นายเอกพงศ์  มุสิกะเจริญ
เทคโนโลยีการปลูกผักอินทรีย์ในระบบโรงเรือน    
เขียนโดย : นายเอกพงศ์  มุสิกะเจริญ
  • Currently 2.3/5 Stars.
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5

Rated 2.3/5 stars (155 votes cast)


ก.วิทย์ฯ โดย สวทช. และอีกหลายหน่วยงาน ได้นำองค์ความรู้การปลูปผักอินทรีย์ในระบบโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง

      ในการปลูกพืช โดยทั่วไปกิจกรรมหลักที่เกษตรกรใส่ใจได้แก่ การพรวนดิน รดน้ำ ใส่ปุ๋ย และฉีดพ่นยาฆ่าแมลง ส่วนเรื่องแสงสว่างไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก ยกเว้นพืชบางชนิดเช่น กล้วยไม้ เป็นต้น ทั้งที่แสงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโต และกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช

การใช้แสงของพืช

      ทราบกันดีว่า ในแสงแดดประกอบด้วยรังสีในช่วงต่างๆ เช่น แสงสีขาวที่ตามองเห็น รังสีอินฟราเรด รังสีอัลตราไวโอเล็ต เป็นต้น แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า การสังเคราะห์แสงในพืชส่วนใหญ่เกิดจากการกระตุ้นของแสงสว่างเพียง บางช่วงความยาวคลื่น ที่ดวงตามนุษย์มองเห็นเท่านั้น
แสงสีขาวที่ตามนุษย์มองเห็น เป็นแสงที่มีช่วงความยาวคลื่นระหว่าง 400-800 นาโนเมตร ขณะที่พืชสามารถดูดกลืนแสงได้มากเป็นพิเศษที่ 2 ช่วงความยาวคลื่นคือ แสงช่วงความยาวคลื่นระหว่าง 400-500 นาโนเมตร ซึ่งประกอบด้วยแสงสีม่วง สีน้ำเงิน และสีเขียว กับแสงสีแดงที่มีความยาวช่วงคลื่นระหว่าง 600-800 นาโนเมตร โดยแสงสีแดงเป็นแสงที่พืชสามารถดูดกลืนไว้ได้มากที่สุด และมีอิทธิพลต่อการออกดอกของพืชด้วย ทั้งนี้พืชแต่ละชนิดและสายพันธุ์จะตอบสนองต่อช่วงความยาวคลื่นแสงแตกต่างกัน
สำหรับรังสีอัลตราไวโอเล็ตหรือรังสียูวี เป็นรังสีที่มีความยาวคลื่นน้อยกว่า 400 นาโนเมตร ซึ่งพืชไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้แต่อย่างใด ส่วนรังสีอินฟราเรด หรือรังสีความร้อนเป็นรังสีมีความยาวคลื่นมากกว่า 700 นาโนเมตร พืชสามารถดูดกลืนรังสีอินฟราเรดที่มีความยาวคลื่นใกล้ 700-800 นาโนเมตรและนำไปใช้ประโยชน์ได้เล็กน้อย


การใช้ฟิล์มพลาสติกทางการเกษตร
การใช้ฟิล์มพลาสติกเป็นวัสดุคลุมโรงเรือนมีมานานแล้วในต่างประเทศ มีข้อมูลระบุว่า การทดลองใช้ฟิล์มพลาสติกโพลิเอทิลีนเป็นวัสดุคลุมโรงเรือนเริ่มมีขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1948 โดยศาสตราจารย์อีเมอร์รี ไมเยอร์ส เอ็มเมอร์ต (Emery Myers Emmert) จากมหาวิทยาลัยแห่งเคนตัคกี้ (University of Kentucky) สหรัฐอเมริกา เป็นคนแรกที่ทดลองนำฟิล์มพลาสติกมาคลุมโรงเรือนแทนการใช้แผ่นกระจก เนื่องจากฟิล์มพลาสติกมีราคาถูกกว่ากระจกมาก
เมื่อนำฟิล์มพลาสติกสำหรับคลุมโรงเรือนมาผนวกรวมกับความรู้เรื่องผลกระทบของแสงที่มีต่อพืช จึงทำให้เกิดการวิจัยและพัฒนาฟิล์มพลาสติกที่มีสมบัติคัดกรองแสง โดยผสมหรือพ่นเคลือบสารบางชนิดลงบนเนื้อฟิล์มเพื่อให้มีสมบัติดูดซับ หรือสะท้อนแสงอาทิตย์บางช่วงความยาวคลื่นตามต้องการได้ ซึ่งฟิล์มพลาสติกที่มีสมบัติลักษณะนี้เรียกว่า ฟิล์มคัดกรองช่วงแสง (wavelength selective film) หรือฟิล์มคัดกรองแสงทางเกษตร (photoselective agricultural film) โดยฟิล์มประเภทนี้มีรูปแบบการใช้งาน 2 ลักษณะคือ ใช้เป็นวัสดุคลุมโรงเรือน หรือใช้คลุมหน้าดิน และด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ปัจจุบันฟิล์มคัดกรองแสงบางชนิดถูกพัฒนาจนสามารถดูดกลืนแสงบางช่วงไว้ และปรับเปลี่ยนเป็นแสงอีกช่วงความยาวคลื่นได้ด้วย เช่น ดูดซับแสงยูวีซึ่งไม่เป็นประโยชน์ไว้ และปรับเป็นแสงสีแดงซึ่งเป็นประโยชน์กับพืชมากกว่า เป็นต้น

ฟิล์มคัดกรองแสงทางเกษตรของไทย
ดร.จิตติ์พร เครือเนตร และทีมวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือเอ็มเทค (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(พว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร และมูลนิธิโครงการหลวง พัฒนาเทคโนโลยีฟิล์มคัดกรองแสงทางเกษตรชื่อ ฟิล์มโพลีเทคพลาสติก (Poly Tech Plastic) ขึ้น
ทีมวิจัยฯ พัฒนาฟิล์มโพลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ (low density polyethylene, LDPE) ที่สามารถคัดกรองแสงในช่วงความยาวคลื่นที่เหมาะสม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์เชิงเกษตรกรรม ฟิล์มพลาสติกชนิดนี้มีลักษณะค่อนข้างใส มีความยืดหยุ่นสูง ขึ้นรูปได้ง่าย สามารถลดการผ่านของรังสีอินฟราเรดได้ระดับหนึ่ง และที่สำคัญคือ ฟิล์มชนิดนี้มีราคาถูก ทีมวิจัยทดลองใช้สารไทเทเนียมไดออกไซด์ (titanium dioxide) ซึ่งสามารถป้องกันรังสียูวีได้ดี ร่วมกับสารโลหะออกไซด์ที่สามารถลดการผ่านของรังสีอินฟราเรด มาผสมกับสารเคมีบางชนิดเพื่อใช้เป็นสารเติมแต่งในเนื้อฟิล์มพลาสติก
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ฟิล์มโพลีเทคพลาสติก แผ่นฟิล์มพลาสติกใสที่สามารถยอมให้แสงในช่วงที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชผลทางการเกษตรส่องผ่านประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถกรองรังสีอัลตราไวโอเล็ต และรังสีอินฟราเรดออกได้บางส่วน อีกทั้งมีราคาถูกกว่าฟิล์มคัดกรองแสงจากต่างประเทศถึง 4 เท่า
ฟิล์มโพลีเทคพลาสติก มีสมบัติดังนี้

1. สามารถลดความร้อนในโรงเรือนได้ถึง 3 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับโรงเรือนที่คลุมด้วยพลาสติกที่มีขายทั่วไป และเป็นจุดเด่นของฟิล์มโพลีเทคพลาสติก เนื่องจากอุณหภูมิในโรงเรือนที่ต่ำกว่าจะมีผลให้พืชคายน้ำน้อยกว่า และไม่เหี่ยวเฉาง่าย
2. สามารถลดการส่องผ่านของรังสียูวี โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสียูวีบี (UVB) ซึ่งเป็นอันตรายกับพืช
3. สามารถกระจายแสงให้ครอบคลุมทั่วทุกจุดในโรงเรือน ทำให้พืชในโรงเรือนได้รับแสงสว่างอย่างทั่วถึง ส่งผลให้พืชสังเคราะห์แสงได้มากขึ้น และเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
4. สามารถควบคุมสัดส่วนของรังสีในช่วงที่เหมาะสมให้สามารถส่องผ่านเข้าไปในโรงเรือนได้มากเพียงพอต่อความต้องการของพืชผล สมบัติของฟิล์มข้อนี้ให้ผล 2 อย่าง คือ
1).ช่วยลดการเข้าทำลายจากแมลงศัตรูพืช เช่น แมลงวันทอง ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคพืชที่อาศัยช่วงรังสี (ที่ถูกกรองออก) ในการแพร่กระจาย ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า แมลงศัตรูพืชหลายชนิดมีความไวต่อรังสียูวี หรือพูดง่ายๆ คือ อาศัยรังสียูวีในการมองเห็น แบบเดียวกับที่มนุษย์อาศัยแสงสว่างในการมองเห็น (ตามนุษย์ไม่สามารถเห็นรังสียูวี และรังสีอินฟราเรด) ดังนั้นในโรงเรือนที่คลุมด้วยฟิล์มพลาสติกคัดกรองแสงที่มีสมบัติกรองรังสียูวี สายตาของแมลงจะมองเห็นสภาพแสงในโรงเรือนมีลักษณะค่อนข้างมืด (ขณะที่มนุษย์จะเห็นสภาพภายในโรงเรือนสว่าง) ซึ่งส่งผลให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยหรือแพร่พันธุ์ของแมลง ดังนั้นแมลงจะถูกจำกัดปริมาณ หรือพยายามออกจากโรงเรือน เช่นเดียวกันกับในกรณีการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคพืช

ข้อคิดเห็น 1.

ข้อมูลเทคโนโลยีการปลูกผักอินทรีย์ด้วยโรงเรือนพลาสติกคัดกรองแสง นำเสนอในการประชุม ที่ จ.นครพนม ในวันที่ 23 ธ.ค. 58 โดย ผอ.ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สวทช.

   [วันที่ : 28/12/2558]

ข้อคิดเห็น 2.

ข้อมูลบริษัทที่ผลิตพลาสติกโรงเรือน บริษัทวันดี พาณิชย์ (อาจารย์ม.อุบลฯ แนะนำ) อยู่แถวสุขุมวิท กทม. คุณปนัดดา (ฝ่ายการตลาด) เบอร์โทร 02- 314-3066 แฟ๊กซ์ 02 319 9474 ค่ะ ข้อมูลจากพี่กัลยารัตน์/พว.

   [วันที่ : 4/1/2559]

ข้อคิดเห็น 3.

โปรชัวร์เทคโนโลยีโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง โดย สวทช.

   [วันที่ : 30/10/2559]

ข้อคิดเห็น 4.

แบบแปลนล่าสุดของโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง ที่ปรับจากโรงเรือนของพ่อปิยะทัศน์ ฯ ให้เหมาะสมต่อการรับแสงและความแข็งแรงเพิ่มขึ้น เป็นแบบแปลนที่วิศวกรปรับให้สามารถใช้พลาสติกขนาด หน้ากว้าง 4 เมตรได้ทั้งหลัง เนื่องจากปกติแบบเดิมต้องใช้พลาสติก จำนวน 2 ขนาด คือหน้ากว้าง 6 เมตร และ 4 เมตร ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย และเพื่อแก้ปัญหาเดิมที่ต้องสั่งพลาสติกมา 2 ม้วน (ขนาดละม้วน) โดยเวลาดูแบบแปลนขอให้ใช้ควบคู่กับแบบแปลนเดิม ซึ่งแบบแปลนใหม่นั้นได้ปรับเฉพาะในส่วนของจั่วด้านบน

คลิกดูภาพใหญ่

คำถาม :  หากมีพื้นที่จำกัด จะสามารถลดขนาของโรงเรือนได้หรือไม่ 

คำตอบ : ทางวิศวกร เคยให้คำแนะนำว่าสามารถลดให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ได้เฉพาะความยาวเท่านั้นค่ะ จึงจะไม่มีผล แต่ไม่ควรปรับลดระดับความสูงและความกว้างของโรงเรือนค่ะ

   [วันที่ : 9/11/2559]

ข้อคิดเห็น 5.

ราคาค่าก่อสร้างโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง ขนาด  6*24 เมตร พร้อมโต๊ะปลูก

   [วันที่ : 14/12/2559]

ข้อคิดเห็น 6.

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2559
#อบตโนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี

#ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเกษตรและชุมชน #ฝ่ายพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชน สถาบันการจัดการเทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตร (สท.) และพันธมิตร งานพัฒนากำลังคนด้านวัสดุสู่ชุมชน เอ็มเทค ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมกลุมปลูกผักปลอดภัย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการขยายผลเทคโนโลยีโรงเรือนปลูกผักพลาสติกคัดเลือกแสงไปเมื่อปีที่แล้ว ประมาณช่วงเดือนมิถุนายน 2559 โดยได้รับการสนับสนุนจากคลีนิกเทคโนโลยี ม.ราชภัฎอุดรธานี และเกษตรกรเครือข่ายจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลโนนกลาง ปิยะทัศน์ ทัศนิยม

จากการพูดคุยกับแม่กนกพร เล็งไธสงค์ เจ้าของโรงเรือนปลูกผัก เมื่อเปรียบเทียบระหว่างในกับนอกโรงเรือน พบว่า หน้าร้อนดินข้างในโรงเรือนมีความชื้นมากกว่าภายนอกโรงเรือน ภายในโรงเรือนอากาศจะเย็นกว่า ตั้งแต่สร้างโรงเรือนมาได้ปลูกผักไปทั้งหมด 3 รอบแล้ว แต่เนื่องจากเดิมพื้นที่ที่สร้างโรงเรือนเป็นพื้นที่ที่ต่ำ มีน้ำขัง จึงมีการถมดินให้สูงขึ้น ซึ่งดินที่นำมาถมนั้นพบว่า เป็นดินเหนียว ทำให้ผักที่ปลูกไม่โต ไม่งามเท่าที่ควร โดยจะต้องหาวิธีปรับปรุงดินต่อไป ปัจจุบันผักที่ปลูกยังเป็นผักทั่วไป เช่น ผักบุ้ง คื่นฉ่าย สลัด หอมป้อม บล็อคโคลี่ กระจ้อน พริก สำหรับผลผลิตที่ได้นั้นจะขายในชุมชน และตลาดโนนสูง

สำหรับการเพาะกล้านั้น แบ่งเป็น 2 แบบตามประเภทผักคือ ถ้าเป็นผักสลัดจะเพาะกล้าในถาดก่อนย้ายกล้าปลูกลงแปลง ส่วนผักอื่นๆ นั้นจะหว่านลงในแปลงเลย 

   [วันที่ : 25/1/2560]

ข้อคิดเห็น 7.

วันที่ 23 มกราคม 2560

#กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลโนนกลาง #บ้านหนองมัง ต.โนนกลาง อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี

สวทช. โดยฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเกษตรและชุมชน สถาบันจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร ได้จัดเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างเครือข่ายที่มีความเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการกระตุ้น และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จึงจัดให้มีกิจกรรมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายพันธมิตรที่ประสบความสำเร็จ เรื่อง “การปลูกผักในระบบโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสงและการบริหารจัดการแบบครบวงจร” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่งานวิจัยและเทคโนโลยีของ สวทช. ให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์จริง พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจให้แก่กลุ่มผู้สนใจก่อนตัดสินใจลงทุนในด้านของธุรกิจพลาสติกคลุมโรงเรือนในอนาคต

ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมจากเครือข่ายทั้งหมด 25 คน จากพื้นที่ 4 ชุมชน ได้แก่ เกษตรกรในพื้นที่หมู่บ้านเชียงเพ็ง ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร เกษตรกรในพื้นที่หมู่บ้านน้ำคำแดง ต.เตย อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เกษตรกรในโครงการการพัฒนาทักษะผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ อ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์ และกลุ่มทายาทเกษตร บ้านนาหวาย อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร

โดยได้รับการถ่ายทอดจากผู้เชี่ยวชาญ นายปิยะทัศน์ ทัศนิยม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลโนนกลาง และคณะ

เริ่มต้นด้วยการเยี่ยมชมสวนผักอินทรีย์ของสมาชิกเครือข่ายเพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ โรงผลิตอินทรียวัตถุปรับปรุงดิน และแนะนำเทคนิคในการปลูกผักและการบริหารจัดการแบบครบวงจร ทั้งการเพาะกล้า การเก็บเกี่ยว การใช้สารชีวภัณฑ์ในการกำกัดศัตรูพืช

   [วันที่ : 26/1/2560]

ข้อคิดเห็น 8.

วันที่ 25 มกราคม 2560

#กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลโนนกลาง #บ้านหนองมัง ต.โนนกลาง อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี

#ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเกษตรและชุมชน #สท.

วันนี้ นางนันทวรรณ ชื่นศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการแบบบูรณาการ โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชนบท กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลโนนกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเกษตรและชุมชน สท. โดยมี นายปิยะทัศน์ ทัศนิยม ประธานกลุ่มฯ และสมาชิกกลุ่มให้การต้อนรับ

ช่วงแรก หัวหน้าผู้ตรวจราชการฯ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมสวนผักอินทรีย์ของ นายสุรทอน-นางสำรอง เหมือนมาต ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สท. ได้แก่ ดิน โรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง บิวเวอเรีย มาบูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีชีวิตชุมชน โดยพี่สุรทอนเล่าว่าพื้นที่ทั้งหมดมี 11 ไร่ ส่วนหนึ่งแบ่งทำสวน 4 ไร่ และปลูกข้าว 7 ไร่ สำหรับพื้นที่นา เมื่อถึงฤดูกาลทำนาก็จะปลูกพืชหลังนา ได้แก่ แตงโม มะเขือเทศ พริก ครอบครัวนายสุรทอนฯ มีโรงเรือนปลูกผักทั้งหมด 4 หลัง สามารถปลูกผักได้ตลอดทั้งปี รายได้แต่ละเดือน ไม่น้อยกว่า 30,000 บาท มีแรงงานหลัก 2 คน คือ ตัวเองและภรรยา มีแรงงานเสริมคือลูกสาว ลูกชาย และยาย ชนิดผักที่ปลูกจะปลูกแบบผสมผสาน ปลูกตามความต้องการของท้องตลาด เน้นผักที่มีมูลค่าสูง มีทั้ง ผักตระกูลสลัด เบบี้แครอท หัวไชเท้า ผักชีไทย ผักชีลาว หอม กระเทียม มะเขือเทศสแน็คสลิม มะเขือเทศสีดำ

ต่อจากนั้นได้มาคุยกันต่อ ที่ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มฯ โดยคุณ Kanlayarat Rattanachitra นักวิชาการอาวุโส สท. ได้เล่าเรื่องราวการทำงานร่วมกันระหว่าง สวทช. กับชุมชนบ้านหนองมัง ให้หัวหน้าผู้ตรวจราชการฯ และคณะทราบ ต่อจากนั้นนายปิยะทัศน์ฯ ได้แนะนำสมาชิกกลุ่ม เล่าเป้าหมายและแนวคิดของกลุ่ม

ต่อด้วยนายสมศักดิ์ พลอยพานิชเจริญ รก.ผอ.ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อสังคม ได้กล่าวเสริมว่า ในด้านการผลิตของกลุ่มฯ มองว่ามีศักยภาพเต็มที่ ใครผลิตได้ก็ขายเอง มีตลาดเฉพาะ แต่หากมีการขยายกำลังผลิตเพิ่มมากขึ้น อาจจะทำให้ประสบปัญหาเรื่องการจัดการด้านการตลาด จึงอยากส่งเสริมให้มีการสร้างนักการตลาดเพื่อวางแผนการตลาดให้กับกลุ่ม และสร้างทายาทเกษตร เพื่อความยั่งยืนของกลุ่ม

สุดท้าย หัวหน้าผู้ตรวจราชการฯ และคณะ ได้ไปเยี่ยมชมสวนของเครือข่ายราชธานีอโศก ที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงเรือนพลาสติกปลูกผักไปปรับใช้ในกลุ่ม โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่ ปลูกผัก 8-9 ไร่ พืชที่ปลูก มีทั้งพืชอายุสั้นและพืชยืนต้น ได้แก่ มะละกอ บล็อคโคลี่ ชายา(คะน้าแม็คซิโก) พริก และยังมีโรงเพาะจุลินทรีย์ ทำน้ำหมักใช้เองด้วย

   [วันที่ : 26/1/2560]

ข้อคิดเห็น 9.

มาใหม่ครับสำหรับนายละเียดโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง โดย สถาบันจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษดร สวทช.

   [วันที่ : 23/2/2560]

ข้อคิดเห็น 10.

การผลิตปุ๋ยไส้เดือนจากขยะอินทรีย์ ได้ประโยชน์หลานทาง ทั้งการจัดการขยะเปียกจากต้นทาง การได้ปุ๋ยชั้นเลิศ แล้วทำไมเราไม่ลงมือทำกันหละครับ

   [วันที่ : 23/2/2560]

ข้อคิดเห็น 11.

การคัดเลือกพันธุ์และการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักไว้ใช้เอง by อ.ฉันทนา วิชรัตน์

รู้หรือไม่
ประเทศไทย ผลิตเมล็ดพันธุ์ อันดับ 8 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและจีน
เมล็ดพันธุ์ที่แพงที่สุดคือ มะเขือเทศ ตระกูลเชอรี่
การเลือกพันธุ์อยู่ที่ปัจจัยของมุมมองผู้ปลูก/เกษตรกร
เกษตรอินทรีย์อิงกับธรรมชาติ การคัดเลือกพืชมาเป็นพันธุ์ในระบบอินทรีย์ ควรเลือกเอาพืชที่มีอยู่ในท้องถิ่น ที่ธรรมชาติได้ช่วยจัดการไปแล้ว เพราะจะทนทั้งสภาพอากาศ และแมลงศัตรูพืช

เมล็ดพันธุ์มี 2 ประเภทคือ
1. แบบลูกผสม หรือ F1-hybrid จะเกี่ยวกับเรื่องของยีนส์ที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม การทำงานของยีนส์จะทำให้สิ่งที่มองเห็นแตกต่างกัน ได้จากการจับคู่พันธุ์พืชที่ใช่ โดยนักปรับปรุงพันธ์ พลัง hybrid จะเกิดขึ้นเมื่อพลังทางพันธุกรรมเยอะ
2. แบบผสมเปิด หรือ OP

การทำเมล็ด OP ให้สำรวจพืชรอบๆ ตัว ปลูกในพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมือนๆ กัน ปลูก 1 ต้นต่อ 1 หลุม ปลูกประมาณ 100-200 หลุม เข้าไปดูเป็นช่วงๆ ตั้งแต่เริ่มงอก ต้นไหนไม่งอกให้ดึงทิ้ง ช่วงเป็นต้นกล้า สีของต้นกล้าถ้าต่างกับพันธุ์ที่ใช่ให้ถอนทิ้ง ช่วงออกดอก สมมติถ้า 45 วันต้องออกดอก ต้นไหนไม่ออกดอกให้ถอนทิ้ง และถ้าจริงๆ ดอกต้องเป็นสีขาว แต่เกิดเป็นสีอื่นก็คัดทิ้ง และถ้าเป็นถั่ว ปกจิฝักยาวประมาณ 5 นิ้ว ถ้าสั้นกว่าคัดทิ้ง ทำแบบนี้ทีละต้น เอาพันธุ์ที่ได้ไปปลูกต่อ

รอบ 2 ทำซ้ำเหมือบรอบแรก ซึ่งในรอบนี้จะมีลักษณะที่เหมือนกันเพิ่มขึ้น แต่รอบนี้ต้องครอบดอกด้วย ครอบเฉพาะดอกที่จะเก็บพันธุ์ ครอบตั้งแต่ดอกดูมจนกระทั่งดอกบาน เพื่อไม่ให้เกิดการผสมกับเกสรที่ปลิวมาจากที่อื่น ป้องกันไม่ให้เกิดการผสมข้ามสายพันธุ์

   [วันที่ : 24/2/2560]

ข้อคิดเห็น 12.

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์โนนกลาง ได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายจำนวน 10 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่
1) ชมรมคนรักในหลวง
2) ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเกษตรและชุมชน สถาบันการจัดการเทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช.
3) สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 กรมวิชาการเกษตร
4) สำนักงานพัฒนาที่ดินอุบลราชธานี
5) โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
6) ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสำโรง จ.อุบลราชธานี
7) เลมอนฟาร์ม พี.จี.เอส. ออร์แกนิค
8) เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย
9) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ
10) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดโครงการ ประชารัฐภักดีเกษตรอินทรีย์ตามรอยพ่อ ขึ้น  ณ ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์โนนกลาง อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชน เกษตรกรและผู้สนใจได้ร่วมเรียนรู้ และตระหนักถึงความสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์ ตลอดถึงห่วงโซ่ของระบบอินทรีย์เพื่อให้มีการผลิตและบริโภคมากยิ่งขึ้น

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มี 3 รูปแบบคือ
1) การจัดนิทรรศการ
2) การเสวนาในหัวข้อ สะเต็มศึกษากับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ และ
3) ฐานศึกษาดูงาน
การจัดนิทรรศการ มีทั้งหมด 4 ฐานการเรียนรู้ด้วยกันคือ
ฐานที่ 1 โรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง จัดโดย ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเกษตรและชุมชน สถาบันการจัดการเทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช.
ฐานที่ 2 เทคโนโลยีชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอย จัดโดย สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 อุบลราชธานี
ฐานที่ 3 การปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์ พ.ด. จัดโดย สถานีพัฒนาที่ดินอุบลราชธานี
ฐานที่ 4 การเพาะเห็ดนางฟ้าในโอ่ง จัดโดย โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
การเสวนาหัวข้อ สะเต็มศึกษากับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนาทั้งหมด 5 ท่าน เริ่มต้นด้วยคุณกัลยารัตน์ รัตนะจิตร นักวิชาการอาวุโส สวทช. ได้แนะนำภาระกิจหลักของ สวทช. ต่อจากนั้นได้ให้ความหมายของสะเต็มศึกษาว่า Science เป็นกระบวนการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ Technology เป็นเครื่องมืออุปกรณ์ที่นำมาใช้ในกระบวนการเรียนรู้ Engineering เป็นทักษะทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ในด้านของการออกแบบ คิดวิเคราะห์ และ Mathimatics เป็นการคำนวณ การวิเคราะห์เชิงตัวเลข และได้เล่าถึงตัวอย่างการทำงานที่เชื่อมโยงกับสะเต็มศึกษา รวมทั้งยังบอกว่า อ.ชาญชัย ลิมปิยากร เคยกล่าวไว้ว่า การทำงานชนบทคงหนีไม่พ้น Cultural คือวัฒนธรรมและภูมิปัญญา
คุณปิยะทัศน์ ทัศนิยม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์โนนกลาง ได้กล่าวว่า การทำเกษตรอินทรีย์เชิงภูมิปัญญาเกิดปัญหาและอุปสรรคมากมาย มีทั้งปัญหาสภาพแวดล้อม การแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และปัญหาการค้า การตลาด รวมถึงนโยบายที่ขัดแย้งของภาครัฐ แต่หลังจากที่ตนได้เรียนรู้สะเต็มศึกษาจาก อ.ชาญชัยฯ และสวทช. จึงได้นำเอาสะเต็มศึกษามาช่วยคิดวิเคราะห์หาสาเหตุและแนวทางแก้ไขปรับปรุง จะอาศัยจากตำราอย่างเดียวไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ผักสลัดปกติ 20-25 วันเก็บ แต่ในตำราบอก 40-45 วัน ความเป็นจริงมันไม่ได้ ผักสลัดแก่จะให้รสขม
คุณแขละดา จิตตะปัญญา เลมอนฟาร์ม ได้พูดถึงเป้าหมายขององค์กรว่า เลมอนฟาร์มมีแนวคิดว่าอาหารที่ดีควรเริ่มต้นจากแปลงที่ดี โดยเลมอนฟาร์มได้เริ่มเข้ามาทำงานร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์โนนกลาง เมื่อปี 2552-2553 ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานเพื่อผลิตอาหารอินทรีย์ รูปแบบการทำงานคือเข้ามาวางแผนการผลิตร่วมกันและสนับสนุนให้เกษตรกรอยู่ได้ พืชที่รับไปหลักๆ คือ ข้าวและพืชหลังนา ได้แก่ หอม กระเทียม และแตงโม
คุณพเยาว์ พรหมพันธ์ใจ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 กรมวิชาการเกษตร ได้เล่าถึงบทบาทขององค์กรว่า ส่วนใหญ่จะเน้นเทคโนโลยีการผลิตพืช ดิน อารักขาโรคพืช พันธุ์พืช ปุ๋ยชีวภาพ และมาตรฐานตรวจรับรอง ทำอย่างไรให้พืชขายได้ โดยจะนำองค์ความรู้งานวิจัยที่มาจากกรมฯ นำมาขยายสู่เกษตรกร
คุณบุญสม กุมพล ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอุบลราชธานี กรมพัฒนาที่ดิน ได้กล่าวว่า การทำเกษตรสิ่งแรกที่ควรศึกษาคือ ดิน โดยน้ำและปุ๋ยเป็นองค์ประกอบ ภาระกิจของหน่วยงานคือ แนะนำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี ให้ใช้ปุ๋ยพืชสดแทน ประโยชน์ที่ได้นอกจากเป็นปุ๋ยแล้วยังช่วยปรับโครงสร้างดินด้วย ส่งเสริมให้เกษตรกรทำปุ๋ยใช้กันเองโดยมีจุลินทรีย์ชีวภาพ พด. 1 ไปช่วยเร่งการย่อยสลายเศษพืช และแนะนำว่าเกษตรกรควรตรวจวิเคราะห์ดินทุกปี เพราะคุณสมบัติของดินทั้งทางด้านเคมีและกายภาพจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามชนิดพืชที่ปลูก ประเภทปุ๋ยที่ใช้ และปริมาณปุ๋ยที่ใส่
ช่วงสุดท้าย คุณกัลยารัตน์ฯ ได้แนะนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีเด่นที่ได้ถ่ายทอดไปแล้ว คือโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสงและการบริหารจัดการการปลูก คุณปิยะทัศน์ฯ บอกว่าความรู้สำคัญกับทุกคน แต่ต้องรู้จักวิเคราะห์และสังเคราะห์แล้วมันจะเป็นปัญญา คุณแขละดาฯ กล่าวว่า การตลาดคือการขาย สิ่งแรกต้องเลือกพื้นที่ก่อนว่าจะขายตรงไหน การทำเกษตรอินทรีย์คือการปลอล็อค ทำชีวิตให้มีอิสระ เลิกเสพยา(คมี) ปลอดภัยต่อตนเอง ตลาดจะมาก็ต่อเมื่อเขามีความมั่นใจหรือเชื่อใจในงานที่เราทำ
ช่วงบ่ายเป็นการนำผู้เข้าร่วมกิจกรรมไปศึกษาดูงานตามฐานต่างๆ มีทั้งหมด 5 จุดคือ
จุดที่ 1 การปลูกมะเขือเทศแบล็คเชอร์รี่ (สีดา) แตงโมฤดูแล้ง และการปลูกพืชผสมผสาน
จุดที่ 2 การปลูกมะเขือเทศสแนคสลิม การเลี้ยงโคเนื้อ และการปลูกพืชผสมผสาน
จุดที่ 3 การปลูกพืชหลังนา ได้แก่ ถั่วเขียว แตงโม และการปลูกพืชผสมผสาน
จุดที่ 4 การปลูกหอมพันธุ์สำลีแดง กระเทียมพื้นบ้าน โรงปุ๋ยน้ำ และปุ๋ยหมัก
จุดที่ 5 การปลูกพืชหลังนา ได้แก่ ปอเทือง ถั่วเขียว และงา

   [วันที่ : 26/2/2560]

ข้อคิดเห็น 13.

เมล็ดพันธุ์เป็นสิ่งจำเป็นต้องเลือกเป็น และพัฒนาการคัดเมล็ดพันธุ์ไปใช้เองเพื่อลดการพึ่งพา รายละเอียดเมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์ ที่ ม.แม่โจ้ผลิตเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรครับ มีบริการส่งครับ ติดต่อที่เบอร์คุณเกต 095-134-3341 หรือ นายธนวัฒน์ และนายอดิศักดิ์ ฝ่ายปรับปรุงและพัฒนาพันธุกรรมพืชและสัตว์ ม.แม่โจ้ 053-498169 ทุกพืชที่แจ้ง เก็บพันธุ์ต่อเองได้ครับ

   [วันที่ : 27/2/2560]

ข้อคิดเห็น 14.

ผักที่ปลูกในโรงเรือนจะเป็นผักที่ผู้บริโภคต้อฃการและมีราคาสูง
1 หอมญี่ปุ่น
2 กระเทียมอเมริกา
3 ปวยเล้ง
4 สลัดกรีนโอ๊ค
5 สลัดเรดโอ๊ค
6 กรีนคอส
7 ้้เบบี้คอส
8 สลัดใบแดง
9 วลัดแกรนด์แรบปิด
10 คื่นฉ่าย
11 ผักชี
12 ผักกาดขาว
13 กวางตุ้งฮ่องเต้
14 คะน้า
15 สลัดเรดคอส
16 แรดิช( หัวสีแดง)
17 บัตเตอร์เฮด( ขายดีมาก)
สรุปที่ควรมีไว้ตลอดผักชี.คื่นฉ่าย.กรีนโอ๊ค.เรดโอ๊ค.บัตเตอร์เฮดครับ
ขอบคุณข้อมูลจากพ่อปิยะทัศน์ 

   [วันที่ : 1/3/2560]

ข้อคิดเห็น 15.

"หนองบัวลำภู กำลังเคลื่อนตามรอยยโสธร- Land of Organic เหมือนกัน"
................................
วันนี้ผมร่วมสัมมนาผู้ประกอบการธุรกิจสินค้าอินทรีย์ ที่ จ.ยโสธร....ท่าน ผู้ว่าฯยโสธร(บุญธรรม เลิศสุขีเกษม) บรรยายถึงเส้นทางยโสธรเมืองเกษตรอินทรีย์ ว่า....
(1).นโยบาย
     -บรรจุหลักสูตรเกษตรอินทรีย์-ป่า-ดิน-น้ำ ในสถานศึกษาช่วงลดเวลาเรียน/เพิ่มเวลารู้
     -ให้เกษตรกรรายใหม่(เยาวชน)เข้าสู่เกษตรอินทรีย์ โครงการคนกล้าคืนถิ่น
     -จัดตั้ง/คัดเลือกหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ เป็นเป้าหมายในการขับเคลื่อน พร้อมให้เป็น KPI ในการพิจารณารางวัล ความดีความชอบ ของผู้นำ/ข้าราชการ ท้องถิ่น
      -รณรงค์การบริโภคอาหารอินทรีย์ในจังหวัด/โรงเรียน/ร้านอาหาร
      -ให้มีร้านอาหารอินทรีย์ประจำจังหวัดและจุดขายที่ กทม.
(2).การใช้มาตรฐานอินทรีย์ของยโสธร มี 3 ขั้น
       -ขั้น 1 : มาตรฐานท้องถิ่น มี 2 มาตรฐานย่อย คือ มาตรฐาน PGS และมาตรฐานอินทรีย์วิถียโสธร
       -ขั้น 2 : มาตรฐานภายในประเทศของกรมวิชาการเกษตร-Organic Thailand
       -ขั้น 3 : มาตรฐานสากล เพื่อการส่งออก IFOAM(EC , USDA)
         ทั้งนี้ ยโสธร มีการขยายพื้นที่อินทรีย์ กว่า 77,000 ไร่ จากเกษตรกร 3,500 ครอบครัว
..........................
ที่มา วิพัฒน์ วงษ์ชารี หนองบัวลำภู

   [วันที่ : 2/3/2560]

ข้อคิดเห็น 16.

ร่วมเรียนรู้สู้เพื่อไทยในวันนี้ รวมน้องพี่ชุมชนคนสยาม
มาสร้างสรรค์สังคมให้งดงาม ทั่วเขตขามเลี้ยงพอเพียงเลี้ยวชีวา
องค์ราชันย์ชี้ทางสว่างให้ พอประมาณของชาวไทยใช่อื่นเค้า
มีเหตุผลคนน้อยใหญ่พากเพียรเอา วัคซีนเราภูมิคุ้มกันนั้นต้องมี
เงื่อนสำคัญเพื่อให้งานทันสำเร็จ องค์ความรู้เบ็ดเสร็จเร่งศึกษา
คุณธรรมนำควบคู่จริยา พัฒนาสังคมไทยให้พอเพียง
ประพันธ์โดย นายปิยทัศน์ ทัศนิยม
 

   [วันที่ : 3/3/2560]

ข้อคิดเห็น 17.

ผลิตภัณฑ์ เอ็น พี วี เพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช (Spod-e Focus)

บทสรุปเทคโนโลยี
เอ็น พี วี (Nuclear Polyhedrosis Virus, NPV) เป็นเชื้อไวรัสชนิดที่ทำให้เกิดโรคกับแมลงที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในจำนวนไวรัสที่มีการค้นพบทั้งหมดใน 8 Family ไวรัสเอ็นพีวีจัดอยู่ในวงศ์ Baculoviridae สกุล Baculovirus พบเกิดโรคกับตัวอ่อนของแมลงในอันดับ Lepidoptera เป็นส่วนใหญ่ไวรัส เอ็น พี วีเป็นเชื้อชีวินทรีย์ที่มีความเจาะจงกับแมลงเป้าหมาย โดยชนิดที่ก่อโรคในหนอนกระทู้หอม (Spodopteraexigua nuclear polyhedrosis virus : SeNPV) ที่พบในประเทศไทยจะมีอนุภาคของไวรัสอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม (multiple embeded) ตั้งแต่ 3 - 5 อนุภาคใน nucleocapsid และ nucleocapsid ถูกห่อหุ้มด้วยผลึกโปรตีนรูปร่างหลายเหลี่ยม เมื่อหนอนกระทู้หอมกินเข้าไปจะทำให้เกิดโรคและตายภายใน 3 – 7 วัน ตัวอย่างพืชเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จในการนำไวรัสชนิดนี้ไปใช้ เช่น องุ่น มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่ง กล้วยไม้ หอมแดง หอมแบ่ง หอมหัวใหญ่ เป็นต้น โดยสามารถใช้ทดแทนสารเคมีได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์

จุดเด่นของเทคโนโลยี
เป็นกระบวนการ ผลิตกึ่งอุตสาหกรรมแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีความพร้อมที่จะขยายขนาดสู่ระดับอุตสาหกรรมได้ปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์ และสภาพแวดล้อม (ไม่มีพิษตกค้างบนพืช) ผลิตภัณฑ์ เอ็น พี วี ที่ผลิตได้นั้นแมลงศัตรูพืชสร้างความต้านทานได้ช้ากว่าสารฆ่าแมลง (ยังไม่พบการดื้อต่อผลิตภัณฑ์ เอ็น พี วี) มีความเฉพาะเจาะจงต่อแมลงศัตรูพืช จึงปลอดภัยต่อแมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงที่มีประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ทดแทนสารเคมีกำจัดแมลงได้ 100 เปอร์เซ็นต์

ที่มา https://www.nstda.or.th/tlo/inside.php?option=view_technology&id=229

“โรงงานต้นแบบผลิตไวรัส NPV เพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช”
ปัจจุบันมีการนำไวรัสเอ็นพีวีมาใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรกันแพร่หลายทั่วโลก เนื่องจากเป็นเชื้อที่ทำลายเฉพาะแมลงเป้าหมาย มีความปลอดภัยต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม และไม่ทิ้งสารพิษตกค้างบนผลผลิต ประเทศไทยก็มีการใช้ไวรัสเอ็นพีวีปราบแมลงศัตรูพืชตัวแสบด้วยเช่นกัน ตอนนี้นักวิจัยไทยยังผลิตเชื้อเอ็นพีวีที่มีประสิทธิภาพดี กำจัดศัตรูพืชได้หลากหลาย ในราคาที่ต่ำลงด้วย
โรงงานต้นแบบผลิตไวรัส เอ็น พี วี เพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช โดย ไบโอเทค / สวทช. ได้พัฒนาการผลิตเชื้อไวรัส เอ็น พี วี ของแมลงศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด มาตั้งแต่ปี 2550 โดยเริ่มจากหนอนกระทู้หอม และหนอนกระทู้ผัก ตามลำดับ ทำให้มีเชื้อไวรัส เอ็น พี วี ของหนอนทั้ง 2 ชนิด เพียงพอสำหรับใช้ในพืชที่พบปัญหาการระบาด เช่น หอมแดง หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง แตงโม พืชตระกูลกะหล่ำ พริก มะเขือเทศ ดาวเรือง เบญจมาศ กุหลาบ กล้วยไม้ ปัจจุบัน โรงงานต้นแบบฯ กำลังวิจัยและพัฒนาการผลิตเชื้อไวรัส เอ็น พี วี ของหนอนเจาะสมอฝ้าย โดยวิจัยในรูปแบบการผลิตอื่นเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำลง และพัฒนาประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเชื้อไวรัสอื่นๆ ที่มีศักยภาพให้นำมาใช้ประโยชน์ได้

ท่านที่ต้องการซื้อเชื้อ NPV ของ สวทช. ติดต่อได้ที่คุณกบ สมฤทธิ์ 0814598763

   [วันที่ : 8/3/2560]

ข้อคิดเห็น 18.

ได้รับคู่มือ แนวทางการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม Participatory Guarantee Systems จากพ่อปิยะทัศน์ แห่งหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง ซึ่งเ็นหมู่บ้านต้นแบบของการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ PGS กับ เลม่อนฟาร์ม

   [วันที่ : 8/3/2560]

ข้อคิดเห็น 19.

เครื่องหมาย Q และ Q ในกรอบหกเหลี่ยม หมายถึงผลิตภัณฑ์นั้นผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่ง
Q = มาตรฐานสมัครใจ
Q ในกรอบหกเหลี่ยม = มาตรฐานบังคับ
และผู้ออกตรารับรองคือ มกอช. ดังนั้น เครื่องหมาย Q จึงรับรองให้กับหลายๆ ข้อกำหนด ขึ้นอยู่กับว่าผู้ผลิต/เกษตรกรร้องขอให้รับรองระบบไหนครับ
ส่ว่นเกษตรอินทรีย์ มกอช. ได้มีหน้าที่ให้การรับรองระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นมาตรฐาน "บังคับ" ดังนั้นรายที่ผ่านการรับรองจึงเป็นตรา Q ในกรอบหกเหลี่ยม

เพิ่มเติม

ประกาศ มกษ.9000 พ.ศ.2552
http://www.icaps.mju.ac.th/goverment/20111128102704_2011_icaps/Doc_25591011145230_972188.pdf

มาตรฐานระบบ ซึ่ง มกอช. เป็นผู้รับรอง
http://www.acfs.go.th/standard/system_standards.php?pageid=6

ข้อกำหนดเรื่องการแสดงตรามาตรฐาน ของ มกอช.
http://www.acfs.go.th/km/download/law_manual_2_2558.pdf 

   [วันที่ : 24/3/2560]

ข้อคิดเห็น 20.

ตย.แผนการผลิตข้าว ผักในระบบอินทรีย์ของกลุ่มพ่อปิยะทัศน์ฯ บ้านหนองมัง อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี

   [วันที่ : 24/3/2560]

ข้อคิดเห็น 21.
พิกัดโรงเรือน จ.นครพนม ปี งบ พ.ศ.2559
1.บ้านศรีบุญเรือง ต.พระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
17°01'16.7"N 104°43'43.9"E
17.021304, 104.728865
2.บ้านแก้ง ต.บ้านแก้ง อ.นาแก จ.นครพนม
16°55'06.2"N 104°28'21.4"E
16.918389, 104.47259
3.บ้านบึงหล่ม ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.นครพนม
17°11'07.6"N 104°47'39.2"E
17.185435, 104.794214
4.บ้านนาราชควาย ต.นาราชควาย อาแภอเมือง จ.นครพนม
17°23'35.7"N 104°43'56.0"E
17.393260, 104.732227

   [วันที่ : 6/6/2560]

ข้อคิดเห็น 22.

ที่ตั้งโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง เพื่อใช้ในการผลิตผักอินทรีย์

   [วันที่ : 6/6/2560]

ข้อคิดเห็น 23.

พิกัดโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสงในพื้นที่ อ.สำโรง

   [วันที่ : 14/8/2560]

ข้อคิดเห็น 24.

ก้าวใหม่แห่งวงการเกษตร ผลิต ผักคุณภาพสูง สู่ลูกค้าไฮเอนด์

นับเป็นต้นแบบของ ‘ผู้ประกอบการ’ ที่ใส่ใจตนเอง ครอบครัวและคนรอบข้าง ในการทำฟาร์มผักตามความถนัดและความตั้งใจเพื่อผลิตผักพรีเมียมหรือผักคุณภาพระดับสูง ด้วยแนวคิด “ปลูกด้วยดิน - บนแคร่ - ในโรงเรือน”
           
เนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ ของ “คลีนฟาร์ม” อ.หนองแซง จ.สระบุรี ถูกแบ่งพื้นที่เพื่อสร้างโรงเรือนปลูกผักกว่า 40 ชนิด ทั้งคะน้า กวางตุ้ง จิงจูฉ่าย ถั่วฝักยาว ผักสลัด ผักบุ้งและปวยเล้ง ซึ่งผักทั้งหมดมีความปลอดภัยและมีคุณประโยชน์สูง สดสะอาด ที่สำคัญคือมีรสชาติดี การันตีด้วยรางวัล GAP ดีเด่น และ OTOP 5 ดาว ภายใต้การบริหารจัดการของ นายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ ผู้ประกอบการธุรกิจคลีนฟาร์ม ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

            วีระศักดิ์ เล่าว่า ฟาร์มผักคุณภาพสูง เกิดจากตนเองและภรรยาชอบรับประทานผัก ช่วงหนึ่งเธอป่วย ผมจึงคิดอยากที่จะปลูกผักที่สะอาดปลอดภัยสำหรับครอบครัว จนได้ขยับขยายเริ่มต้นเป็นธุรกิจฟาร์มผักที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จ มุ่งผลิตผักให้มีรสชาติดี ทำให้คนที่ไม่ชอบรับประทานผัก เปลี่ยนใจหันมาชอบและรับประทานผักได้

ส่วนแนวคิด “ปลูกด้วยดิน - บนแคร่ - ในโรงเรือน” มาจากความพยายามที่จะแก้ปัญหา เมื่อครั้งรับราชการที่ภาคใต้ รู้สึกว่าคนใต้รับประทานผักเยอะมาก แต่ไม่ได้ปลูกผักหรือปลูกได้น้อยมาก เพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ฝนตกชุก ทำให้ผักเน่า ฉีกขาด เป็นเชื้อรา รวมถึงฝนยังเป็นตัวชะล้างปุ๋ยอีกด้วย จึงหาวิธีการปลูกผักแบบที่ไม่ต้องการฝน โดยทำเป็นโรงเรือนที่ อ.หนองแซง จ.สระบุรี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะดินที่นั่นค่อนข้างเป็นดินเหนียว เลยหาวิธีการใหม่จนนำมาสู่แนวคิด


        
    ‘ปลูกด้วยดิน’ ดินที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยไอน้ำร้อน แล้วนำมาผสมวัสดุปลูกชั้นดี ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ด้วยวิธีการธรรมชาติ และเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินโดยใช้ปุ๋ยนมสดและปุ๋ยหมักปลาที่คิดสูตรขึ้นเอง ทำให้ดินของคลีนฟาร์มมีธาตุอาหารที่ครบถ้วนต่อการเติบโตของผัก “การใช้ดินเป็นวัสดุปลูกทำให้ผักแข็งแรง มีความกรอบ คงความสดได้นาน แถมยังมีรสชาติดีอีกด้วย”

‘บนแคร่’ คือ การปลูกผักบนแคร่ เพื่อหนีโรค วัชพืชและแมลงศัตรูพืชที่มาจากพื้นดิน โดยเตรียมต้นกล้าผักให้สมบูรณ์แข็งแรงก่อนย้ายขึ้นปลูกบนแคร่ที่ยกสูงจากพื้นดิน ทำให้ระบายอากาศและความร้อนได้ดี สามารถควบคุมอุณหภูมิของวัสดุปลูกได้ ทั้งยังช่วยทำให้ประหยัดน้ำและประหยัดปุ๋ย โดยออกแบบให้แคร่มีความสูงประมาณ 1 เมตร (ระดับเอว) จึงทำให้สะดวกในการทำงานทุกขั้นตอน เช่น การเตรียมดิน เพาะปลูก การเก็บทำลายศัตรูพืชและวัชพืช รวมถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความสะดวก ไม่ปวดหลัง และไม่ต้องก้ม ๆ เงย ๆ

‘ในโรงเรือน’ ผักของคลีนฟาร์มจะปลูกในโรงเรือนปิด หลังคามุงด้วยพลาสติกหนาใส เพื่อป้องกันฝนและความชื้นบางส่วนที่มากเกินไป เพราะหัวใจหลักเราคือ ปลูกผักแบบไม่ต้องการฝน ส่วนด้านข้างเป็นมุ้งตาข่ายป้องกันศัตรูพืชและวัชพืชที่มาจากทางอากาศ ภายในโรงเรือนติดตั้งระบบพ่นหมอกและระบบน้ำหยดเพื่อปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม ดังนั้นการปลูกผักในโรงเรือนของที่นี่ จึงปลูกได้ตลอดทั้งปี

ที่มา : http://www.newsplus.co.th/136624 

   [วันที่ : 28/9/2560]

ข้อคิดเห็น 25.

ข้อมูล ปร. 4 โรงเรือนพลาสติกฯ ซึ่งผมได้ข้อมูลจากผู้รับเหมาจังหวัดนครพนม รายละเอียด...

   [วันที่ : 31/10/2560]

Template by OS Templates