานที่ดำเนินงาน ตำบลหนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
2. วิเคราะห์ข้อมูล วันที่ดำเนินการ พฤษภาคม 2554
2.1 ข้อมูลด้านอาชีพ 3 ลำดับได้แก่ รับจ้างทั่วไปมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 32 รองลงมาคือ อาชีพทำไร่ ได้แก่ ปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ปลูกอ้อย คิดเป็นร้อยละ 20 และอันดับสาม ได้แก่ อาชีพเลี้ยงสัตว์ คิดเป็นร้อยละ 16
2.2 รายจ่ายของชุมชน มีรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 2,892,300 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 65.35 ของรายได้ทั้งหมดต่อเดือน แบ่งเป็นค่าไฟฟ้า 267,580 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 9.25 ของรายจ่ายรวมทั้งหมดต่อเดือน ค่าน้ำมันรถ 953,360 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 32.96 ของรายจ่ายรวมทั้งหมดต่อเดือนและค่าก๊าซหุงต้ม 71,355 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 2.46 ของรายจ่ายรวมทั้งหมดต่อเดือน
2.3 ข้อมูลการเลี้ยงสัตว์ มีดังนี้ วัว จำนวน 1,845 ตัว คิดเป็นร้อยละ 50 ของข้อมูลทั้งหมด รองลงมา คือ ไก่ จำนวน 1,597 ตัว คิดเป็นร้อยละ 42 ของจำนวนสัตว์เลี้ยงทั้งหมด อันดับ 3 ได้แก่ หมู จำนวน202 ตัว คิดเป็นร้อยละ 5 ของจำนวนสัตว์ลี้ยงทั้งหมด
ค่าใช้จ่าย : 40,000
จำนวนผู้รับบริการ : 344
ปัญหาอุปสรรค :
แนวทางแก้ไข :
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 2 [IG=362]   วันที่รายงาน  [6/9/2555]
ทำประชาพิจารณ์แผนพลังงานชุมชน วันที่ดำเนินการ 3 มิถุนายน 2554
สถานที่ดำเนินงาน หมู่ 7 บ้านรางอีเหนียว ตำบลหนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
ผลการดำเนินงานเป็นดังนี้
มีผู้เข้าร่วมได้แก่ ครู นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองกระทุ่ม และโรงเรียนบ้านหนองเขมร ชาวบ้านในพื้นที่ จำนวนทั้งสิ้น 125 คน จากผลการการประชาพิจารณ์พบว่าชุมชนมีมติให้อบรมที่หมู่ 7 บ้านรางอีเหนียว เป็นพื้นที่อบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการบำรุงดูแลรักษาระบบบำบัดบ่อก๊าซชีวภาพ รวมไปถึงชุมชนหมู่ 5 ซึ่งเป็นชุมชนที่นำร่องที่นำผลพลอยได้จากระบบบำบัดไปใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด นอกจากนี้ ชุมชนหมู่ 5 มีความเป็นไปที่จะได้รับการจัดสรรระบบบำบัดขนาดเล็ก (ไม่เกิน 8 ลูกบาศก์เมตร ในปีงบประมาณ 2555)
ค่าใช้จ่าย : 12,500
จำนวนผู้รับบริการ : 125
ปัญหาอุปสรรค :
แนวทางแก้ไข :
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 3 [IG=363]   วันที่รายงาน  [6/9/2555]
ผลการดำเนินงานกิจกรรมโครงการ ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่
1) การจัดการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนและเกษตรยั่งยืน (ปุ๋ยหมักชุมชน) และ 2) การทดลองในแปลงสาธิตเพื่อเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยชนิดต่างๆ ในการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน
รายละเอียดเป็นดังนี้
1. การจัดการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนและเกษตรยั่งยืน (ปุ๋ยหมักชุมชน)
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 ได้จัดกิจกรรมอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่อง การบำรุงดูแลระบบบ่อก๊าซชีวภาพ และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดร่วมกับปุ๋ยเคมีในการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ณ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย เกษตรกร ชาวบ้าน ครูและนักเรียนโรงเรียนหนองกระทุ่ม จำนวนทั้งสิ้น 55 คน ผลการประเมินการจัดกิจกรรมแสดงดังตารางที่ 2
ตารางที่ 2 คะแนนเฉลี่ยการประเมินผลแต่ละกิจกรรม
กิจกรรม คะแนนเฉลี่ย
1. ความเหมาะสมของวิทยากร (ความรู้ความสามารถในเนื้อหา ลักษณะการบรรยาย การลำดับขั้นตอนการอบรม การสร้างบรรยากาศ) 4.40
2. เอกสารประกอบการอบรม (ความชัดเจนถูกต้องของเอกสาร ปริมาณเหมาะสม) 4.42
3. ความเหมาะสมของสถานที่และการอำนวยความสะดวก 4.23
4. ความเหมาะสมของระยะเวลา 3.91
5. อาหารและเครื่องดื่ม 4.00
6. ความพึงพอใจในภาพรวมของการอบรม 4.08
7. ความพร้อมของเกษตรกรผู้เข้าร่วมอบรม 3.58
8. ความรู้ที่ได้รับจากการอบรม 4.33
เฉลี่ย 4.12

2. การผลิตปุ๋ยหมักชุมชน กรณีศึกษา ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดจากวัตถุดิบในชุมชน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม (หมู่ 5 ตำบลหนองกระทุ่ม) โดยประธานกลุ่ม คือ นายทวี รุ่งสว่าง ร่วมกับเกษตรกรแกนนำ คือ นายบุญมา อำคำ และสมาชิกกลุ่มเกษตรฯ ประมาณ 8 คน ได้นำความรู้ที่ได้รับจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด (จากการดำเนินงานโครงการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและระบบเกษตรยั่งยืนในการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจของชุมชน กรณีศึกษา บ้านหนองกระทุ่ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ของเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษาภาคกลางตอนล่าง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ปีงบประมาณ 2553) ไปทดลองปฏิบัติเอง โดยผลิตปุ๋ยหมักจากวัตถุดิบในชุมชน อาทิ เศษพืช (ต้นข้าวโพดโม่ พืชผักหลังตัดแต่ง ต้นกระถิน ผักตบชวา ผักบุ้ง) มาผสมร่วมกับมูลโคนม อัตราส่วน 1 ต่อ 1 โดยปริมาตร เมื่อได้ปุ๋ยหมักที่สิ้นสุดขบวนการแล้ว จึงนำไปต่อยอดโดยผสมกับกากมูลหมักบ่อก๊าซชีวภาพ อัตราส่วน 80 ต่อ 20 โดยน้ำหนัก และใช้ดินเหนียวร่วมกับกากน้ำตาลเป็นตัวประสาน ก่อนนำเข้าเครื่องอัดเม็ด (กลุ่มเกษตรฯ ได้รับสนับสนุนจากพัฒนาจังหวัดนครปฐม เมื่อปีงบประมาณ 2552) ทั้งนี้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดที่ชุมชนผลิตขึ้นได้มาตรฐานของกรมพัฒนาที่ดินและกรมวิชาการเกษตร (ตารางที่ 3 และตารางที่ 4)
ตารางที่ 3 ผลวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีปุ๋ยหมักที่ผลิตจากเศษพืชผสมมูลโค อัตราส่วน 1 ต่อ 1 โดยปริมาตร
คุณสมบัติทางเคมี ปุ๋ยหมัก มิถุนายน 2554 มาตรฐาน กรมพัฒนาที่ดิน
ความเป็นกรดด่าง 6.8 5.5-8.5
ความเค็ม (dS/m) 1.82 ไม่เกิน 3.5
ไนโตรเจนทั้งหมด (%) 2.36 มากกว่า 1
ฟอสฟอรัส (%) 1.47 มากกว่า 1
โพแทสเซียม (%) 1.71 มากกว่า 0.5
ตารางที่ 4 ผลวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด
ลำดับ คุณสมบัติทางเคมี ผลวิเคราะห์ สิงหาคม 2554 มาตรฐาน*
1 ความเป็นกรดด่าง 7.1 5.5-8.5
2 ความเค็ม (dS/m) 2.55 น้อยกว่า 6
3 อินทรียวัตถุ (%) 28.33 มากกว่า 30
4 ไนโตรเจนทั้งหมด (%) 1.84 มากกว่า 1
5 ฟอสฟอรัส (%) 0.87 มากกว่า 0.5
6 โพแทสเซียม (%) 0.81 มากกว่า 0.5
7 อัตราส่วน C/N 8.93 น้อยกว่า 20
8 ความชื้น (%) 15.24 น้อยกว่า 20
9 ตะกั่ว (mg/kg) 40.70 น้อยกว่า 500
10 แคดเมียม (mg/kg) 3.20 น้อยกว่า 5
11 ปรอท (mg/kg) 0.40 น้อยกว่า 2
หมายเหตุ * ลำดับที่ 1-8 ของกรมพัฒนาที่ดิน ลำดับที่ 9-11 ของกรมวิชาการเกษตร

3. การทดลองเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยชนิดต่างๆ ในการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตามกระบวนการของวิทยาศาสตร์ คณะวิจัยขอใช้พื้นที่ของประธานกลุ่มเกษตรฯ ทำเป็นแปลงสาธิตเพื่อเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยชนิดต่างๆ ในการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน โดยวางแผนการทดลองแบบ Complete randomized Design (CRD) จำนวน 5 กรรมวิธีๆ ละ 14 ซ้ำ (ร่อง) ได้แก่
กรรมวิธีที่ 1 ปุ๋ยเคมี 100%N (ปุ๋ยเคมี (46-0-0 หรือยูเรีย) อัตรา 40 กิโลกรัมต่อไร่)
กรรมวิธีที่ 2 ปุ๋ยเคมี 75%N + ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 25%N (ปุ๋ยเคมี อัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่ + ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 250 กิโลกรัมต่อไร่)
กรรมวิธีที่ 3 ปุ๋ยเคมี 50%N + ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 50%N (ปุ๋ยเคมี อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ + ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่)
กรรมวิธีที่ 4 ปุ๋ยเคมี 25%N + ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 75%N (ปุ๋ยเคมี 10 กิโลกรัมต่อไร่ + ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 750 กิโลกรัมต่อไร่)
กรรมวิธีที่ 5 ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 100%N (ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 1,000 กิโลกรัมต่อไร่)
รายละเอียดดังนี้
ขั้นตอนการปลูก เตรียมแปลงปลูกขนาดแปลงย่อยกว้าง 0.6 เมตร ยาว 40 เมตร ปลูกเมล็ดข้าวโพดพันธุ์ แปซิฟิก 271 ระยะปลูก 30 X 30 เซนติเมตร ในร่องปลูก ใช้เมล็ด 3-4 เมล็ดต่อหลุม กลบดินหลุมปลูก ปล่อยน้ำเข้าร่องปลูกพอชุ่ม
การใส่ปุ๋ย ปล่อยน้ำเข้าร่องปลูกจนดินอิ่มน้ำ นำปุ๋ยเคมีผสมกับปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ตามแต่ละกรรมวิธี ใส่ปุ๋ยจำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่หลังปลูก 20-25 วัน (ต้นพืชสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีประมาณ 3-5 ใบ) และครั้งที่สองใส่เมื่อต้นพืชอายุ 45-50 วัน (ระยะยอดกลม หรือเริ่มแทงช่อดอกตัวผู้)
ระยะเวลาการปลูก คือ วันที่ 5 เดือนสิงหาคม ถึง วันที่ 3 เดือนตุลาคม 2554 รวมอายุการเก็บเกี่ยว 60 วัน
ผลการทดลองเป็นดังนี้
3.1 ข้อมูลการเจริญเติบโตและผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อน
ความสูงต้นข้าวโพดอายุ 45 วัน หลังปลูก เมื่อนำมาวิเคราะห์ทางสถิติพบว่า แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว อัตรา 40 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 1) ต้นข้าวโพดมีความสูงมากที่สุดคือ 129.95 เซนติเมตร และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีอื่น รองลงมาคือ แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมี อัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 250 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 2) นอกจากนี้ กรรมวิธีที่ 3 กรรมวิธีที่ 4 และกรรมวิธีที่ 5 ทั้งสามกรรมวิธีไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ตารางที่ 5)
ตารางที่ 5 ความแตกต่างทางสถิติของความสูงต้นข้าวโพดฝักอ่อน อายุ 45 วัน หลังปลูก
กรรมวิธี ความสูง (เซนติเมตร)
กรรมวิธีที่ 1 ปุ๋ยเคมี อัตรา 40 กก./ไร่ 129.95 ± 16.53a
กรรมวิธีที่ 2 ปุ๋ยเคมี 30 กก./ไร่+ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 250 กก./ไร่ 112.85 ± 7.55b
กรรมวิธีที่ 3 ปุ๋ยเคมี 20 กก./ไร่ + ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 500 กก./ไร่ 101.25 ± 5.99c
กรรมวิธีที่ 4 ปุ๋ยเคมี 10 กก./ไร่ + ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 750 กก./ไร่ 100.80 ± 7.35c
กรรมวิธีที่ 5 ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 1,000 กก./ไร่ 100.95 ± 8.19c
เฉลี่ย 109.16 ± 14.96
DMRT = ระหว่าง 2 ค่าเฉลี่ยใดๆ ในแนวตั้ง ถ้ามีตัวอักษรเหมือนกันแสดงว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์
เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างทางสถิติของน้ำหนักฝักรวมเปลือก (ภาพที่ 1) พบว่า แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว อัตรา 40 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 1) น้ำหนักฝักข้าวโพดรวมเปลือกสูงสุด เท่ากับ 1,598.85 กิโลกรัม/ไร่ ทั้งนี้ น้ำหนักฝักรวมเปลือกของแปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีอัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 250 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 2) แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีอัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 500 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 3) และแปลงที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดอย่างเดียว อัตรา 1,000 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 5) ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกัน นอกจากนี้ แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมี อัตรา 10 กิโลกรัม/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 750 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 4) ให้ผลผลิตต่ำสุดคือ 1,300.57 กิโลกรัม/ไร่

ตารางที่ 6 ความแตกต่างทางสถิติของผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อน และน้ำหนักต้น (กิโลกรัม/ไร่)
กรรมวิธี น้ำหนักฝัก
รวมเปลือก น้ำหนักฝัก
ปอกเปลือก น้ำหนักต้น
กรรมวิธีที่ 1
ปุ๋ยเคมี อัตรา 40 กก./ไร่ 1,598.85
± 180.96a 539.31
±42.57a 4,925.71
± 327.17a
กรรมวิธีที่ 2
ปุ๋ยเคมี 30 กก./ไร่+ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 250 กก./ไร่ 1,461.71
± 146.32ab 489.71
± 50.22bc 4,548.57
± 324.36b
กรรมวิธีที่ 3
ปุ๋ยเคมี 20 กก./ไร่+ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 500 กก./ไร่ 1,476.57
± 102.05ab 508.00
± 24.85ab 3,897.14
± 476.32c
กรรมวิธีที่ 4
ปุ๋ยเคมี 10 กก./ไร่+ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 750 กก./ไร่ 1,300.57
± 216.71c 450.85
± 41.70d 4,011.42
± 534.22c
กรรมวิธีที่ 5
ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 1,000 กก./ไร่ 1,413.71
± 195.11bc 472.57
± 47.01cd 3,680.00
± 581.98c
เฉลี่ย 1,450.28
± 194.03 492.09
± 51.03 4,212.57
± 642.15
DMRT = ระหว่าง 2 ค่าเฉลี่ยใดๆ ในแนวตั้ง ถ้ามีตัวอักษรเหมือนกันแสดงว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์

ในส่วนของน้ำหนักฝักปอกเปลือก พบว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำหนักฝักรวมเปลือก กล่าวคือ แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว อัตรา 40 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 1) น้ำหนักฝักข้าวโพดปอกเปลือกสูงสุด เท่ากับ 539.31 กิโลกรัม/ไร่ และไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับแปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีอัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 500 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 3) ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ให้น้ำหนักรองลงมา นอกจากนี้ พบว่าแปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมี อัตรา 10 กิโลกรัม/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 750 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 4) ให้ผลผลิตต่ำสุดคือ 450.85 กิโลกรัม/ไร่ และไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับแปลงที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดอย่างเดียว อัตรา 1,000 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 5)
สำหรับน้ำหนักต้นข้าวโพดหลังเก็บเกี่ยวพบว่า แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว อัตรา 40 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 1) มีน้ำหนักมากที่สุดคือ 4,925.71 กิโลกรัม/ไร่ รองลงมาคือ แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีอัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 250 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 2) ทั้งนี้พบว่า กรรมวิธีที่ 3 กรรมวิธีที่ 4 และกรรมวิธีที่ 5 ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกัน โดยแปลงที่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดอย่างเดียว อัตรา 1,000 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 5) น้ำหนักต่ำสุด คือ 3,680.00 กิโลกรัม/ไร่ (ตารางที่ 6)


นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเปอร์เซ็นต์ฝักปอกเปลือกที่เสียรูปทรงหรือฟ่าม (ภาพที่ 2) พบว่าแปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมี อัตรา 10 กิโลกรัม/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 750 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 4) มีค่าต่ำสุดเท่ากับ 49.52 เปอร์เซ็นต์ และไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับแปลงที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดอย่างเดียว อัตรา 1,000 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 5) ในขณะที่แปลงที่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว อัตรา 40 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 1) มีค่าสูงสุดเท่ากับ 69.42 เปอร์เซ็นต์ และไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีที่ 2 และ 3 (ตารางที่ 7)
ตารางที่ 7 ความแตกต่างทางสถิติของเปอร์เซ็นต์ฝักปอกเปลือกที่เสียรูปทรงหรือฟ่าม
กรรมวิธี เปอร์เซ็นต์
กรรมวิธีที่ 1 ปุ๋ยเคมี อัตรา 40 กก./ไร่ 69.52±7.71a
กรรมวิธีที่ 2 ปุ๋ยเคมี 30 กก./ไร่+ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 250 กก./ไร่ 61.90±12.38ab
กรรมวิธีที่ 3 ปุ๋ยเคมี 20 กก./ไร่+ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 500 กก./ไร่ 61.90±8.44ab
กรรมวิธีที่ 4 ปุ๋ยเคมี 10 กก./ไร่+ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 750 กก./ไร่ 49.52±11.00c
กรรมวิธีที่ 5 ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 1,000 กก./ไร่ 54.28±18.08bc
เฉลี่ย 59.42±13.65
DMRT = ระหว่าง 2 ค่าเฉลี่ยใดๆ ในแนวตั้ง ถ้ามีตัวอักษรเหมือนกันแสดงว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์
ต้นทุนและรายได้
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดร่วมกับปุ๋ยเคมีในการปลูกข้าวโพดฝักอ่อนพบว่า แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว อัตรา 40 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 1) มีต้นทุนการผลิตต่ำสุดคือ 680 บาท/ไร่ และแปลงที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดอย่างเดียว อัตรา 1,000 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 5) ต้นทุนการผลิตมากที่สุดคือ 10,000 บาท/ไร่ ในส่วนของรายได้พบว่า แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว อัตรา 1,000 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 1) มีรายได้จากฝักรวมเปลือกและต้นข้าวโพดสูงสุด เท่ากับ 7,994 และ 7,389 บาท/ไร่ ตามลำดับ
เมื่อพิจารณามูลค่ากำไรและขาดทุนพบว่า แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว อัตรา 40 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 1) ให้กำไรมากที่สุดคือ 14,703 บาท/ไร่ รองลงมาคือ แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมี อัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 250 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 2) และ แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมี อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 500 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 3) ตามลำดับ ในขณะที่ แปลงที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดอย่างเดียว อัตรา 1,000 กิโลกรัม/ไร่ (กรรมวิธีที่ 5) ให้กำไรน้อยที่สุดคือ 2,589 บาท/ไร่ (ตารางที่ 8)
ตารางที่ 8 ต้นทุน รายได้ และกำไร/ขาดทุน (บาท/ไร่) จากการใช้ปุ๋ยต่างๆ ในการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน
กรรมวิธี ต้นทุน* รายได้** กำไร/ขาดทุน
ฝักรวมเปลือก ต้นข้าวโพด รวม
กรรมวิธีที่ 1 680 7,994 7,389 15,383 14,703
กรรมวิธีที่ 2 3,010 7,309 6,823 14,131 11,121
กรรมวิธีที่ 3 5,340 7,383 5,846 13,229 7,889
กรรมวิธีที่ 4 7,670 6,503 6,017 12,520 4,850
กรรมวิธีที่ 5 10,000 7,069 5,520 12,589 2,589
เฉลี่ย 5,340 7,251 6,319 13,570 8,230
หมายเหตุ * คิดเฉพาะค่าปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ราคา 10 บาท/กิโลกรัม และปุ๋ยเคมี 17 บาท/กิโลกรัม
** ฝักรวมเปลือก 5 บาท/กิโลกรัม และต้นข้าวโพด (หลังเก็บเกี่ยว) 1.50 บาท/กิโลกรัม

สรุปผลการดำเนินงานโครงการในภาพรวม
ชุมชนหนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ให้ความร่วมมือในการดำเนินงานวิจัยเป็นอย่างดี จนกระทั่งสามารถนำความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง อาทิ กลุ่มพลังงานทดแทนและสิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชนพอเพียง (หมู่ 7) และกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม กล่าวคือ ผลจากการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีในส่วนของการจัดการระบบบำบัดบ่อก๊าซชีวภาพ ทำให้ชาวบ้านชุมชน หมู่ 7 ได้ใช้ก๊าซชีวภาพเพื่อเป็นพลังงานทดแทนก๊าซหุงต้มในครัวเรือกว่า 20 หลังคาเรือน ทั้งนี้ผลพลอยได้จากระบบบำบัดคือ กากมูลหมัก กลุ่มเกษตรอินทรีย์ฯ ได้นำมาต่อยอดปุ๋ยหมักที่ชุมชนผลิตขึ้น โดยนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดในระบบการเกษตรของชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งในเบื้องต้นคณะวิจัยได้นำไปทดลองใช้ในแปลงสาธิตการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรได้เรียนรู้ตามกระบวนการวิทยาศาสตร์แบบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนเพื่อแก้ไขปัญหา เริ่มตั้งแต่การวางแผนการทดลอง การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น (ภาพที่ 3) เป็นการผสมผสานภูมิปัญญาชาวบ้านและความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ ที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมทางความคิดให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ (นักวิจัยพื้นที่ โดยมิได้จำกัดที่คุณวุฒิและวัยวุฒิ) และการพิสูจน์ความเชื่อทางการเกษตรหรือประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เกิดจากการเรียนรู้ของตัวเกษตรกรเอง
ค่าใช้จ่าย : 79,930
จำนวนผู้รับบริการ : 55
ปัญหาอุปสรรค : - เกษตรกรชุมชนหนองกระทุ่ม ไม่เคยใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดเพื่อการเพาะปลูก เนื่องจากเคยชินต่อความสะดวกของการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งหาซื้อได้ง่ายในชุมชน ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืนเพื่อการพึ่งตนเอง คณะวิจัยจึงขอใช้พื้นที่ของเกษตรกรในชุมชนสร้างเป็นแปลงสาธิต ในการทำวิจัยแบบมีส่วนร่วมโดยสนับสนุนให้เกษตรกรเป็นนักวิจัยพื้นที่ช่วยเก็บข้อมูลต่างๆ และร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผลจากการวิจัยทำให้มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการแปลงสาธิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับ
- การเก็บข้อมูลผลผลิตไม่ถูกต้อง เนื่องจากข้าวโพดฝักอ่อนมีช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 7 วัน แต่ในระยะแรกของการเก็บเกี่ยว เกษตรกรยังไม่คุ้นเคยกับการเก็บข้อมูล ทำให้มีการจัดเก็บข้อมูลไม่ถูกต้อง ทั้งนี้คณะวิจัยได้ซักถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จากนั้นจึงอธิบายวิธีการและลงมือเก็บข้อมูลผลผลิตร่วมกับเกษตรกร ทำให้สร้างความเข้าใจกับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี
- การรวมกลุ่มเกษตรกรในการดำเนินกิจกรรมชุมชน เกษตรกรบางรายไม่มั่นใจและเล็งเห็นผลที่จะเกิดกับตนเอง กอปรกับเกษตรกรที่มีรายได้น้อยจำเป็นต้องออกไปทำงานภายนอก จึงไม่สนใจนำผลการวิจัยไปปฏิบัติตามเท่าที่ควร

แนวทางแก้ไข :
ไฟล์แนบกิจกรรม :
2555471,500|210,000|210,000|ใช้หมด2012439701.pdf20143171216291.pdf
รายงานผลการดำเนินงาน
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 1 [IG=481]   วันที่รายงาน  [21/1/2556]
- กิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยี ครั้งที่ 1 เรื่อง การจัดการปุ๋ยสำหรับข้าวโพดฝักอ่อน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2555 ณ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 35 คน โดยแนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมี อัตรา 10-20 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยหมัก อัตรา 500-750 กก./ไร่ อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นอัตราที่ทำให้ได้ผลผลิต (น้ำหนักฝักและน้ำหนักต้น) มากที่สุด

- กิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยี ครั้งที่ 2 เรื่อง ระบบบ่อก๊าซชีวภาพแบบถุงหมักพีวีซี และการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกข้าวโพด เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ณ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 46 คน
เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการติดตั้งและการดูแลรักษาบ่อก๊าซชีวภาพแบบถุงหมักพีวีซี รวมกับการรายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับการนำปุ๋ยหมักที่ได้จากการผลิตภายในกลุ่มไปใช้ในแปลงปลูกผลิตข้าวโพดฝักอ่อนของ นายทวี รุ่งสว่าง ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า กรรมวิธีที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ทำให้รายรับในช่วงแรก (รุ่นที่ 1) ลดลงจากเดิม (เป็นระยะที่มีการปรับโครงสร้างภายในของดิน) จึงทำให้ประสิทธิภาพการนำธาตุอาหารไปใช้ประโยชน์ของพืชได้ไม่เต็มที่นัก แต่หลังจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างต่อเนื่องทำให้ผลกำไรเพิ่มขึ้นและสามารถลดต้นทุนการผลิตอันเนื่องมาจากสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงลงได้ อีกทั้งกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยหมักใช้เองมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ เกษตรกรสามารถนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตปุ๋ยใช้เองได้
อย่างไรก็ตาม การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าการทำเกษตรในรูปแบบการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน เพราะปุ๋ยอินทรีย์มีส่วนช่วยในการปรับปรุงคุณสมบัติของดินไปพร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพปุ๋ยเคมีด้วย

- ถ่ายทอดเทคโนโลยีครั้งที่ 3 เรื่อง แนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรมของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2555 ณ ห้องประชุม อบต. หนองกระทุ่ม มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 21 คน โดยร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากคณะกรรมการกลุ่ม เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ให้ดำเนินไปอย่างยั่งยืน

- ถ่ายทอดเทคโนโลยีครั้งที่ 4 เรื่อง การขับเคลื่อนกิจกรรมของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม และสำรวจจำนวนบ่อก๊าซชีวภาพ เมื่อวันที่ 12 และวันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 ณ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 55 คน เป็นการเสนอแนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรมของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม ให้สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ในการนี้ ได้มีการลงมติเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมว่า ควรจัดให้มีการระดมทุนในรูปแบบของการลงหุ้น เพื่อนำเงินมาลงทุนผลิตปุ๋ยหมักในครั้งต่อไป ทั้งนี้กลุ่มเกษตรฯ กำหนดให้สมาชิกสามารถลงหุ้นได้ไม่เกินคนละ 20 หุ้น/ครั้งที่เปิดให้ลงหุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท และจะมีการนำกำไรที่ได้จากการจำหน่ายปุ๋ยหมักมาปันผลให้สมาชิกทุกสิ้นปี รวมทั้งมีการคืนส่วนลดร้อยละ 10 จากการซื้อปุ๋ยทั้งหมดในรอบปี ของสมาชิกที่ซื้อปุ๋ยของกลุ่มไปใช้ (อยู่ในช่วงดำเนินการ)

งานวิจัยและการปฏิบัติงาน
1. การทดลองเปรียบเทียบปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีในการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน

แปลงที่ 1 นายบุญมา อำคำ บ้านเลขที่ 26 หมู่ 1
แปลงที่ 2.นางสุกัญญา สีโชติ บ้านเลขที่ 29 หมู่ 5
แปลงที่ 3 นางสาหร่าย พุ่มโภชนา บ้านเลขที่ 63 หมู่ 6
แปลงที่ 4 นางกรกนก มั่นทัน บ้านเลขที่ 10 หมู่ 7

สรุป
การเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีและการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว ในแปลงปลูกข้าวโพดฝักอ่อนของเกษตรกร 4 ราย ให้ผลความแตกต่างทางสถิติในด้านความสูง (ซม.) น้ำหนักฝักรวมเปลือก-ปอกเปลือก (กรัม/ 20 ฝัก) และน้ำหนักฝักที่เสียรูปทรงหรือฟ่าม (เปอร์เซ็นต์) ที่แตกต่างกัน คือ แปลงที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีส่งเสริมการเจริญเติบโตในด้านความสูง (แปลงที่ 2 และแปลงที่ 4) และกระตุ้นการสร้างน้ำหนักฝักรวมเปลือก (แปลงที่ 1 และแปลงที่ 2) มากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว แต่ด้านน้ำหนักฝักปอกเปลือก การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวส่งผลให้มีน้ำหนักฝักปอกเปลือกมากกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี (แปลงที่ 3) ส่วนในด้านการเสียรูปทรงหรือฟ่ามของฝัก พบว่า แปลงที่ได้รับปุ๋ยเคมีอย่างเดียวส่งผลให้ฝักเสียรูปทรงหรือฟ่ามมากกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี คือเท่ากับ 62.50 และ 41.50 กรัม ตามลำดับ (แปลงที่ 3)

การติดตั้งบ่อก๊าซชีวภาพแบบ “ถุงหมักพีวีซี”
อุปกรณ์
1. ถุงพลาสติกพีวีซี ขนาด 10 ลูกบาศก์เมตร
2. หัวก๊าซ
3. ท่อพีวีซี 4 นิ้ว 1 เส้น
4. บ่อลอง 1 บ่อ (เส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร)
5. อิฐบล็อกสำหรับก่อบ่อเติม

ผู้ได้รับเทคโนโลยี : นายบุญมา อำคำ
พื้นที่รับเทคโนโลยี : บ้านเลขที่ 26 หมู่ 1 ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140

ขั้นตอนการติดตั้ง
1. ขุดบ่อดิน ขนาด กว้าง 1.5 เมตร ยาว 4.5 เมตร ลึก 1 เมตร โดยขุดให้เป็นรูปตัว U
2. บ่อเติม ทำการก่อบ่อเติมเพื่อให้น้ำที่ล้างคอกและของเสียไหลลงได้โดยตรง (ขนาดบ่อ 1x1 เมตร)
3. ขุดบ่อล้น ขนาด 1.2 เมตร เพื่อใช้ในการระบายของเสียที่ผ่านถุงหมักก๊าซพีวีซ
4. ใช้ถุงพลาสติกปิดท่อด้านหนึ่งและท่อส่งก๊าซ จากนั้นให้เป่าอากาศเข้าไปด้านในถุง ให้ถุงพองตัวมากที่สุด แล้วนำถุงพลาสติกมาปิดท่อไว้ให้อากาศอยู่ด้านใน รอสัก 5–10 นาที ถ้าถุงพีวีซียังคงพองตัวเหมือน
5. นำถุงพลาสติกพีวีซีที่พองตัวอยู่ลงบ่อดินที่ขุดไว้
6. จัดท่อเติมและท่อล้น โดยให้ปลายท่อเติมอยู่สูงกว่าท่อล้น 20 เซนติเมตร ปลายที่อยู่ด้านในถุงอยู่สูงจากพื้นประมาณ 10 เซนติเมตร จากนั้นตอกยึดแล้วตรึงให้แน่นด้วยไม้หรือโบกปูนทับให้แน่น
และได้บ่อหมักก๊าชชีวภาพแบบ “ถุงหมักพีวีซี” ที่พร้อมใช้งาน



ค่าใช้จ่าย : 68,000
จำนวนผู้รับบริการ : 157
ปัญหาอุปสรรค : เกษตรกรยังขาดความตระหนักและเห็นถึงประโยชน์ที่ได้จากการผลิตปุ๋ยหมักใช้เอง และการจัดทำพลังงานทดแทนที่แท้จริง
แนวทางแก้ไข : การดำเนินการขับเคลื่อนจะประสบผลสำเร็จ สมาชิกต้องมีความตระหนักและเห็นคุณประโยชน์ของการใช้ปุ๋ยหมักอย่างแท้จริง เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และส่วนหนึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานในท้องที่ที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และขยายตลาดในการจำหน่ายปุ๋ยให้กว้างออกไป ถือเป็นการสร้างรายได้และสร้างความยั่งยืนสู่กลุ่มเกษตรฯ ต่อไป
ไฟล์แนบกิจกรรม : 20134191037111.pdf
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 2 [IG=607]   วันที่รายงาน  [19/4/2556]
1. กิจกรรมการการขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม ครั้งที่ 2 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 (ปุ๋ยหมักชุมชนเชิงการค้า)
สืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 12 และ 21 พฤศจิกายน 2555 ที่ประชุมได้มีการระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางการขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่มให้ดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน กอปรกับได้จัดให้มีการลงหุ้นของสมาชิกกลุ่มครั้งที่ 1 ขึ้น เพื่อนำเงินมาผลิตปุ๋ยหมักจำหน่ายภายใต้ชื่อ “ทวีผล” โดยการบริหารจัดการของคณะกรรมการกลุ่มเกษตรฯ ประกอบด้วยนายทวี รุ่งสว่าง (ประธาน) นายบุญมา อำคำ (รองประธาน) นายธนะพัฒน์ รุ่งรัตน์ธวัชชัย (เลขานุการ) และนายวิรัตน์ บรรดาศักดิ์ (เหรัญญิก) โดยมีคณะทำงานจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระทุ่ม ทำหน้าที่คอยให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง
ในการนี้ คณะทำงานร่วมกับคณะกรรมการจึงได้จัดให้มีกิจกรรมการประชุมครั้งที่ 2 ขึ้น เพื่อรายงานความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม รวมทั้งได้เปิดให้มีการลงหุ้นเป็นครั้งที่ 2 มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 41 คน รายละเอียดเป็นดังนี้
1) ผลการลงหุ้น ครั้งที่ 1 มีสมาชิกร่วมลงหุ้นทั้งสิ้น 46 คน เป็นหุ้นทั้งสิ้น 806 หุ้น (หุ้นละ 10 บาท) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,060 บาท ในการนี้ ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าร่วมลงหุ้นเป็นครั้งที่ 2 มีผู้สนใจลงหุ้นเพิ่ม 100 หุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 1,000 บาท รวมเป็นเงินจากการลงหุ้นทั้งสิ้น 9,060 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้อยู่ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขากำแพงแสน ชื่อบัญชี กลุ่มการเกษตรอินทรีย์ ต.หนองกระทุ่ม เลขบัญชี 020085386272 โดยอยู่ในการดูแลของคณะกรรมการกลุ่มเกษตรฯ
รายการสั่งซื้อปุ๋ยหมัก
1. มจธ. (ราชบุรี) 500 กก. = 2,500 บาท
2. นายธนะพัฒน์ รุ่งรัตน์ธวัชชัย 500 กก. = 2,500 บาท
3. มจธ. (ใส่แปลงทดลอง 2 แปลง) 1,000 กก. = 5,000 บาท
4. นายเงิน (เกษตรกร) 500 กก. = 2,500 บาท
5. นางสตรี แสงจันทร์ 500 กก. = 2,500 บาท
รวมทั้งสิ้น 15,000 บาท

ต้นทุนการผลิตปุ๋ยหมักไม่กลับกองระบบกองเติมอากาศ (4 กอง/ ครั้ง)
1. ค่าวัตถุดิบ
- มูลโค 2,400 กิโลกรัมๆ ละ 1.50 บาท 3,600
- เศษพืช 2,400 กิโลกรัมๆ ละ 1.30 บาท 3,120
- ค่าน้ำหมักชีวภาพ 8 ลิตรๆ ละ 30 บาท 240
2. ค่าไม้ 4 กอง 33 บาท
3. ค่าแรงผสมและขึ้นกองปุ๋ยหมัก 4 กองๆ ละ 360 บาท 1,440
4. ค่าน้ำประปา 100
5. ค่าไฟฟ้า 300
6. ค่าแรงงานเก็บปุ๋ยหมักตากและบรรจุถุง 4 กองๆ ละ 400 บาท 1,600
รวมต้นทุนการผลิต 10,433

2) รายรับ – รายจ่าย ของกลุ่มเกษตรฯ ต่อกิจกรรมจากผลิตตามรายละเอียดของต้นทุนการผลิต และการจำหน่ายปุ๋ยหมัก ซึ่งคณะกรรมการได้จัดทำสมุดบัญชี เพื่อบันทึกรายการต่างๆ ให้ชัดเจน สำหรับเป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบและเป็นประโยชน์แก่การบริหารจัดการต่อไป

2. กิจกรรมการศึกษาและดูงานระหว่างเครือข่ายพลังงานทดแทนระหว่างชุมชน คณะทำงาน มจธ. ได้จัดการศึกษาและดูงาน มหกรรมพลังงานทั่วไทย 2555 ภายใต้หัวข้อ “มีพลังงาน มีความสุข” เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีตัวแทนเกษตรกรเข้าร่วมดูงานทั้งสิ้น 9 คน โดยงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระอัจฉริยะภาพด้านพลังงานที่ทรงพระปรีชาสามารถ ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านพลังงานในการเป็นต้นแบบทางความคิดและแรงบันดานใจให้พสกนิกรนำไปประยุกต์ใช้ ตลอดจนเป็นการแสดงผลงานของกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ในโอกาสครบรอบ 10 ปี กระทรวงพลังงาน ดังนั้นจึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่เกษตรกรสามารถเข้าไปเรียนรู้ด้านพลังงานได้เต็มที่ ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้เกษตรกรให้ความสนใจเป็นอย่างดี

3. กิจกรรมติดตามการนำความรู้จากการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานด้านพลังงานไปใช้ประโยชน์ โดยประเมินหลังจากกิจกรรมสิ้นสุดลง 1-3 เดือน คือ ประเมินวันที่ 1 เมษายน 2556 ซึ่งมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 6 คน คิดเป็นร้อยละ 66.66 ของเกษตรกรที่ไปดูงานทั้งหมด ซึ่งเกษตรกรทุกคนสามารถนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาดูงานไปใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือรายได้ที่เกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับมาจากรายได้เสริม ที่สามารถนำไปใช้ลดรายจ่ายในครัวเรือนได้ประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อเดือน ซึ่งหลังจากศึกษาดูงาน เกษตรกรทุกคนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ได้ทันที โดยเริ่มปรับใช้ในครัวเรือนของตนเองก่อน แล้วจึงนำไปใช้ในชุมชนหรือกลุ่ม โดยมีตัวแทนเกษตรกรที่ไปดูงานร้อยละ 33.33 สามารถเป็นวิทยากรโดยใช้ความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดต่อไปได้เป็นอย่างดี


การทดลองเปรียบเทียบปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีในการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน
อุปกรณ์
1. เมล็ดพันธุ์พืช คือ ข้าวโพดฝักอ่อน พันธุ์ดอกบัว 468
2. ปุ๋ยเคมี 46-0-0 (ยูเรีย)
3. ปุ๋ยอินทรีย์
4. สารกำจัดวัชพืช และเครื่องมือการเกษตร ฯลฯ

วิธีการทดลองและแปลงสาธิต
วางแผนการวิจัยแบบ Complete Block Design (CBD) โดยเปรียบเทียบระหว่างการใช้ปุ๋ยเคมี 50 %N ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 50%N (กรรมวิธีที่ 1) และการใช้ปุ๋ยเคมี 100 %N (กรรมวิธีที่ 2) ในแปลงปลูกข้าวโพดฝักอ่อนของเกษตรกรที่เข้าร่วมเป็นแปลงสาธิตในงานวิจัย 2 แปลง ดังนี้
แปลงสาธิตที่ 1. บุญมา อำคำ 26 หมู่ 1
แปลงสาธิตที่ 2. กรกนก มั่นทัน 10 หมู่ 7
การเก็บข้อมูล
1. ข้อมูลการเจริญเติบโต โดยวัดความสูง (เซนติเมตร) ของลำต้นข้าวโพดฝักอ่อน อายุ 45 วัน โดยวัดจากโคนต้นถึงข้อยอดใบธงของแต่ละต้น
2. ข้อมูลผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อน โดยชั่งน้ำหนักฝักข้าวโพดรวมเปลือก และน้ำหนักปอกเปลือก (กรัมต่อ 20 ฝัก) และเปอร์เซ็นต์ฝักอ่อนที่เสียรูปทรง (ฟ่าม)

การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ
วิเคราะห์ความแปรปรวนและเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างชุดการทดลองด้วยวิธีวิเคราะห์ผลทางสถิติแบบ t-test ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้โปรแกรม Statistical Package for Social Science (SPSS) รุ่น 17.5

ผลการทดลอง
1. ความสูง
ผลการเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เท่ากัน (50%N) และการใช้ปุ๋ยเคมี (100%N) ส่งผลให้ความสูงของต้นข้าวโพดฝักอ่อนในแต่ละกรรมวิธีของแปลงสาธิตที่ 1 ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่แปลงสาธิตที่ 2 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยแปลงที่มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี (กรรมวิธีที่ 1) สามารถส่งเสริมประสิทธิภาพการเจริญเติบโตในด้านความสูงได้ดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว (กรรมวิธีที่ 2) โดยมีความสูงเท่ากับ 118.49 และ 99.28 ซม. ตามลำดับ

2. น้ำหนักผลผลิต
ผลเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี กับการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว ส่งผลให้น้ำหนักฝักข้าวโพดรวมเปลือก (กรัม/20 ฝัก) ของทั้งแปลงสาธิตที่ 1 และ 2 ไม่แตกต่างทางสถิติ ในขณะที่ น้ำหนักฝักปอกเปลือกพบว่ามีลักษณะเช่นเดียวกัน

3. เปอร์เซ็นต์ฝักฟ่าม
การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างแปลงที่ได้รับปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี และได้รับปุ๋ยเคมีอย่างเดียว ที่มีต่อเปอร์เซ็นต์ฝักเสียรูปทรงหรือฟ่ามพบว่า แปลงสาธิตที่ 1 ฝักเสียรูปทรงหรือฟ่ามไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่แปลงสาธิตที่ 2 มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือ แปลงที่ได้รับปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี (กรรมวิธีที่ 1) ทำให้ฝักข้าวโพดเสียรูปทรงหรือฟ่ามมากกว่าการให้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว (กรรมวิธีที่ 2) มีค่าเท่ากับ ร้อยละ 53.00 และ 24.00 ตามลำดับ

วิจารณ์
การทดลองเปรียบเทียบปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีในการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรในพื้นที่ที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน อันเนื่องจากความเสื่อมสภาพของดิน การทดลองครั้งนี้จึงต้องการทำเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตขึ้นเองภายในกลุ่ม เพื่อช่วยปรับสภาพโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการนำธาตุอาหารพืชไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้
จากการทดลองนี้เห็นได้ว่า การเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว ส่งผลให้ข้อมูลการเจริญเติบโตในด้านความสูง และข้อมูลน้ำหนักผลผลิตของแปลงสาธิตที่ 1 ไม่แตกต่างกันทางสถิติ ส่วนแปลงสาธิตที่ 2 อิทธิพลการใช้ปุ๋ยที่แตกต่างกันส่งผลให้ความสูงของต้นข้าวโพดและเปอร์เซ็นต์ฝักเสียรูปทรงหรือฟ่ามแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ในด้านน้ำหนักข้าวโพดรวมเปลือกและปอกเปลือกมีค่าไม่แตกต่างทางสถิติ ซึ่งแปลงสาธิตทั้งสองแปลงมีความไม่ชัดเจนของข้อมูล ทั้งนี้เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่มีส่วนร่วมในการช่วยเก็บข้อมูลการวิจัย ดังนั้นจึงมีปัจจัยด้านทักษะความชำนาญส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ความชำนาญในด้านการสุ่มเก็บผลผลิต ระยะเวลาในการเก็บผลผลิต อีกทั้งความชำนาญในด้านการจัดการแปลงปลูก เป็นต้น ดังนั้นอาจทำให้ความแม่นยำในการทดลองลดลงไป

สรุป
การเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีและการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว ในแปลงปลูกข้าวโพดฝักอ่อนของเกษตรกร 2 ราย มีผลการทดลองที่แตกต่างกัน คือ แปลงสาธิตที่ 1 การเจริญเติบโตในด้านความสูงและน้ำหนักผลผลิตไม่แตกต่างกันทางสถิติ ส่วนแปลงสาธิตที่ 2 การใช้ปุ๋ยที่แตกต่างกันส่งผลให้ความสูงของต้นข้าวโพดและเปอร์เซ็นต์ฝักเสียรูปทรงหรือฟ่ามแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ การให้ปุ๋ยเคมีร่วมกับอินทรีย์ ส่งผลให้ต้นมีความสูงมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์กลับส่งผลให้ฝักข้าวโพดเสียรูปทรงหรือฟ่ามมากกว่าการให้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว

ค่าใช้จ่าย : 132,000
จำนวนผู้รับบริการ : 50
ปัญหาอุปสรรค : การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูสภาพดินได้เป็นอย่างดี แต่เกษตรกรยังไม่มีความสนใจนัก ดังนั้นคณะทำงานจึงพยายามทำงานวิจัยให้ประจักษ์ในพื้นที่ ซึ่งต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเกษตรยั่งยืน (ปุ๋ยหมักชุมชนเชิงการค้า) ต้องใช้เวลามากขึ้นจึงจะเห็นผล เนื่องจากสมาชิกกลุ่มเองยังสนใจนำปุ๋ยของกลุ่มเกษตรฯ น้อย การขยายตลาดจึงน้อยลงไปด้วย
แนวทางแก้ไข : ปลูกฝังและกระตุ้นให้เกษตรกรในพื้นที่ลดการใช้สารเคมี หันมาใช้อินทรีย์ให้มากขึ้น โดยมีการร่วมมือกับองค์กรในพื้นที่และคณะกรรมการของกลุ่มเกษตรฯ
ไฟล์แนบกิจกรรม : 20134191119411.pdf
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 3 [IG=629]   วันที่รายงาน  [6/6/2556]

การประชุมกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม ครั้งที่ 3 จัดขึ้นวันที่ 27 พฤษภาคม 2556 ระหว่างเวลา 10.30-12.30 น. ณ ที่ทำการกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อรายงานผลประกอบการ การจัดการกลุ่มเกษตรฯ และการจัดการผลกำไรที่ได้จากการจำหน่ายปุ๋ยหมัก ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 27 คน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. ผลประกอบการ
1.1 บทบาทหน้าที่การทำงานของคณะกรรมการ
นายทวี รุ่งสว่าง (หัวหน้ากลุ่มเกษตรฯ) ได้กล่าวสรุปรายละเอียดบทบาทหน้าที่ของการทำงานที่ผ่านมา โดยมุ่งให้สมาชิกในกลุ่ม เห็นประโยชน์จากกระบวนการรวมกลุ่ม และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง ระบบกองเติมอากาศ รวมถึงผลิตภัณฑ์ (ปุ๋ยหมัก) ของกลุ่มไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุf
1.2 รายรับ-รายจ่าย
นางสาวอรณัท ปฐพีจำรัสวงศ์ (คณะทำงาน มจธ.) ได้นำเสนอรายรับ-รายจ่าย การผลิตและการจำหน่ายปุ๋ยหมักที่ผลิตโดยกลุ่มเกษตรฯ ดังนี้
1. สมาชิกร่วมลงหุ้นทั้งสิ้น 906 หุ้น = 9,060 บาท
2. มจธ. สำรองเงินทุนให้กลุ่ม = 5,000 บาท
3. ผลิตปุ๋ย ครั้งที่ 1 = 10,433 บาท
4. จำหน่ายปุ๋ย 3,000 กิโลกรัม = 15,000 บาท
5. ผลิตปุ๋ย ครั้งที่ 2 = 10,433 บาท
6. จำหน่ายปุ๋ย 2,000 กิโลกรัม = 10,000 บาท (ยังไม่จำหน่าย 1,000 กิโลกรัม)
7. ผลิตปุ๋ย ครั้งที่ 3 = 10,433 บาท
รวมรายรับ 39,063 บาท
รวมรายจ่าย 31,299 บาท
ดังนั้น คงเหลือกำไร 7,764 บาท ยังไม่จำหน่ายอีก 1,000 กิโลกรัม (เป็นเงิน 5,000 บาท)
จากข้อมูลรายรับ-รายจ่าย เห็นได้ว่า ยังมีปุ๋ยอีก 1,000 กิโลกรัม ที่ยังไม่สามารถจำหน่ายได้ ทั้งนี้มีข้อสังเกตได้ว่า จากระยะเวลาที่ได้ดำเนินการผลิตปุ๋ยเพื่อการจำหน่ายมานั้น มีเกษตรกรสนใจนำปุ๋ยหมักของกลุ่มเกษตรฯ ไปใช้น้อยมาก โดยเฉพาะสมาชิกในกลุ่มเอง ก็ยังมีเกษตรกรน้อยรายที่สนใจและสั่งซื่อปุ๋ยของกลุ่มไปใช้ การนี้คณะกรรมการร่วมกับคณะทำงานได้ถือโอกาสหารือในที่ประชุม เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรฯ ให้ดำเนินไปอย่างยั่งยืน โดยการร่วมมือกันของสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งประเด็นที่สำคัญของการขับเคลื่อน คือ การที่สมาชิกในกลุ่มนำปุ๋ยหมักไปใช้ในแปลงเกษตรของตน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ที่ดีต่อส่วนรวม และที่สำคัญ คือ เพื่อปรับโครงสร้างของดินในแปลงปลูกให้มีความร่วนซุย สามารถดูดธาตุอาหารไปใช้บำรุงต้นพืชได้อย่างเต็มที่ โดยปุ๋ยหมักของกลุ่มได้ผ่านการตรวจวิเคราะห์ จากภาควิชาปฐพีวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจัดว่าเป็นปุ๋ยหมักคุณภาพมาตรฐาน (มาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์)
นายบุญมา อำคำ เกษตรกรผู้ใช้ปุ๋ยหมักในแปลงปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ได้ร่วมกับคณะวิจัยสร้างแปลงทดลองเปรียบเทียบระหว่างการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี โดยทดลองปลูกและเก็บข้อมูลด้วยตนเอง พบว่า ลักษณะของต้นข้าวโพดฝักอ่อนที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี มีลักษณะอวบใหญ่ ใบเขียวสดนานกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว ส่วนลักษณะฝักที่ได้รับปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี แสดงอาการเมล็ดโต หรือเสียรูปทรงน้อยกว่าฝักที่ได้รับปุ๋ยเคมี
1.3 การผลิตพืชกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN)
นางวาสนา มานิช (คณะทำงาน มจธ.) แนะนำการเตรียมตัวของเกษตรกรไทยเพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะเริ่มขึ้นในปี 2558 ที่จะถึงนี้ โดยกล่าวถามว่าเกษตรกรมีการเตรียมตัวอย่างไร หากปัจจุบันผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น พยามยามเลือกบริโภคสินค้าที่ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ได้มาจากภาคการเกษตร ต้องปลอดภัยหรือไร้สารเคมี (พืชผักอินทรีย์) ซึ่งผู้เกษตรกรต้องพยายามผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน เนื่องจากจะมีการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ดังนั้นเกษตรกรควรมีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยการปรับเปลี่ยนหรือลดการใช้ปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืช ในการนี้สมาชิกมีความสนใจและมีความคิดที่จะเริ่มปลูกพืชอินทรีย์มากขึ้น ทำให้มียอดกระสั่งซื้อปุ๋ยเพิ่มขึ้น

2. การจัดการกลุ่ม
ประธานกลุ่มเกษตรฯ ได้แจ้งให้ที่ประชุมพิจารณา เรื่อง การขอสลับเปลี่ยนตำแหน่งคณะกรรมการ โดยชี้แจงว่า จากการทำงานที่ผ่านมาคณะกรรมการที่สมาชิกแต่งตั้งขึ้นมานั้น ปฏิบัติหน้าที่ยังไม่สอดคล้องกับตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย คือ นายบุญมา อำคำ ตำแหน่งรองประธานการกลุ่มเกษตรฯ มีส่วนร่วมในด้านการบริหารจัดการเงินของกลุ่มทั้งรายรับและรายจ่าย จึงเห็นสมควรให้มีการสลับตำแหน่งกับนายวิรัตน์ บรรดาศักดิ์ ตำแหน่งเหรัญญิกกลุ่มเกษตรฯ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงใคร่ขอมติจากสมาชิกในที่ประชุม ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ได้รับรองการสลับตำแหน่งครั้งนี้


3. การจัดการผลกำไร
การจัดตั้งกลุ่มเกษตรฯ เพื่อผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ได้ขับเคลื่อนมาเป็นการผลิตเพื่อการจำหน่าย ภายใต้ชื่อ “ทวีผล” โดยใช้เงินลงทุนจากสมาชิกกลุ่มในรูปแบบการระดมหุ้นมาใช้ในการผลิตปุ๋ย ซึ่งการบริหารจัดการต่างๆ ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 6 เดือน และเนื่องจากกลุ่มได้จัดให้มีการปันผลในสิ้นปี ดังนั้นต้องมีการร่วมกันพิจารณาจัดการกับผลกำไรที่กลุ่มได้รับ เพื่อปันเงินจำนวนหนึ่งออกมาเป็นเงินปันผลสำหรับสมาชิกผู้ถือหุ้น โดยมีข้อเสนอ (เบื้องต้น) ดังนี้
- ร้อยละ 50 ของเงินกำไรทั้งหมด เป็นกองทุนหมุนเวียนประจำกลุ่มเกษตรฯ
- ร้อยละ 40 ของเงินกำไรทั้งหมด เป็นเงินปันผลแก่สมาชิกผู้ถือหุ้น
- ร้อยละ 10 ของเงินกำไรทั้งหมด เป็นส่วนลดจากการสั่งซื้อปุ๋ยครั้งต่อไปหลังจากมีการปันผลเรียบร้อยแล้ว (ร้อยละ 10 ของราคาปุ๋ยในรอบปีที่ผ่านมา)
เนื่องจากการประชุมครั้งนี้มีสมาชิกผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม น้อยกว่าร้อยละ 50 ข้อเสนอข้างต้นจึงยังไม่สามารถเป็นมติในที่ประชุมได้ โดยจะนำไปเป็นข้อเสนอเพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป (ครั้งที่ 4) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม 2556 ณ ห้องประชุม องค์กรบริหารส่วนตำบลหนองกระทุ่ม เวลา 10.30-12.30 น.
ค่าใช้จ่าย : 1,000
จำนวนผู้รับบริการ : 27
ปัญหาอุปสรรค : เกษตรกรผู้เป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรฯ มีความสนใจนำไปปุ๋ยหมักไปใช้ต่อนข้างน้อย ทำให้การหมุนเวียนเงินซื้อขายปุ๋ยภายในกลุ่มมีน้อย การขับเคลื่อนจึงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
แนวทางแก้ไข : กระตุ้นให้สมาชิกเล็งเห็นประโยชน์จากการใช้ปุ๋ยหมัก โดยนำงานวิจัยในพื้นที่ (แปลงทดลอง) มาอธิบาย รวมทั้งให้เกษตรกรที่ได้นำปุ๋ยไปใช้ มาเล่าประสบการณ์ และผลดีที่ได้จากการใช้ปุ๋ยหมัก
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 4 [IG=630]   วันที่รายงาน  [6/6/2556]
การประชุมกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม ครั้งที่ 3 จัดขึ้นวันที่ 27 พฤษภาคม 2556 ระหว่างเวลา 10.30-12.30 น. ณ ที่ทำการกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อรายงานผลประกอบการ การจัดการกลุ่มเกษตรฯ และการจัดการผลกำไรที่ได้จากการจำหน่ายปุ๋ยหมัก ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 27 คน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. ผลประกอบการ
1.1 บทบาทหน้าที่การทำงานของคณะกรรมการ
นายทวี รุ่งสว่าง (หัวหน้ากลุ่มเกษตรฯ) ได้กล่าวสรุปรายละเอียดบทบาทหน้าที่ของการทำงานที่ผ่านมา โดยมุ่งให้สมาชิกในกลุ่ม เห็นประโยชน์จากกระบวนการรวมกลุ่ม และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง ระบบกองเติมอากาศ รวมถึงผลิตภัณฑ์ (ปุ๋ยหมัก) ของกลุ่มไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุf
1.2 รายรับ-รายจ่าย
นางสาวอรณัท ปฐพีจำรัสวงศ์ (คณะทำงาน มจธ.) ได้นำเสนอรายรับ-รายจ่าย การผลิตและการจำหน่ายปุ๋ยหมักที่ผลิตโดยกลุ่มเกษตรฯ ดังนี้
1. สมาชิกร่วมลงหุ้นทั้งสิ้น 906 หุ้น = 9,060 บาท
2. มจธ. สำรองเงินทุนให้กลุ่ม = 5,000 บาท
3. ผลิตปุ๋ย ครั้งที่ 1 = 10,433 บาท
4. จำหน่ายปุ๋ย 3,000 กิโลกรัม = 15,000 บาท
5. ผลิตปุ๋ย ครั้งที่ 2 = 10,433 บาท
6. จำหน่ายปุ๋ย 2,000 กิโลกรัม = 10,000 บาท (ยังไม่จำหน่าย 1,000 กิโลกรัม)
7. ผลิตปุ๋ย ครั้งที่ 3 = 10,433 บาท
รวมรายรับ 39,063 บาท
รวมรายจ่าย 31,299 บาท
ดังนั้น คงเหลือกำไร 7,764 บาท ยังไม่จำหน่ายอีก 1,000 กิโลกรัม (เป็นเงิน 5,000 บาท)
จากข้อมูลรายรับ-รายจ่าย เห็นได้ว่า ยังมีปุ๋ยอีก 1,000 กิโลกรัม ที่ยังไม่สามารถจำหน่ายได้ ทั้งนี้มีข้อสังเกตได้ว่า จากระยะเวลาที่ได้ดำเนินการผลิตปุ๋ยเพื่อการจำหน่ายมานั้น มีเกษตรกรสนใจนำปุ๋ยหมักของกลุ่มเกษตรฯ ไปใช้น้อยมาก โดยเฉพาะสมาชิกในกลุ่มเอง ก็ยังมีเกษตรกรน้อยรายที่สนใจและสั่งซื่อปุ๋ยของกลุ่มไปใช้ การนี้คณะกรรมการร่วมกับคณะทำงานได้ถือโอกาสหารือในที่ประชุม เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรฯ ให้ดำเนินไปอย่างยั่งยืน โดยการร่วมมือกันของสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งประเด็นที่สำคัญของการขับเคลื่อน คือ การที่สมาชิกในกลุ่มนำปุ๋ยหมักไปใช้ในแปลงเกษตรของตน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ที่ดีต่อส่วนรวม และที่สำคัญ คือ เพื่อปรับโครงสร้างของดินในแปลงปลูกให้มีความร่วนซุย สามารถดูดธาตุอาหารไปใช้บำรุงต้นพืชได้อย่างเต็มที่ โดยปุ๋ยหมักของกลุ่มได้ผ่านการตรวจวิเคราะห์ จากภาควิชาปฐพีวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจัดว่าเป็นปุ๋ยหมักคุณภาพมาตรฐาน (มาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์)
นายบุญมา อำคำ เกษตรกรผู้ใช้ปุ๋ยหมักในแปลงปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ได้ร่วมกับคณะวิจัยสร้างแปลงทดลองเปรียบเทียบระหว่างการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี โดยทดลองปลูกและเก็บข้อมูลด้วยตนเอง พบว่า ลักษณะของต้นข้าวโพดฝักอ่อนที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี มีลักษณะอวบใหญ่ ใบเขียวสดนานกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว ส่วนลักษณะฝักที่ได้รับปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี แสดงอาการเมล็ดโต หรือเสียรูปทรงน้อยกว่าฝักที่ได้รับปุ๋ยเคมี
1.3 การผลิตพืชกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN)
นางวาสนา มานิช (คณะทำงาน มจธ.) แนะนำการเตรียมตัวของเกษตรกรไทยเพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะเริ่มขึ้นในปี 2558 ที่จะถึงนี้ โดยกล่าวถามว่าเกษตรกรมีการเตรียมตัวอย่างไร หากปัจจุบันผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น พยามยามเลือกบริโภคสินค้าที่ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ได้มาจากภาคการเกษตร ต้องปลอดภัยหรือไร้สารเคมี (พืชผักอินทรีย์) ซึ่งผู้เกษตรกรต้องพยายามผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน เนื่องจากจะมีการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ดังนั้นเกษตรกรควรมีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยการปรับเปลี่ยนหรือลดการใช้ปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืช ในการนี้สมาชิกมีความสนใจและมีความคิดที่จะเริ่มปลูกพืชอินทรีย์มากขึ้น ทำให้มียอดกระสั่งซื้อปุ๋ยเพิ่มขึ้น

2. การจัดการกลุ่ม
ประธานกลุ่มเกษตรฯ ได้แจ้งให้ที่ประชุมพิจารณา เรื่อง การขอสลับเปลี่ยนตำแหน่งคณะกรรมการ โดยชี้แจงว่า จากการทำงานที่ผ่านมาคณะกรรมการที่สมาชิกแต่งตั้งขึ้นมานั้น ปฏิบัติหน้าที่ยังไม่สอดคล้องกับตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย คือ นายบุญมา อำคำ ตำแหน่งรองประธานการกลุ่มเกษตรฯ มีส่วนร่วมในด้านการบริหารจัดการเงินของกลุ่มทั้งรายรับและรายจ่าย จึงเห็นสมควรให้มีการสลับตำแหน่งกับนายวิรัตน์ บรรดาศักดิ์ ตำแหน่งเหรัญญิกกลุ่มเกษตรฯ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงใคร่ขอมติจากสมาชิกในที่ประชุม ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ได้รับรองการสลับตำแหน่งครั้งนี้


3. การจัดการผลกำไร
การจัดตั้งกลุ่มเกษตรฯ เพื่อผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ได้ขับเคลื่อนมาเป็นการผลิตเพื่อการจำหน่าย ภายใต้ชื่อ “ทวีผล” โดยใช้เงินลงทุนจากสมาชิกกลุ่มในรูปแบบการระดมหุ้นมาใช้ในการผลิตปุ๋ย ซึ่งการบริหารจัดการต่างๆ ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 6 เดือน และเนื่องจากกลุ่มได้จัดให้มีการปันผลในสิ้นปี ดังนั้นต้องมีการร่วมกันพิจารณาจัดการกับผลกำไรที่กลุ่มได้รับ เพื่อปันเงินจำนวนหนึ่งออกมาเป็นเงินปันผลสำหรับสมาชิกผู้ถือหุ้น โดยมีข้อเสนอ (เบื้องต้น) ดังนี้
- ร้อยละ 50 ของเงินกำไรทั้งหมด เป็นกองทุนหมุนเวียนประจำกลุ่มเกษตรฯ
- ร้อยละ 40 ของเงินกำไรทั้งหมด เป็นเงินปันผลแก่สมาชิกผู้ถือหุ้น
- ร้อยละ 10 ของเงินกำไรทั้งหมด เป็นส่วนลดจากการสั่งซื้อปุ๋ยครั้งต่อไปหลังจากมีการปันผลเรียบร้อยแล้ว (ร้อยละ 10 ของราคาปุ๋ยในรอบปีที่ผ่านมา)
เนื่องจากการประชุมครั้งนี้มีสมาชิกผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม น้อยกว่าร้อยละ 50 ข้อเสนอข้างต้นจึงยังไม่สามารถเป็นมติในที่ประชุมได้ โดยจะนำไปเป็นข้อเสนอเพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป (ครั้งที่ 4) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม 2556 ณ ห้องประชุม องค์กรบริหารส่วนตำบลหนองกระทุ่ม เวลา 10.30-12.30 น.
ค่าใช้จ่าย : 9,000
จำนวนผู้รับบริการ : 27
ปัญหาอุปสรรค : เกษตรกรผู้เป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรฯ มีความสนใจนำไปปุ๋ยหมักไปใช้ค่อนข้างน้อย ทำให้การหมุนเวียนเงินซื้อขายปุ๋ยภายในกลุ่มมีน้อย การขับเคลื่อนจึงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
แนวทางแก้ไข : กระตุ้นให้สมาชิกเล็งเห็นประโยชน์จากการใช้ปุ๋ยหมัก โดยนำงานวิจัยในพื้นที่ (แปลงทดลอง) มาอธิบาย รวมทั้งให้เกษตรกรที่ได้นำปุ๋ยไปใช้ มาเล่าประสบการณ์ และผลดีที่ได้จากการใช้ปุ๋ยหมัก
ไฟล์แนบกิจกรรม :
2556360,000|294,000|17,000|277,000201312892271.pdf20143171216431.pdf
รายงานผลการดำเนินงาน
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 1 [IG=572]   วันที่รายงาน  [18/4/2556]
ตารางกิจกรรมปี 2556ค่าใช้จ่าย :
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม : 20134181346151.pdf
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 2 [IG=684]   วันที่รายงาน  [5/7/2556]
การประชุมกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม ครั้งที่ 3 จัดขึ้นวันที่ 27 พฤษภาคม 2556 ระหว่างเวลา 10.30-12.30 น. ณ ที่ทำการกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อรายงานผลประกอบการ การจัดการกลุ่มเกษตรฯ และการจัดการผลกำไรที่ได้จากการจำหน่ายปุ๋ยหมัก ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 27 คน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. ผลประกอบการ
1.1 บทบาทหน้าที่การทำงานของคณะกรรมการ
นายทวี รุ่งสว่าง (หัวหน้ากลุ่มเกษตรฯ) ได้กล่าวสรุปรายละเอียดบทบาทหน้าที่ของการทำงานที่ผ่านมา โดยมุ่งให้สมาชิกในกลุ่ม เห็นประโยชน์จากกระบวนการรวมกลุ่ม และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง ระบบกองเติมอากาศ รวมถึงผลิตภัณฑ์ (ปุ๋ยหมัก) ของกลุ่มไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุf
1.2 รายรับ-รายจ่าย
นางสาวอรณัท ปฐพีจำรัสวงศ์ (คณะทำงาน มจธ.) ได้นำเสนอรายรับ-รายจ่าย การผลิตและการจำหน่ายปุ๋ยหมักที่ผลิตโดยกลุ่มเกษตรฯ ดังนี้
1. สมาชิกร่วมลงหุ้นทั้งสิ้น 906 หุ้น = 9,060 บาท
2. มจธ. สำรองเงินทุนให้กลุ่ม = 5,000 บาท
3. ผลิตปุ๋ย ครั้งที่ 1 = 10,433 บาท
4. จำหน่ายปุ๋ย 3,000 กิโลกรัม = 15,000 บาท
5. ผลิตปุ๋ย ครั้งที่ 2 = 10,433 บาท
6. จำหน่ายปุ๋ย 2,000 กิโลกรัม = 10,000 บาท (ยังไม่จำหน่าย 1,000 กิโลกรัม)
7. ผลิตปุ๋ย ครั้งที่ 3 = 10,433 บาท
รวมรายรับ 39,063 บาท
รวมรายจ่าย 31,299 บาท
ดังนั้น คงเหลือกำไร 7,764 บาท ยังไม่จำหน่ายอีก 1,000 กิโลกรัม (เป็นเงิน 5,000 บาท)
จากข้อมูลรายรับ-รายจ่าย เห็นได้ว่า ยังมีปุ๋ยอีก 1,000 กิโลกรัม ที่ยังไม่สามารถจำหน่ายได้ ทั้งนี้มีข้อสังเกตได้ว่า จากระยะเวลาที่ได้ดำเนินการผลิตปุ๋ยเพื่อการจำหน่ายมานั้น มีเกษตรกรสนใจนำปุ๋ยหมักของกลุ่มเกษตรฯ ไปใช้น้อยมาก โดยเฉพาะสมาชิกในกลุ่มเอง ก็ยังมีเกษตรกรน้อยรายที่สนใจและสั่งซื่อปุ๋ยของกลุ่มไปใช้ การนี้คณะกรรมการร่วมกับคณะทำงานได้ถือโอกาสหารือในที่ประชุม เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรฯ ให้ดำเนินไปอย่างยั่งยืน โดยการร่วมมือกันของสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งประเด็นที่สำคัญของการขับเคลื่อน คือ การที่สมาชิกในกลุ่มนำปุ๋ยหมักไปใช้ในแปลงเกษตรของตน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ที่ดีต่อส่วนรวม และที่สำคัญ คือ เพื่อปรับโครงสร้างของดินในแปลงปลูกให้มีความร่วนซุย สามารถดูดธาตุอาหารไปใช้บำรุงต้นพืชได้อย่างเต็มที่ โดยปุ๋ยหมักของกลุ่มได้ผ่านการตรวจวิเคราะห์ จากภาควิชาปฐพีวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจัดว่าเป็นปุ๋ยหมักคุณภาพมาตรฐาน (มาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์)
นายบุญมา อำคำ เกษตรกรผู้ใช้ปุ๋ยหมักในแปลงปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ได้ร่วมกับคณะวิจัยสร้างแปลงทดลองเปรียบเทียบระหว่างการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี โดยทดลองปลูกและเก็บข้อมูลด้วยตนเอง พบว่า ลักษณะของต้นข้าวโพดฝักอ่อนที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี มีลักษณะอวบใหญ่ ใบเขียวสดนานกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว ส่วนลักษณะฝักที่ได้รับปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี แสดงอาการเมล็ดโต หรือเสียรูปทรงน้อยกว่าฝักที่ได้รับปุ๋ยเคมี
1.3 การผลิตพืชกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN)
นางวาสนา มานิช (คณะทำงาน มจธ.) แนะนำการเตรียมตัวของเกษตรกรไทยเพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะเริ่มขึ้นในปี 2558 ที่จะถึงนี้ โดยกล่าวถามว่าเกษตรกรมีการเตรียมตัวอย่างไร หากปัจจุบันผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น พยามยามเลือกบริโภคสินค้าที่ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ได้มาจากภาคการเกษตร ต้องปลอดภัยหรือไร้สารเคมี (พืชผักอินทรีย์) ซึ่งผู้เกษตรกรต้องพยายามผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน เนื่องจากจะมีการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ดังนั้นเกษตรกรควรมีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยการปรับเปลี่ยนหรือลดการใช้ปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืช ในการนี้สมาชิกมีความสนใจและมีความคิดที่จะเริ่มปลูกพืชอินทรีย์มากขึ้น ทำให้มียอดกระสั่งซื้อปุ๋ยเพิ่มขึ้น

2. การจัดการกลุ่ม
ประธานกลุ่มเกษตรฯ ได้แจ้งให้ที่ประชุมพิจารณา เรื่อง การขอสลับเปลี่ยนตำแหน่งคณะกรรมการ โดยชี้แจงว่า จากการทำงานที่ผ่านมาคณะกรรมการที่สมาชิกแต่งตั้งขึ้นมานั้น ปฏิบัติหน้าที่ยังไม่สอดคล้องกับตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย คือ นายบุญมา อำคำ ตำแหน่งรองประธานการกลุ่มเกษตรฯ มีส่วนร่วมในด้านการบริหารจัดการเงินของกลุ่มทั้งรายรับและรายจ่าย จึงเห็นสมควรให้มีการสลับตำแหน่งกับนายวิรัตน์ บรรดาศักดิ์ ตำแหน่งเหรัญญิกกลุ่มเกษตรฯ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงใคร่ขอมติจากสมาชิกในที่ประชุม ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ได้รับรองการสลับตำแหน่งครั้งนี้


3. การจัดการผลกำไร
การจัดตั้งกลุ่มเกษตรฯ เพื่อผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ได้ขับเคลื่อนมาเป็นการผลิตเพื่อการจำหน่าย ภายใต้ชื่อ “ทวีผล” โดยใช้เงินลงทุนจากสมาชิกกลุ่มในรูปแบบการระดมหุ้นมาใช้ในการผลิตปุ๋ย ซึ่งการบริหารจัดการต่างๆ ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 6 เดือน และเนื่องจากกลุ่มได้จัดให้มีการปันผลในสิ้นปี ดังนั้นต้องมีการร่วมกันพิจารณาจัดการกับผลกำไรที่กลุ่มได้รับ เพื่อปันเงินจำนวนหนึ่งออกมาเป็นเงินปันผลสำหรับสมาชิกผู้ถือหุ้น โดยมีข้อเสนอ (เบื้องต้น) ดังนี้
- ร้อยละ 50 ของเงินกำไรทั้งหมด เป็นกองทุนหมุนเวียนประจำกลุ่มเกษตรฯ
- ร้อยละ 40 ของเงินกำไรทั้งหมด เป็นเงินปันผลแก่สมาชิกผู้ถือหุ้น
- ร้อยละ 10 ของเงินกำไรทั้งหมด เป็นส่วนลดจากการสั่งซื้อปุ๋ยครั้งต่อไปหลังจากมีการปันผลเรียบร้อยแล้ว (ร้อยละ 10 ของราคาปุ๋ยในรอบปีที่ผ่านมา)
เนื่องจากการประชุมครั้งนี้มีสมาชิกผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม น้อยกว่าร้อยละ 50 ข้อเสนอข้างต้นจึงยังไม่สามารถเป็นมติในที่ประชุมได้ โดยจะนำไปเป็นข้อเสนอเพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป (ครั้งที่ 4) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม 2556 ณ ห้องประชุม องค์กรบริหารส่วนตำบลหนองกระทุ่ม เวลา 10.30-12.30 น.

ค่าใช้จ่าย : 9,000

ค่าใช้จ่าย : 9,000
จำนวนผู้รับบริการ : 27
ปัญหาอุปสรรค : เกษตรกรผู้เป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรฯ มีความสนใจนำไปปุ๋ยหมักไปใช้ค่อนข้างน้อย ทำให้การหมุนเวียนเงินซื้อขายปุ๋ยภายในกลุ่มมีน้อย การขับเคลื่อนจึงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
แนวทางแก้ไข : กระตุ้นให้สมาชิกเล็งเห็นประโยชน์จากการใช้ปุ๋ยหมัก โดยนำงานวิจัยในพื้นที่ (แปลงทดลอง) มาอธิบาย รวมทั้งให้เกษตรกรที่ได้นำปุ๋ยไปใช้ มาเล่าประสบการณ์ และผลดีที่ได้จากการใช้ปุ๋ยหมัก
ไฟล์แนบกิจกรรม :
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 3 [IG=709]   วันที่รายงาน  [8/7/2556]
รายงานนี้เป็นรายงานการประชุม ครั้งที่ 3 (ต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2555)
รายงานผลประกอบการ การจัดการกลุ่มเกษตรฯ และการจัดการผลกำไรที่ได้จากการจำหน่ายปุ๋ยหมัก ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 27 คน (เอกสารแนบ 1) โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. ผลประกอบการ
1.1 บทบาทหน้าที่การทำงานของคณะกรรมการ
นายทวี รุ่งสว่าง (หัวหน้ากลุ่มเกษตรฯ) ได้กล่าวสรุปรายละเอียดบทบาทหน้าที่ของการทำงานที่ผ่านมา โดยมุ่งให้สมาชิกในกลุ่ม เห็นประโยชน์จากกระบวนการรวมกลุ่ม และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง ระบบกองเติมอากาศ รวมถึงผลิตภัณฑ์ (ปุ๋ยหมัก) ของกลุ่มไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
1.2 รายรับ-รายจ่าย
นางสาวอรณัท ปฐพีจารัสวงศ์ (คณะทางาน มจธ.) ได้นำเสนอรายรับ-รายจ่าย การผลิตและการจำหน่ายปุ๋ยหมักที่ผลิตโดยกลุ่มเกษตรฯ ดังนี้

1. สมาชิกร่วมลงหุ้นทั้งสิ้น 906 หุ้น เป็นเงิน 9,060 บาท
2. มจธ. สารองเงินทุนให้กลุ่ม เป็นเงิน 5,000 บาท
3. ผลิตปุ๋ย ครั้งที่ 1 เป็นเงิน 10,433 บาท
4. จำหน่ายปุ๋ย 3,000 กิโลกรัม เป็นเงิน 15,000 บาท
5. ผลิตปุ๋ย ครั้งที่ 2 เป็นเงิน 10,433 บาท
6. จำหน่ายปุ๋ย 2,000 กิโลกรัม เป็นเงิน 10,000 บาท (ยังไม่จำหน่าย 1,000 กิโลกรัม)
7. ผลิตปุ๋ย ครั้งที่ 3 เป็นเงิน 10,433 บาท
รวมรายรับ 39,063 บาท
รวมรายจ่าย 31,299 บาท
คงเหลือ (กำไร) 7,764 บาท (ยังไม่จำหน่ายปุ๋ยอีก 1,000 กิโลกรัม เป็นเงิน 5,000 บาท)
1.3 การผลิตพืชกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN)
นางวาสนา มานิช (คณะทางาน มจธ.) แนะนำการเตรียมตัวของเกษตรกรไทยเพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะเริ่มขึ้นในปี 2558 ที่จะถึงนี้ โดยกล่าวถามว่าเกษตรกรมีการเตรียมตัวอย่างไร หากปัจจุบันผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น พยามยามเลือกบริโภคสินค้าที่ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ได้มาจากภาคการเกษตร ต้องปลอดภัยหรือไร้สารเคมี (พืชผักอินทรีย์) ซึ่งผู้เกษตรกรต้องพยายามผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน เนื่องจากจะมีการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ดังนั้นเกษตรกรควรมีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยการปรับเปลี่ยนหรือลดการใช้ปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืช ในการนี้สมาชิกมีความสนใจและมีความคิดที่จะเริ่มปลูกพืชอินทรีย์มากขึ้น ทำให้มียอดกระสั่งซื้อปุ๋ยเพิ่มขึ้น ดังนี้
1.นิตยา 100 กก.(ข้าวโพดฝักอ่อน)
2.จริง ปิ่นเที่ยง 500 กก.(นาข้าว)
3.ป้านาค 100 กก.(มะละกอ)
4.สุนิสา 200 กก.(ข้าวโพดฝักอ่อน)
5.ลุงจรูญ 100 กก. (พืชผักกินใบ)
6.พิศาล 100 กก. (ไม้กระถาง)
หมายเหตุ : ชาระเงินค่าปุ๋ยภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2556 (การประชุมกลุ่มเกษตรฯ ครั้งที่ 4)

3. การจัดการผลกำไร
การจัดตั้งกลุ่มเกษตรฯ เพื่อผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ได้ขับเคลื่อนมาเป็นการผลิตเพื่อการจำหน่าย ภายใต้ชื่อ “ทวีผล” โดยใช้เงินลงทุนจากสมาชิกกลุ่มในรูปแบบการระดมหุ้นมาใช้ในการผลิตปุ๋ย ซึ่งการบริหารจัดการต่างๆ ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 6 เดือน และเนื่องจากกลุ่มได้จัดให้มีการปันผลในสิ้นปี ดังนั้นต้องมีการร่วมกันพิจารณาจัดการกับผลกำไรที่กลุ่มได้รับ เพื่อปันเงินจานวนหนึ่งออกมาเป็นเงินปันผลสาหรับสมาชิกผู้ถือหุ้น โดยมีข้อเสนอ (เบื้องต้น) ดังนี้
- ร้อยละ 50 ของเงินกาไรทั้งหมด เป็นกองทุนหมุนเวียนประจากลุ่มเกษตรฯ
- ร้อยละ 40 ของเงินกาไรทั้งหมด เป็นเงินปันผลแก่สมาชิกผู้ถือหุ้น
- ร้อยละ 10 ของเงินกาไรทั้งหมด เป็นส่วนลดจากการสั่งซื้อปุ๋ยครั้งต่อไปหลังจากมีการปันผลเรียบร้อยแล้ว (ร้อยละ 10 ของราคาปุ๋ยในรอบปีที่ผ่านมา)
เนื่องจากการประชุมครั้งนี้มีสมาชิกผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม น้อยกว่าร้อยละ 50 ข้อเสนอข้างต้นจึงยังไม่สามารถเป็นมติในที่ประชุมได้ โดยจะนำไปเป็นข้อเสนอเพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป (ครั้งที่ 4) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม 2556 ณ ห้องประชุม องค์กรบริหารส่วนตำบลหนองกระทุ่ม เวลา 10.30-12.30 น.
ค่าใช้จ่าย : 8,000
จำนวนผู้รับบริการ : 25
ปัญหาอุปสรรค : สมาชิกกลุ่มมาร่วมประชุมน้อย (จากจำนวนสมาชิกทั้งหมดของกลุ่ม) ทำให้การตัดสินใจหรือมติในที่ประชุมไม่ชัดเจน การประชุมครั้งนี้จึงเป็นการชี้แจงรายละเอียดการทำงานของกลุ่ม รายรับ-รายจ่าย แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปของการจัดสรรผลกำไร
แนวทางแก้ไข : จัดอบรมซ้ำอีกครั้ง เพื่อหาข้อสรุปหรือมติในที่ประชุมให้ชัดเจน และชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมให้สมาชิกได้รับฟัง
ไฟล์แนบกิจกรรม : 2013781148221.pdf
รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 4 [IG=835]   วันที่รายงาน  [8/10/2556]
แผนการดำเินินงานช่วงขยายเวลาปี 2556ค่าใช้จ่าย :
จำนวนผู้รับบริการ : 0
ปัญหาอุปสรรค : -
แนวทางแก้ไข : -
ไฟล์แนบกิจกรรม : 20131081127441.pdf

ส่งข้อความถึง chirapann@yahoo.com ผู้รับผิดชอบโครงการ

ข้อความ

 

Template by OS Templates